ไม่เป็นรองใคร

         อาจารย์หมอประเวศ วสี เป็นผู้หนึ่ง ที่ท่านเห็นคุณค่าของหมออนามัย ท่านเคยบอกว่า เกียรติและศักดิ์ศรีของคนเราอยู่ที่ไหน อยู่ที่การได้ร่ำเรียนจากตำรา จากสถาบันชั้นสูง หรืออยู่ที่การทำงานในหน้าที่รับผิดชอบได้ดีที่สุด ถ้าตัดสินจากข้อแรก ก็แสดงว่า คนในประเทศ มีคนมีศักดิ์ศรีน้อยมาก เพราะยังมีคนอีกเกินกว่าครึ่งของประเทศ ที่ไม่มีโอกาสเช่นนั้น และก็มีร้อยเหตุผล ที่ทำให้เขาพลาดโอกาสด้วย

        จะขอเขียนเรื่องราว ของหมออนามัยต่อ ระหว่างรอการกำหนดตำแหน่ง และสิทธิประโยชน์ ของข้าราชการกลุ่มนี้ค่ะ

        มีงานมากหลาย ที่หมออนามัยทำได้ดี และคิดว่าไม่เป็นรองใครในเรื่องนี้ นั่นคือการทำคลอด สมัยเรียนทั้งหลักสูตรพนักงานอนามัย และผดุงครรภ์อนามัย ได้ผ่านหลักสูตรสำคัญ อาจารย์ผู้สอนต้องเป็น สูติแพทย์ ที่ผู้เขียนขอยกย่องว่า เป็นผู้ที่สอนด้วยความเข้าใจอย่างยิ่งว่า ศิษย์ของตน ต้องออกไปประสบสิ่งใดบ้าง โดยเฉพาะผดุงครรภ์อนามัย ต้องเชี่ยวชาญ งานแม่และเด็กอย่างมากๆ ตั้งแต่ดูแลการตั้งครรภ์ การทำคลอด การบริบาลทารก จนถึงวัยเรียน วัยหนุ่มสาว วัยชรา และจนถึงวันที่เขาลาโลก

  แต่วันนี้ ผู้เขียนขอเล่าเรื่องการทำคลอด ในสถานีอนามัยให้ฟังกัน เมื่อจบใหม่ๆ ต้องไปประจำการ ที่ชนบทและกันดารที่สุดก่อน เพื่อให้โอกาส พี่ๆได้เข้ามาอยู่ใกล้ๆเมืองบ้าง การได้อยู่คนเดียวตั้งแต่วันแรก ก็เป็นเรื่องที่บรรยายไม่ถูกแล้ว ไหนจะไม่คุ้นเคยกับใครเลย มีแต่คนแปลกหน้า ยิ่งเงียบเหงาเข้าไปอีก เมื่อตะวันตกดิน ไฟฟ้าก็ยังไม่มี นึกถึงวันที่จบการศึกษา ดูจะดีอกดีใจกับความสำเร็จ ภาคภูมิใจกับความรู้ทุกขั้นตอน ที่ผ่านหลักสูตรมา แต่แล้ว วันแรกที่ต้องรักษาคนไข้ ดูเหมือนจะมึนตึ้บ คนไข้ไม่ได้มาด้วยอาการเดียว มีทั้งปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ กินข้าวไม่อร่อย มีผื่นคันตามตัว และอาจมีปวดขาอีกด้วย ต้องตั้งสติให้ดี สอบถามและตรวจร่างกาย เพื่อหาสาเหตุหลักให้ได้ ไม่มีผลจากห้องแลบมาช่วย มีแต่เครื่องมือพื้นๆ คือเครื่องวัดความดัน หูฟัง ปรอทวัดไข้ ก็เท่านั้น การสังเกต การซักประวัติ จึงสำคัญ ตามที่อาจารย์หมอบอกไว้ว่าจะทำให้รู้สาเหตุได้ถึง 80 เปอร์เซน

  เรื่องรักษาความเจ็บป่วยก็ผ่านไปด้วยดี ต่อมาไม่นาน สิ่งที่เป็นสิ่งสำคัญต่อมนุษย์โลก ก็เกิดขึ้น นั่นคือ การที่หญิงมีครรภ์ในพื้นที่ ได้เวลาคลอด เป็นงานที่เรียกว่า ตัวต่อตัวทีเดียว ต่อให้มีญาติมาคอยเฝ้ามากมายขนาดไหน ก็ไม่ได้ช่วยให้การทำคลอดนั้น เบาใจลงเลย บางครั้งต้องทำคลอดเด็กที่ท่าผิดปกติ เอาก้นออกมาก่อน แทนการเอาหัวออกเหมือนการคลอดปกติ จำได้ว่าหมออนามัย ไม่มีสิทธิ์ทำคลอดเด็กท่าคลอดผิดปกตินี้ แต่จะทำอย่างไรได้ ก็กว่าจะพากันมาถึงสถานีอนามัย ก้นเด็กก็โผล่ขาวออกมาแล้ว ครั้นจะส่งไปโรงพยาบาลก็ไกลสิ้นดี รถโดยสารหมดเวลาแล้ว หรือหารถส่งไปได้ แต่อาจจะสายเกินไป ทั้งแม่และลูก "ฉะนั้นต้องทำคลอดให้ได้"

   มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาจารย์หมอ ได้ทำคลอดเด็ก ท่าก้นให้ดูพร้อมปากก็พร่ำสอนไปอย่างละเอียดละออ แต่ก็กำชับว่า ไม่ให้ทำคลอดท่านี้ เพราะอันตรายมาก

  ต้องขอโทษอาจารย์หมอ เพราะต้องทำคลอดให้เขาจริงๆค่ะ และขณะทำ ก็ได้ระลึกถึงบทเรียน ที่ท่านสาธิตให้ดูในครั้งนั้น และทำตามทุกประการ จนปลอดภัยกันทุกคน บางครั้งเจอเด็กแฝด ต้องทำ ตามเหตุจำเป็น ส่วนคลอดปกตินั้น ไม่เคยให้มีปัญหา ถึงโรงพยาบาลเลยค่ะ

  การทำคลอดแบบปกติ ให้ปลอดภัย ตามหลักวิชาการแพทย์ เป็นเรื่องงานประจำของหมออนามัย นับตั้งแต่วันแรก ที่ทำ จำได้ว่า ไม่เคยเงอะงะ หลงลืมขั้นตอนเลย ในห้องคลอดที่โรงพยาบาลทำอย่างไร ที่สถานีอนามัยก็ทำได้ไม่ผิดกัน เป็นงานอีกชิ้นหนึ่ง ที่เราทำได้เท่าเทียมกัน กับอาชีพอื่นที่ทำคลอดได้ทั่วโลก

  เป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของหมออนามัย ที่หลายท่าน รู้จักดี

โดยเฉพาะแม่ในชนบท ของประเทศไทยเรานี้