ปรากฏการณ์ “หมอนวด” ของสาวชนเผ่า เป็น emerging issues หนึ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการศึกษา เพื่อวางแผนการแก้ไขปัญหา รวมถึงการส่งเสริมพัฒนา ก่อนที่สังคมชนเผ่าจะล่มสลายกับกระแสที่เชี่ยวกรากนี้

สาวๆไปเป็นหมอนวดกันหมดหมู่บ้านแล้ว!!!

เป็นประโยคหนึ่งในบทสนทนาระหว่างผมกับ คุณวิวัฒน์ ตาหมี่ หนุ่มใหญ่ชาวลีซู ระหว่างเดินทางไปบ้าน ลีซู ดอยล้าน อ.แม่สรวย เชียงราย

เราคุยกันถึง ผู้หญิงชนเผ่า กับ "อาชีพที่เธอเลือก" ในสถานการณ์ปัจจุบัน

“หมอนวด” ในความหมายนี้ หมายถึง นวดแผนโบราณ แต่ส่วนหนึ่งก็แอบแฝงไปด้วยการขายบริการทางเพศ เนื้อหาที่เราสนทนากันหาใช่การกล่าวหา หรือให้ร้าย แต่เป็นความจริงส่วนหนึ่งเราต้องยอมรับและร่วมกันคิดหาทางออกให้กับปัญหา

Lisu1

ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์บนดอย เริ่มไหลตามกระแสทุนข้างนอกมากขึ้น การรับเอาสิ่งใหม่เข้าไปแทนที่ของเก่าเป็นไปอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง สภาวการณ์เคลื่อนย้ายของประชากรวัยแรงงานมีอัตาราที่สูงมากขึ้นในช่วงหลัง  หนุ่มสาวชนเผ่าละทิ้งอาชีพดั้งเดิมบนดอย บ่ายหน้าเข้าสู่เมืองหลวงกันซึ่งก็ไม่ต่างกับหนุ่มสาวจากต่างจังหวัด เหนือ – อีสาน

ด้วยส่วนหนึ่งที่คลุกคลีทำให้ผมพอจะเห็นพัฒนาการของปัญหานี้ ที่เริ่มเด่นชัดมากขึ้น

--------------------------------------------------------------------------------

ย้อนหลังไปปี ๒๕๔๔ ที่บนดอยแม่ฮ่องสอน ...

เหตุการณ์ที่ตื่นเต้นเกิดขึ้นไม่บ่อยสำหรับหนุ่มสาวอำเภอเล็กๆที่แม่ฮ่องสอน เมื่อได้ยินข่าวว่า จะมี คอนเสิร์ตนักร้องลูกทุ่งมาเปิดการแสดงที่ตัวอำเภอ...ข่าวนี้ดังสะพัดไปทั่วหุบเขา ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้ถึงวันนั้นเร็วๆ สาวๆลีซูเธอเตรียมตัวมานานหลายวัน อย่างน้อยก็ได้ไปเที่ยวชมแสงสีในตัวอำเภอ นั่นหมายถึง "สวรรค์เล็กๆ" สำหรับคนบ้านนอก

ลูกทุ่งมีสาวๆหางเครื่องตระการตา...เครื่องเสียงกระหึ่ม ดูคึกคัก 

ช่วงเช้า...อะตะผะวิ่งกระหืดกระหอบมาบอกผมว่า  “อะหมี่ (ลูกสาวของเขา) หนีไปแล้ว”

ผมตกใจเลยถามไปว่า หนีไปไหน ?  

อะตะผะ (พ่อของอะหมี่)  บอกว่า “หนีไปกับวงดนตรีลูกทุ่งเมื่อคืน” เขียนจดหมายชิ้นเล็กๆ บอกพ่อและแม่ว่า “เธอจะไปเป็น แดนเซอร์กับวงดนตรี”

ปกติอาหมี่เธอเป็นสาวลีซูที่เรียบร้อย ออกจะขี้อายด้วยซ้ำที่เจอผม ผมไม่เชื่อว่าอะหมี่จะหนีออกจากบ้านไปได้

เรื่องนี้เงียบหายไป..ร่วมปี

.

.

.

ปีใหม่ลีซู ปี ๒๕๔๕

หญิงสาว...ผิวละเอียด สวมแว่นตาดำ ผมสีแดง น่าตาสะสวย...เธอเดินเข้ามาพุ่มไหว้ผม ผมรับไหว้แบบ งงๆ ...

อาหมี่ นั่นเอง  อาหมี่จริงๆด้วยครับ คราวนี้เธอมาในชุดแต่งกายแบบสาวคนเมืองเต็มตัว อะหมี่สวมยีนส์รัดติ้ว กลิ่นน้ำหอมฟุ้งกระจาย  ผมยอมรับว่าเธอสวยขึ้นมาก การพูดจาของอะหมี่ก็เปลี่ยนไป เธอพูดสำเนียงภาคกลางคล่องแคล่ว เสียงหัวเราะร่วนของเธอยามชอบใจ ดวงตามองผมเป็นประกาย...ตรงหน้าผม เธอไม่ใช่อาหมี่สาวลีซูคนเดิมที่ขี้อายอีกต่อไป

ผมทราบทีหลังว่า อาหมี่ ไปทำงานเป็น "หมอนวดแผนโบราณ..."  นอกจากเธอจะกลับขึ้นมาบนดอยในวันปีใหม่ลีซูเพื่อเข้าร่วมพิธีกรรมของครอบครัว ครั้งนี้หน้าตา บุคลิกเธอเปลี่ยนไป หน้าตาสะสวยขึ้น เธอยังหอบเงินก้อนใหญ่ ซื้อสร้อยทองเส้นโตๆมาฝากอามะ (แม่) ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆมาฝากน้องสาว เธอดูสวยโดดเด่นมากเมื่ออยู่ท่ามกลางสาวลีซูในชุดประจำเผ่า

สาวๆ รุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ ห้อมล้อมอาหมี่สอบถามถึงเรื่องราวที่เมืองกรุง...กันอย่างตื่นเต้น

ปีใหม่ลีซูผ่านไปอีกปีแล้ว พร้อมกับสาวๆในหมู่บ้านหายไปจำนวนหนึ่ง ผมรับรู้เหตุผลเพียงแต่ว่า “ไปทำงานในเมือง” พ่อแม่ของสาวๆเหล่านั้น ไม่ได้พูดอะไรมากนักกับเรื่องที่เกิดขึ้น มีบางความเห็นที่ผมได้พูดคุยในวงน้ำชา พวกเขาบอกผมว่า “ดีเสียอีกที่ไปทำงาน ไอ้ลูกผู้ชายมัวแต่กินยา (ยาบ้า) กินเหล้า เกเร ตอนนี้ก็ได้แต่พึ่งพาลูกสาวนี่หละ” 

ผมเริ่มเห็น วิธีคิด ทัศนคติ ของผู้คนบนดอยที่เริ่มเปลี่ยนไป พร้อมกับการแอบคำนวณเม็ดเงินรายรับที่พวกเธอ(สาวดอย) ส่งมาจุนเจือครอบครัวยามเดือดร้อน

-----------------------------------------------------------------------------------

Dsc00348

เรื่องราวเหล่านี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น และเป็นประสบการณ์จริงของผมที่ได้สัมผัส พัฒนาการปัญหาสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์บนดอยสูง

เราตั้งคำถามว่า “ใครผิด”

ไม่มีใครผิดครับ ...เป็นเรื่องของวิถีระบบ ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้กระทบเฉพาะคนบนดอยอย่างเดียว คนพื้นราบก็ยากที่จะทานกระแสนี้ หลายคนก็ปล่อยให้ตนเองไหลตามกระแสรุนแรงของทุนนิยม…อย่างไม่รู้อนาคต

Dscf3687

สาวๆไปเป็นหมอนวดหมดแล้ว!!! ปัญหาเกิดจากอะไร?? 

ผมกับพี่วิวัฒน์ นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ ผมเองคุ้นเคยและเคยอยู่ร่วมกับพี่น้องชนเผ่ามาบ้าง ทำให้เห็นภาพร่วมกันกับ พี่วิวัฒน์ไม่ยากนัก พอที่จะประมวลเนื้อหาที่สนทนา ออกาเป็นข้อๆดังนี้

v  “โครงสร้างของชุมชนอ่อนแรง”  ผมหมายถึง ระบบโครงสร้างทางสังคมของชนเผ่าที่ถูกลดบทบาทลงไป ผู้อาวุโสได้รับการยอมรับน้อยลง ผู้รู้ต่างๆในชุมชนถูกหลงลืม ทำให้ผู้คนเหล่านี้ไม่มีพลังเพียงพอที่จะฉุดรั้งวิถีดีงามของตนเองได้

v  “การยอมรับการศึกษาสมัยใหม่”  ที่ละเลยภูมิปัญญาเดิมของชุมชน การพึ่งพาองค์ความรู้ใหม่ โดยขาดฐานการคิดต่อจากทุนเดิม(องค์ความรู้เดิม) และการศึกษาสมัยใหม่ ก็ขาดความลุ่มลึกในมิติภูมิปัญญา เป็นความรู้เพียงเปลือก ต้องอาศัยเวลายาวนานกว่าจะตกผลึกเป็นภูมิปัญญา...ไม่ทันต่อปัญหาใหม่ๆที่ท้าทายตลอดเวลา

v  ขาดเวทีหรือขาดพื้นที่สำหรับ ความรู้ดั้งเดิม รวมไปถึงขาดการจัดการความรู้ การรื้อฟื้นองค์ความรู้เดิม เพื่อยกระดับให้ทันต่อปัญหาใหม่ๆ “ความรู้ที่ขาดพลัง”

v  “ความล้มเหลวของสถาบันครอบครัว” สามีชนเผ่าไม่สามารถดูแลครอบครัวได้ดี นอกจากปัญหายาเสพติด ปัญหาการดื่มสุราของผู้ชาย และภาวะสินค้าเกษตรตกต่ำ เมื่อระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งทุนข้างนอกมากขึ้น ส่งผลให้ความเครียดในครอบครัวชุมชนมีสูง เกิดการทะเลาะ ครอบครัวแตกแยก ผู้หญิงต้องเปลี่ยนบทบาทเพื่อดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ...การเดินทางออกไปขุดทรัพย์ในเมืองหลวง เป็นทางเลือกใหม่ของเธอ และด้วยความรู้ที่ไม่มากนัก จะมีอาชีพสักกี่มากน้อยที่จะรองรับแรงงานอย่างพวกเธอ

v  “ค่านิยมใหม่ของกลุ่มชาติพันธุ์” การชักชวนจากหญิงสาวที่ทำงานเป็นหมอนวดอยู่ก่อนแล้ว เมื่อหญิงสาวในชุมชนได้รับข้อมูล พร้อมกับปัจจัยสนับสนุน เช่น ระบบเศรษฐกิจของครอบครัว รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันในครอบครัวไม่ดี เธอพร้อมที่จะเปิดรับอาชีพใหม่ในเมือง “งานสบาย ได้เงินดี”

ฯลฯ

อย่างไรก็ตามครับ บทสนทนาระหว่างผมกับพี่วิวัฒน์ ก็อาจตื้นเขินอยู่มาก แต่ก็มีนัยสำคัญในฐานะคนใน (Insider)  เงื่อนไข ปัจจัยที่เรายังต้องเชื่อมโยงอีกมาก

ปรากฏการณ์ “หมอนวด” ของสาวชนเผ่า เป็น emerging issues หนึ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการศึกษา เพื่อวางแผนการแก้ไขปัญหา รวมถึงการส่งเสริมพัฒนา ก่อนที่สังคมชนเผ่าจะล่มสลายกับกระแสที่เชี่ยวกรากนี้

ผมเข้าใจดีว่า ประเด็นที่ผมนำมาเขียน สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งกับความการยอมรับความจริงเหล่านี้ แต่นี่คือประเด็นปัญหาเชิงสังคมที่ไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก วิวัฒนาการของปัญหาที่เป็นไปอย่างเงียบๆทำให้วิถีที่งดงามของคนบนดอยอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ และ "ล่มสลาย" ในที่สุด

 


 

เรื่องเดิมที่เคยเขียนสะท้อนความจริงที่ได้เรียนรู้ไว้   เรียนรู้ชีวิตกลางคืน...ผ่านบาร์อะโกโก้

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

๒๐ ก.พ.๕๒

นนทบุรี