ผู้บริหารหลายท่านเมื่อได้เรียนรู้เรื่องการใช้เครื่องมือ “ชิ้นใหม่” ถ้าไม่ “มีใจ” ให้กับเรื่องนั้นๆ ก็มักจะพยายามมองหา “ช่องโหว่” ว่าเทคนิคนั้นๆ มันมี “ข้อจำกัด” อะไรบ้าง จะได้ใช้เป็น “ข้ออ้าง” ว่าทำไมจึงไม่ได้ใช้ ไม่ได้ลองนำไปปฏิบัติ วันก่อนตอนที่ผมอธิบายว่า “Dialogue” เป็นกระบวนการที่ช้า (Slow Process) ไม่เหมาะที่จะใช้ “หาคำตอบแบบเร็วๆ” เพราะ Dialogue เป็นการพูดคุยอย่างที่ “ไม่มีเป้าหมาย” ไม่มีวัตถุประสงค์ที่ “ตายตัว” เป็นการปล่อยให้ความหมาย “ไหลไป” โดยไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องหาคำตอบให้ได้
ผู้บริหารหลายท่าน พอได้ยินผมพูดเช่นนั้น ก็สวนออกมาอย่างทันควันว่า . . . ถ้าเช่นนั้น เขามองไม่เห็นเลยว่า Dialogue นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรของเขาอย่างไร ในเมื่อ Discussion แบบที่ใช้ๆ กันนั้นก็ได้ผลอยู่แล้ว . . . ผมจึงต้องอธิบายต่อไปว่า . . . โปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่า Dialogue จะมาแทน Discussion . . . มันเป็นคนละอย่างกัน องค์กรควรจะสอนให้คนในองค์กรรู้จักทั้งสองอย่าง บางครั้งก็ต้องใช้ Discussion บางครั้งก็ต้องใช้ Dialogue บ้าง เพื่อให้เกิดการ “ผ่อนคลาย” เพื่อให้สามารถ “เปิดใจ” กันได้ เพราะไม่จำเป็นว่าเราต้องเร็วเสมอไป “ช้าบ้างก็ได้ ล้มบ้างก็ได้” เหมือนในเนื้อเพลงบางตอนที่ผมเคยได้ยินวัยรุ่นเขาฟังกัน (ไม่ทราบเหมือนกันว่าชื่อเพลงอะไร)
ขอท่านอย่าได้นำ Dialogue ไปเทียบกับ Discussion แล้วบอกว่า Discussion ดีกว่า ไม่เสียเวลา และได้คำตอบเลย มันก็คงเหมือนกับการที่ท่านพูดว่า “การทำงาน” นั้นดี มีประโยชน์กว่า “การพักผ่อน” นั่นแหละ มันไม่ใช่ประเด็นที่ว่าจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง จริงๆ แล้ว เราต้องการทั้งสองอย่างซึ่งก็คือ ต้องการทั้งการทำงานและการผักผ่อน ในองค์กรเองก็ต้องการวิธีการพูดคุยทั้งแบบ Discussion และแบบ Dialogue . . . ใครบอกว่าท่านต้องเลือกอันใดอันหนึ่งล่ะ ถ้าเลือกทำเพียงอย่างเดียว เช่นทำงานจนขาดการพักผ่อน แน่นอนล่ะแล้วชีวิตจะสมดุลได้อย่างไร ท่านคงจะเจ็บป่วยได้โดยง่าย
การใช้แต่ Discussion ก็เช่นกัน ถ้าท่านใช้ไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้จักใช้ Dialogue บ้าง บรรยากาศในที่ทำงานก็คงจะ “ไม่สมดุล” คือเป็นอย่างที่หลายๆหน่วยงานเป็นอยู่ในขณะนี้ นี่เป็นเพราะขาด Dialogue ที่จะมาช่วย “สร้างสัมพันธ์” อันดีและ “เปิดพื้นที่” ให้คนได้มีโอกาส “เปิดใจ” พูดกัน . . . นั่นแหละครับประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ของ Dialogue . . . ช้าบ้างก็ได้ ล้มบางก็ได้ . . .
เห็นด้วยครับ อาจารย์ครับ
การทำงานเองก็คงต้องเปิดใจกว้าง เครื่องมือนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยพัฒนาองค์กรไปได้เพียงอย่างเดียว คงต้องผสมผสานกันไป ยึดถือ เป้าหมายองค์กร ที่สำคัญคือ "ความสุขที่สมดุล" ของคนในองค์กร
ป่วยการที่จะบอกว่า เครื่องมือไหนดีกว่ากัน วิวาทะแบบนี้ ทำให้ความคิดเเคบลง
เพราะการทำงานพัฒนาองค์กร เป็นศาสตร์ และศิลปะ ครับ :0
อาจารย์อธิบายชัดเจนดีค่ะ เทียบการทำงานและการพักผ่อน
ผู้บริหารส่วนมากมุ่งงานอาจจะชอบแต่discussion เพราะเข้าใจง่าย และคงไม่เข้าใจ dialogue เพราะอธิบายยากค่ะ
เห็นหัวข้อบันทึกนี้ของอาจารย์แว๊บแรกนึกถึงเพลงนี้เลยค่ะ พอได้อ่านก็เลยอดไม่ได้ที่จะนำเพลงนี้มาฝากค่ะ
ด้วยความเคารพค่ะ
ล้มบ้างก็ได้ - บอย โกสิยพงษ์
อัลบั้ม : Million Ways To Love (บอย โกสิยพงษ์)
ไม่มีใครสอนให้มองเห็น ต้องล้มเอง รับเอง แพ้เอง รู้เองถึงจะค่อยๆ เข้าใจ
ปล่อยมันให้ล้มบ้างก็ได้ ปล่อยมันให้แพ้บ้างก็ได้
ก็แค่หกล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ แพ้ก็แค่ต้องเข้าใจ
ล้มบ้างก็ได้ และเธอจะแพ้บ้างก็ได้
คำว่าชนะนั้นคงไม่ยิ่งใหญ่ ถ้าคำว่าแพ้นั้นยังไม่เข้าใจ
คนหนึ่งคนกว่าจะเข้าใจ ต้องรู้ต้องโดนด้วยตัวเอง
ไม่มีทางลัดให้เดินเล่น ต้องล้มเอง รับเอง ลุกเอง รู้เอง ถึงจะค่อยๆ เข้าใจ
ปล่อยมันให้ล้มบ้างก็ได้ ปล่อยมันให้แพ้บ้างก็ได้
ก็แค่หกล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ แพ้ก็แค่ต้องเข้าใจ
ล้มบ้างก็ได้ และเธอจะแพ้บ้างก็ได้
คำว่าชนะนั้นคงไม่ยิ่งใหญ่ ถ้าคำว่าแพ้นั้น ยังไม่เข้าใจ
อย่าเพิ่งหนีซิ่ อย่าเพิ่งท้อซิ่ อย่าเพิ่งล้มความตั้งใจอะไรง่ายๆกันอย่างนั้นซิ่
คนทุกคนเคยผิดหวัง คนทุกคนมีปัญหา แต่ไม่ใช่ต้องหลบหน้า หรือเศร้าจนบ้าไปอย่างนั้นนี่
อย่างนี้ก็แย่ซิ่ ถ้าหัวสมองยังไม่ไหวก็ใช้หัวไปแทนได้นี่
ปล่อยมันให้ล้มบ้างก็ได้ ปล่อยมันให้แพ้บ้างก็ได้
ก็แค่หกล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ แพ้ก็แค่ต้องเข้าใจ
ล้มบ้างก็ได้ และเธอจะแพ้บ้างก็ได้
คำว่าชนะนั้นคงไม่ยิ่งใหญ่ ถ้าคำว่าแพ้นั้น ยังไม่เข้าใจ
เรียน ท่านอาจารย์ ครับ
เพลงที่อาจารย์พูดถึงน่าจะเป็น เพลง "ล้มบ้างก็ได้" ของ บอย โกสิยพงศ์ ครับ
มีเนื้อเพลงประมาณว่า
"ปล่อยมันให้ล้มบ้างก็ได้ ปล่อยมันให้แพ้บ้างก็ได้
ก็แค่หกล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ แพ้ก็แค่ต้องเข้าใจ
ล้มบ้างก็ได้ และเธอจะแพ้บ้างก็ได้
คำว่าชนะนั้นคงไม่ยิ่งใหญ่ ถ้าคำว่าแพ้นั้นยังไม่เข้าใจ"
ในยุคปัจจุบัน ผู้บริหาร ต่างก็ต้องการสร้างความสำเร็จในงาน ซึ่งในบางครั้งเป็นการบรรยากาศที่ตรึงเครียดให้กับผู้ปฏิบัติงานโดยไม่รู้ตัว ยิ่งกระบวนการยิ่งเร็วก็ยิ่งยากที่จะรู้ตัวครับ และอาจทำให้การกระทำเป็นไปเพื่อ "คุณค่าเทียม" มากกว่า"คุณค่าแท้" ครับ
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่ออ่าน คือ เหมือนมีลมแรงในช่วงต้น และค่อยๆเบาลงช่วงท้าย :)
สวัสดึครับ ท่านอาจารย์
อ่านบันทึกนี้แล้วทำให้ผมต้องย้อนกลับไปทบทวนประสบการณ์
การสังเกตการณ์วง Dialogue หลายๆ ครั้งที่ประสบในหน่วยงานครับ
ซึ่งก็มีหลากหลายรสชาด ทั้งสำเร็จมาก และสำเร็จน้อย
แต่ขอกลับไป รวบรวมสมาธิ ไตร่ตรองอีกสักนิด
เดี๋ยวจะขออนุญาตกลับมาอีกทีนะครับ
ขอบคุณตูนมากครับสำหรับเนื้อเพลง ขอบคุณอาจารย์โสรจเช่นกัน เข้าใจว่าทั้งสองท่าน "เฉลย" มาพร้อมๆ กัน
ขอบคุณเอก และอาจารย์หมออัจฉราที่มาช่วย "ต่อยอด"
รู้อยู่แล้วครับว่า ณภัทร ต้องไม่พลาดบันทึกนี้แน่ เพราะ "อิน" กับเรื่อง Dialogue นี้อยู่แล้ว
ตามมาอ่านค่ะอาจารย์ประพนธ์...พี่ใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่ง..คนเราต้องมีศิลปะในการ dialoque จึงจะสื่อถึงกันได้อย่างราบรื่น และทำให้เรื่องยากๆเป็นเรื่องง่ายๆ ...หลายคนที่ผ่านการ coaching เรื่องนี้มาแล้ว...ดีขึ้นมากค่ะ...
nongnarts
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ประพนธ์ ครูบาอาจารย์ และกัลยาณมิตรทุกท่าน
ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้สรุปไว้ในย่อหน้าสุดท้ายนั้นผมคิดว่าคือเป้าหมายและประโยชน์ที่หลายๆ คนมักมองข้ามด้วยเหตุว่า มันต้องอาศัยความ "ช้า" จึงจะสัมผัสได้
...Dialogue ที่จะมาช่วย “สร้างสัมพันธ์” อันดีและ “เปิดพื้นที่” ให้คนได้มีโอกาส “เปิดใจ” พูดกัน . . . นั่นแหละครับประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ของ Dialogue ...
ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองถึงเรื่อง Dialogue และ Discussion อยู่หลายครั้งครับ
สำหรับความเห็นในตอนนี้ ผมคิดว่าถ้าทุกคน "เปิดใจ" "ให้เกียรติ" และ "เคารพกัน" แล้ว
มันคงจะไม่มีความแตกต่างระหว่าง Dialogue และ Discussion อีกต่อไป
ผมคิดว่าหากทุกคนในวงสนทนาไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม เปิดใจแล้วก็ฟังกัน เราก็น่าจะได้บรรยากาศดีๆ แบบ Dialogue จะ Discussion กันมันก็เป็น Dialogue
ผมคิดว่า สุดท้าย สิ่งที่ทุกองค์กรต้องการก็คือ การสื่อสารแบบใจถึงใจ ซึ่ง Dialogue ก็คือกระบวนการที่จะนำพาไปสู่สิ่งนั้นครับ
ขออนุญาตเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ
หวังว่าจะมีความเห็นของอาจารย์ หรือท่านอื่นๆ มาช่วยกันทำให้ "ความหมาย" นั้น "ไหลเวียน" ไป ให้เกิดเป็น "ความหมายใหม่" อันเกิดจากการ "คิดร่วมกัน" ครับ
ฟังที่คุณมนัญญาเล่าเมื่อวาน. . . สนุกสนาน และได้ประโยชน์มากครับ . . . ประทับใจการเสวนาช่วงบ่ายมาก . . . เป็นวงที่มีพลัง เพราะเป็นการเล่าเรื่องของผู้ที่ทำจริง
สวัสดีอาจารย์
พอดีอยากจะทำวิจัยเกี่ยวกับการจัดการความรู้ เป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก อยากจะให้อาจารย์ช่วยแนะนำหัวข้อให้หน่อยว่า ควรจะวิจัยหัวข้ออะไรดี ยังไงก็ขอรบกวนอาจารย์ด้วยนะครับ
เห็นด้วยกับที่อาจารย์บอกว่ามันไม่สามารถแทนที่กันได้จริงๆ ไม่มีอะไรดีกว่า แย่กว่า
การใช้ Discussion กับ Dialogue ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆว่าเป็นยังไงมากกว่าจริงๆค่ะ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะเลือกอะไรให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆด้วยค่ะ
โชคดีจังที่ตามมาอ่าน ตามคำเชิญชวน ถ้าคนเราสื่อสารกันด้วยใจ มิใช่ใช้แต่หัว การพูดคุยจะได้ไออุ่นแห่งความรัก และความสุข
สวัสดีค่ะ
อ่านแล้วชอบมากค่ะ เพราะหลายครั้งหลายคน รวมทั้งตัวเองด้วย ก็มักจะเข้าใจผิดว่า ... Dialogue กับ Discussion เป็นสิ่งเดียวกัน
ชอบเป็นพิเศษที่กับคอมเม้นท์ของอ. Handy และ
คุณ ซวง ณ ชุมแสง ค่ะ
(^___^)
ตามมาอ่าน blog ของอาจารย์คะ...อ่านแล้วชอบ เข้าใจ ชัดเจนขึ้นคะ.... "
" กาดนัด KM_PYU"
เป็นกระบวนการบริหารที่ทำให้องค์กรอบอุ่นทีเดียวค่ะ ผลที่ตามมาคือได้ทั้งคนได้ทั้งงาน
ขอบคุณอาจารย์ประพนธ์ครับ ช่วงนี้ผมก็ศึกษา dialouge อยู่เหมือนกันครับ ก็พยายามเริ่มใช้ที่บ้านก่อนนะครับ