วันนี้ ผมพาน้องๆ ในกลุ่มงานมาใช้ชีวิตกินอยู่ร่วมกันนอกพื้นที่มหาวิทยาลัยฯโดยยึดเอาพื้นที่อันปลีกวิเวกในจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นพื้นที่แห่งการอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดการดำเนินงานตามโครงการ “พฤหัสสกัดความรู้ ครั้งที่ 2”

ผมเรียกกิจกรรมครั้งนี้แบบง่ายๆ ด้วยภาษาปากว่า
“กินอยู่ร่วมกัน”เพราะอยากให้ทุกคนได้รู้สึกว่าการมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่การมาอบรมสัมมนา หรือแม้แต่การประชุมหากแต่เป็นการมา “ใช้ชีวิต”ร่วมกันตามประสาคนใน “ครอบครัว” เดียวกัน(บ้านเดียวกัน)โดยมีกระบวนการของการพูดคุยอย่างเปิดเปลือยในวิถีการ “เป็นอยู่”ทั้งที่ผ่านมา-ปัจจุบัน-อนาคต


มีช่วงหนึ่งที่ผมเปิดประเด็นเรื่อง
“โมเดล” (Model) การทำงาน หรือการอยู่ร่วมกันของเราทุกคนภายใต้ชายคาบ้าน หรือชายคาองค์กรโดยผมนำเสนอแนวคิดในรูปของ “ต้นไม้”แบบเชยๆ ง่ายๆดังว่า

องค์กร หรือบ้านของเรา เป็นเสมือน..ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
- รากเป็นประหนึ่งผู้บริหารดับสูงและระดับกลาง
- ลำต้น เป็นประหนึ่ง ผู้บริหารระดับต้น (หัวหน้ากลุ่มงาน)
- กิ่งก้าน เป็นประหนึ่งหัวหน้างาน
- ใบ เป็นประหนึ่ง บุคลากร
- ผล/ดอกเป็นประหนึ่งนิสิต หรือผลสัมฤทธิ์ของการทำงานของทุกระบบ”







ถัดจากนั้นก็เปิดเวทีให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นน้ำย่อยโดยเน้นไปถึงภาพรวมๆ ของระบบการทำงานของ
“ต้นไม้”ที่สัมพันธ์กันทุกระบบทั้งจากใบลงราก และจากรากขึ้นสู่ใบไม่ว่าจะเป็นการสร้าง,การลำเลียง,การกักเก็บ ควบคุม ฯลฯ

เสร็จจากนั้นก็มอบหมายให้มีการจับกลุ่มสังเคราะห์โมเดลการทำงานในส่วนย่อยของแต่ละงาน เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนกันอีกครั้งหลังอาหารมื้อค่ำ แต่ไม่บังคับว่าจะคิดและสร้างเวทีทางความคิดผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างไรบ้างโดยเปิดกว้างให้ทุกกลุ่มมีอิสระเต็มที่กับการขบคิดและสังเคราะห์

บางกลุ่มเดินทอดน่องคุยกันไปเรื่อยๆ
บางกลุ่มนั่ง
“โสเล่”กันบนเรือนพัก
ขณะที่บางกล่มไม่รีบร้อนแต่เลือกที่จะไปเยี่ยมชมพื้นที่รายรอบที่พักอย่างสบายใจ







ส่วนผมนั้นกลับมานั่งทบทวนบทเรียนทั้งหมดที่ใช้ในภาคบ่ายพร้อมๆ กับการเตรียมบทเรียนบทใหม่เพื่อใช้เป็นสื่อแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในภาคค่ำโดยไม่ทันสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นกับแผ่นภาพ
“โมเดล” อันเฉิ่มเชยของตนเองมารู้อีกทีก็เห็นน้องดินลากไปขีดๆ เขียนๆอะไรสักอย่างอยู่มุมหนึ่งของเรือนพัก


ผมแกล้งเฉยๆ ... แต่แอบมองเป็นระยะๆ ...
น้องดิน ก้มๆ เงยๆ อยู่กับการขีดๆ เขียนๆส่วนน้องแดนก็ประกบกายพี่ชายไม่ห่างคอยหยิบจับปากกาเคมีให้พี่ชายอยู่เนืองๆ







เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะผมจึงแกล้งร้องถามไปด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบว่า
“เฮ็ดหยังอยู่”

"วาดรูป”..น้องดินตอบแบบไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตา
“รูปหยัง…”ผมยิงคำถามกลับไปอีกครั้ง
คราวนี้น้องดินตอบยาวกว่าที่ผมคิดนัก“ดินวาดรูปต้นไม้มันบ่ซัด ดินเลยวาดให้ใหม่”
เท่านั้นแหละครับผมจึงถือวิสาสะละวางไปจากคอมพิวเตอร์ เพื่อเดินไปเบิ่งมองในระยะประชิด

พระเจ้าช่วย…
!
น้องดิน เปลี่ยนแปลงรูปโฉมโมเดลต้นไม้ของผมอย่างสิ้นเชิง
ภาพที่ว่านั้นเป็นภาพที่คนกำลังเลื่อยโมเดลต้นไม้ของผมอย่างเอาจริงเอาจังโดยมีลายมือของน้องดินกำกับไว้อย่างชัดเจนว่า“ตัวอย่างที่ไม่ดี”ครับ..



ผมเขียนบทเรียนเรื่องนี้เพื่อย้ำว่าการทำงานของพวกเราเสมือนต้นไม้ต้นนี้ที่ต้องพึ่งพิงและเกื้อหนุนกันอย่างมีระบบ
แต่น้องดินกลับมาเปลี่ยนบทเรียนนี้ไปอีกมุมหนึ่งอย่างไม่เกรงใจคนเขียนบทเรียนอย่างผม …

ผมถามว่า “เป็นหยัง คือ ตัดต้นไม้ของพ่อล่ะ..”
ซึ่งน้องดินก็ตอบมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า
“ถ่าตัดต้นไม้ไทเฮา กะ บ่ มีหม่องอยู่…มันเป็นโตอย่าง บ่ดี”







ครับ..
มันเป็นตัวอย่างไม่ดี..
ฟังดูก็จริงดังแกว่าเพราะหากมีพฤติกรรมใดทั้งจากภายในและภายนอกที่ส่งผลในทางลบต่อต้นไม้
– ต้นไม้ที่ว่านั้นก็มีอันต้องยืนต้นตาย หรือหักโค่นลงในที่สุดทั้งผมและน้องๆก็ไม่มีที่อยู่เหมือนที่น้องดินบอกจริงๆ …


แต่นั่นก็ไม่เท่าไหร่ หลังจากพวกเราเดินเล่นกันจนอิ่มและมุ่งหน้ากลับสู่เรือนพัก กลับต้องหยุดชะงักลงอย่างทันที เพราะน้องดินพร้อมขุนพลคู่กายอย่างเจ้าจุก ก็นำแผ่นภาพที่ว่านั้น มาโรยไว้ด้านหน้าเรือนพัก พร้อมๆ กัยส่งเสียงใสแจ๋วมายังพวกเราทั้งหมดให้รู้ว่า ..”โปรดฟังทางนี้….”

นี่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ผมเขียนบทเรียนแต่ลูกกลับมาเปลี่ยนบทเรียนนั้นไปในอีกมุม
ผมไม่แน่ใจนักว่าการเปลี่ยนบทเรียนที่ว่านั้นถือเป็นการ
“ต่อยอด”ในอีกมิติหนึ่งหรือเปล่า

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่ว่านี้ทำให้ผมแอบอมยิ้มอย่างเป็นสุขอยู่อย่างเงียบๆเพราะไม่เพียงน้องๆ ในทีมงานเท่านั้นที่ได้ร่วมถอดบทเรียนร่วมกันที่ไหนได้ลูกๆก็ร่วมอยู่ในเวทีนี้ด้วยเหมือนกัน


และจากนั้นผมก็เดินลงจากเรือนพักมุ่งหน้าออกไปชมวิวรอบๆ บริเวณกระทั่งเวลาผ่านไปสักผักผมก็หวนคิดกลับไปยังเรื่องราวของน้องดินที่วาดรูปคนตัดต้นไม้นั้นอีกรอบพร้อมๆ กับการรำพึงรำพันกับยตัวเองในแบบอารมณ์ดีว่า...


บางที การนำไปต่อยอดอาจเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่เราสรุปไว้ก็เป็นได้