สาวๆไปเป็นหมอนวดกันหมดหมู่บ้านแล้ว!!!
เป็นประโยคหนึ่งในบทสนทนาระหว่างผมกับ คุณวิวัฒน์ ตาหมี่ หนุ่มใหญ่ชาวลีซู ระหว่างเดินทางไปบ้าน ลีซู ดอยล้าน อ.แม่สรวย เชียงราย
เราคุยกันถึง ผู้หญิงชนเผ่า กับ "อาชีพที่เธอเลือก" ในสถานการณ์ปัจจุบัน
“หมอนวด” ในความหมายนี้ หมายถึง นวดแผนโบราณ แต่ส่วนหนึ่งก็แอบแฝงไปด้วยการขายบริการทางเพศ เนื้อหาที่เราสนทนากันหาใช่การกล่าวหา หรือให้ร้าย แต่เป็นความจริงส่วนหนึ่งเราต้องยอมรับและร่วมกันคิดหาทางออกให้กับปัญหา
ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์บนดอย เริ่มไหลตามกระแสทุนข้างนอกมากขึ้น การรับเอาสิ่งใหม่เข้าไปแทนที่ของเก่าเป็นไปอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง สภาวการณ์เคลื่อนย้ายของประชากรวัยแรงงานมีอัตาราที่สูงมากขึ้นในช่วงหลัง หนุ่มสาวชนเผ่าละทิ้งอาชีพดั้งเดิมบนดอย บ่ายหน้าเข้าสู่เมืองหลวงกันซึ่งก็ไม่ต่างกับหนุ่มสาวจากต่างจังหวัด เหนือ – อีสาน
ด้วยส่วนหนึ่งที่คลุกคลีทำให้ผมพอจะเห็นพัฒนาการของปัญหานี้ ที่เริ่มเด่นชัดมากขึ้น
--------------------------------------------------------------------------------
ย้อนหลังไปปี ๒๕๔๔ ที่บนดอยแม่ฮ่องสอน ...
เหตุการณ์ที่ตื่นเต้นเกิดขึ้นไม่บ่อยสำหรับหนุ่มสาวอำเภอเล็กๆที่แม่ฮ่องสอน เมื่อได้ยินข่าวว่า จะมี คอนเสิร์ตนักร้องลูกทุ่งมาเปิดการแสดงที่ตัวอำเภอ...ข่าวนี้ดังสะพัดไปทั่วหุบเขา ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้ถึงวันนั้นเร็วๆ สาวๆลีซูเธอเตรียมตัวมานานหลายวัน อย่างน้อยก็ได้ไปเที่ยวชมแสงสีในตัวอำเภอ นั่นหมายถึง "สวรรค์เล็กๆ" สำหรับคนบ้านนอก
ลูกทุ่งมีสาวๆหางเครื่องตระการตา...เครื่องเสียงกระหึ่ม ดูคึกคัก
ช่วงเช้า...อะตะผะวิ่งกระหืดกระหอบมาบอกผมว่า “อะหมี่ (ลูกสาวของเขา) หนีไปแล้ว”
ผมตกใจเลยถามไปว่า หนีไปไหน ?
อะตะผะ (พ่อของอะหมี่) บอกว่า “หนีไปกับวงดนตรีลูกทุ่งเมื่อคืน” เขียนจดหมายชิ้นเล็กๆ บอกพ่อและแม่ว่า “เธอจะไปเป็น แดนเซอร์กับวงดนตรี”
ปกติอาหมี่เธอเป็นสาวลีซูที่เรียบร้อย ออกจะขี้อายด้วยซ้ำที่เจอผม ผมไม่เชื่อว่าอะหมี่จะหนีออกจากบ้านไปได้
เรื่องนี้เงียบหายไป..ร่วมปี
.
.
.
ปีใหม่ลีซู ปี ๒๕๔๕
หญิงสาว...ผิวละเอียด สวมแว่นตาดำ ผมสีแดง น่าตาสะสวย...เธอเดินเข้ามาพุ่มไหว้ผม ผมรับไหว้แบบ งงๆ ...
อาหมี่ นั่นเอง อาหมี่จริงๆด้วยครับ คราวนี้เธอมาในชุดแต่งกายแบบสาวคนเมืองเต็มตัว อะหมี่สวมยีนส์รัดติ้ว กลิ่นน้ำหอมฟุ้งกระจาย ผมยอมรับว่าเธอสวยขึ้นมาก การพูดจาของอะหมี่ก็เปลี่ยนไป เธอพูดสำเนียงภาคกลางคล่องแคล่ว เสียงหัวเราะร่วนของเธอยามชอบใจ ดวงตามองผมเป็นประกาย...ตรงหน้าผม เธอไม่ใช่อาหมี่สาวลีซูคนเดิมที่ขี้อายอีกต่อไป
ผมทราบทีหลังว่า อาหมี่ ไปทำงานเป็น "หมอนวดแผนโบราณ..." นอกจากเธอจะกลับขึ้นมาบนดอยในวันปีใหม่ลีซูเพื่อเข้าร่วมพิธีกรรมของครอบครัว ครั้งนี้หน้าตา บุคลิกเธอเปลี่ยนไป หน้าตาสะสวยขึ้น เธอยังหอบเงินก้อนใหญ่ ซื้อสร้อยทองเส้นโตๆมาฝากอามะ (แม่) ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆมาฝากน้องสาว เธอดูสวยโดดเด่นมากเมื่ออยู่ท่ามกลางสาวลีซูในชุดประจำเผ่า
สาวๆ รุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ ห้อมล้อมอาหมี่สอบถามถึงเรื่องราวที่เมืองกรุง...กันอย่างตื่นเต้น
ปีใหม่ลีซูผ่านไปอีกปีแล้ว พร้อมกับสาวๆในหมู่บ้านหายไปจำนวนหนึ่ง ผมรับรู้เหตุผลเพียงแต่ว่า “ไปทำงานในเมือง” พ่อแม่ของสาวๆเหล่านั้น ไม่ได้พูดอะไรมากนักกับเรื่องที่เกิดขึ้น มีบางความเห็นที่ผมได้พูดคุยในวงน้ำชา พวกเขาบอกผมว่า “ดีเสียอีกที่ไปทำงาน ไอ้ลูกผู้ชายมัวแต่กินยา (ยาบ้า) กินเหล้า เกเร ตอนนี้ก็ได้แต่พึ่งพาลูกสาวนี่หละ”
ผมเริ่มเห็น วิธีคิด ทัศนคติ ของผู้คนบนดอยที่เริ่มเปลี่ยนไป พร้อมกับการแอบคำนวณเม็ดเงินรายรับที่พวกเธอ(สาวดอย) ส่งมาจุนเจือครอบครัวยามเดือดร้อน
-----------------------------------------------------------------------------------
เรื่องราวเหล่านี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น และเป็นประสบการณ์จริงของผมที่ได้สัมผัส พัฒนาการปัญหาสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์บนดอยสูง
เราตั้งคำถามว่า “ใครผิด”
ไม่มีใครผิดครับ ...เป็นเรื่องของวิถีระบบ ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้กระทบเฉพาะคนบนดอยอย่างเดียว คนพื้นราบก็ยากที่จะทานกระแสนี้ หลายคนก็ปล่อยให้ตนเองไหลตามกระแสรุนแรงของทุนนิยม…อย่างไม่รู้อนาคต
สาวๆไปเป็นหมอนวดหมดแล้ว!!! ปัญหาเกิดจากอะไร??
ผมกับพี่วิวัฒน์ นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ ผมเองคุ้นเคยและเคยอยู่ร่วมกับพี่น้องชนเผ่ามาบ้าง ทำให้เห็นภาพร่วมกันกับ พี่วิวัฒน์ไม่ยากนัก พอที่จะประมวลเนื้อหาที่สนทนา ออกาเป็นข้อๆดังนี้
v “โครงสร้างของชุมชนอ่อนแรง” ผมหมายถึง ระบบโครงสร้างทางสังคมของชนเผ่าที่ถูกลดบทบาทลงไป ผู้อาวุโสได้รับการยอมรับน้อยลง ผู้รู้ต่างๆในชุมชนถูกหลงลืม ทำให้ผู้คนเหล่านี้ไม่มีพลังเพียงพอที่จะฉุดรั้งวิถีดีงามของตนเองได้
v “การยอมรับการศึกษาสมัยใหม่” ที่ละเลยภูมิปัญญาเดิมของชุมชน การพึ่งพาองค์ความรู้ใหม่ โดยขาดฐานการคิดต่อจากทุนเดิม(องค์ความรู้เดิม) และการศึกษาสมัยใหม่ ก็ขาดความลุ่มลึกในมิติภูมิปัญญา เป็นความรู้เพียงเปลือก ต้องอาศัยเวลายาวนานกว่าจะตกผลึกเป็นภูมิปัญญา...ไม่ทันต่อปัญหาใหม่ๆที่ท้าทายตลอดเวลา
v ขาดเวทีหรือขาดพื้นที่สำหรับ ความรู้ดั้งเดิม รวมไปถึงขาดการจัดการความรู้ การรื้อฟื้นองค์ความรู้เดิม เพื่อยกระดับให้ทันต่อปัญหาใหม่ๆ “ความรู้ที่ขาดพลัง”
v “ความล้มเหลวของสถาบันครอบครัว” สามีชนเผ่าไม่สามารถดูแลครอบครัวได้ดี นอกจากปัญหายาเสพติด ปัญหาการดื่มสุราของผู้ชาย และภาวะสินค้าเกษตรตกต่ำ เมื่อระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งทุนข้างนอกมากขึ้น ส่งผลให้ความเครียดในครอบครัวชุมชนมีสูง เกิดการทะเลาะ ครอบครัวแตกแยก ผู้หญิงต้องเปลี่ยนบทบาทเพื่อดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ...การเดินทางออกไปขุดทรัพย์ในเมืองหลวง เป็นทางเลือกใหม่ของเธอ และด้วยความรู้ที่ไม่มากนัก จะมีอาชีพสักกี่มากน้อยที่จะรองรับแรงงานอย่างพวกเธอ
v “ค่านิยมใหม่ของกลุ่มชาติพันธุ์” การชักชวนจากหญิงสาวที่ทำงานเป็นหมอนวดอยู่ก่อนแล้ว เมื่อหญิงสาวในชุมชนได้รับข้อมูล พร้อมกับปัจจัยสนับสนุน เช่น ระบบเศรษฐกิจของครอบครัว รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันในครอบครัวไม่ดี เธอพร้อมที่จะเปิดรับอาชีพใหม่ในเมือง “งานสบาย ได้เงินดี”
ฯลฯ
อย่างไรก็ตามครับ บทสนทนาระหว่างผมกับพี่วิวัฒน์ ก็อาจตื้นเขินอยู่มาก แต่ก็มีนัยสำคัญในฐานะคนใน (Insider) เงื่อนไข ปัจจัยที่เรายังต้องเชื่อมโยงอีกมาก
ปรากฏการณ์ “หมอนวด” ของสาวชนเผ่า เป็น emerging issues หนึ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการศึกษา เพื่อวางแผนการแก้ไขปัญหา รวมถึงการส่งเสริมพัฒนา ก่อนที่สังคมชนเผ่าจะล่มสลายกับกระแสที่เชี่ยวกรากนี้
ผมเข้าใจดีว่า ประเด็นที่ผมนำมาเขียน สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งกับความการยอมรับความจริงเหล่านี้ แต่นี่คือประเด็นปัญหาเชิงสังคมที่ไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก วิวัฒนาการของปัญหาที่เป็นไปอย่างเงียบๆทำให้วิถีที่งดงามของคนบนดอยอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ และ "ล่มสลาย" ในที่สุด
เรื่องเดิมที่เคยเขียนสะท้อนความจริงที่ได้เรียนรู้ไว้ เรียนรู้ชีวิตกลางคืน...ผ่านบาร์อะโกโก้
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
๒๐ ก.พ.๕๒
นนทบุรี


เรื่องจริงที่น่าขมขื่นใจ ครับ ... อีกกี่ปีวัฒนธรรมดั้งเดิมก็จะเลือนหายไป เหมือนกับไม่เคยมีวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์ของตัวเองอีกต่อไป
ขอบคุณครับ :)
@ สวัสดีครับ
@ แง่มุมที่หลายหลาย ที่มิทราบมาก่อนเลย
@ สาเหตุปัจจัยที่ส่งผลต่อการไปประกอบอาชีพหมอนวด
@ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรต้องช่วยกันป้องกัน แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
@ ขอเป็นกำลังใจ ขอบคุณครับ
เป็นเรื่องน่าเศร้า และเหตุทั้ง 5 ข้อนี้ ดูชัดเจน
1. โครงสร้างของชุมชนอ่อนแรง
2. การยอมรับการศึกษาสมัยใหม่
3. ขาด เวทีหรือขาดพื้นที่สำหรับ ความรู้ดั้งเดิม รวมไปถึงขาดการจัดการความรู้ การรื้อฟื้นองค์ความรู้เดิม เพื่อยกระดับให้ทันต่อปัญหาใหม่ๆ “ความรู้ที่ขาดพลัง
4. ความล้มเหลวของสถาบันครอบครัว
5. ค่านิยมใหม่ของกลุ่มชาติพันธุ์
ต้องมีการฟื้นฟู ต้องสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนในชุมชน ทำอย่างไรเขาจะเห็นความสำคัญและพยายามที่จะรักษามัน ทำอย่างไรให้เขาเห็นว่าชีวิตในชุมชนนั้นมีความสุข
ดูสาวน้อยแล้วเหมือนมีความสุข แต่ไม่ยั่งยืนตลอด (เสี่ยงอีกต่างหาก)
ว่าไปแล้ว เรื่องนี้ คล้ายกับหลายปีก่อน คนหนุ่มสาว (โดยเฉพาะภาคอีสาน)ทิ้งไร่นาทิ้งถิ่นฐานไปมุ่งสู่กรุงฯ
โจทย์ยากนะ คุณจตุพร
วัตถุนิยม..คือเหตุผลอีกข้อหนึ่งใหญ่ ๆ ค่ะ คุณเอก
วัตถุจะได้มา ย่อมต้องใช้เงินซื้อหา
(¯`•._) ... แยมกุหลาบ ... (_.•`¯)
สวัสดีค่ะพี่เอก
อ่านแล้ว ก็...เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไปเนอะพี่เอก
อะไรๆก็ไม่ค่อยเหมือนเก่าแล้ว
พี่เอกสบายดีนะค่ะ...งานหนักพักบ้างเด้อจ้า..คิดถึงๆๆ อิอิ
อ.Wasawat Deemarn
ผมคลุกคลีกับกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู มานานพอสมควรครับ มีเรื่องราวดีๆที่เป็น "ทุน" ของพวกเขา มากมาย แต่เรื่องดีๆเหล่านี้กลับไม่ได้นำมาต่อยอด หรือ ยกระดับความรู้นั้นเลย ...
ปัญหาทุนนิยม มันแรง ...และเเรงมากขึ้นหาก รากของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นไม่หยั่งลงลึกพอ..
ประเด็นนี้ท้าทายอย่างมากกับ นักพัฒนาชุมชน ท้าทายอย่างมากสำหรับ การพัฒนาตามแนวทางวัฒนธรรมชุมชน
โจทย์ชัด แต่ กระบวนการต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างมาก ...การฮุดรั้งอาจไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็ยังดีที่พอชะลอความเเรงได้
ผมคิดแค่นี้ก่อนครับ :)
คุณไทบ้านผำ
ผมพยายามเขียนแบบกลางๆ แต่ขบคิดประเด็นจากประสบการณ์ที่ตนเองคลุกคลีกับกลุ่มชาติพันธุ์ ปรากฏการณ์นี้ ผมเห็นใจผู้หญิงที่ถูกสังคมข้างนอกดึงออกไป เพื่อหาปัจจัยมาล่อเลี้ยง เพื่อการมีชีวิตอยู่ของครอบครัวบนดอย
ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาทางสังคมที่ เรามองไม่เห็นเพราะมีปัญหาอื่นๆมาบดบัง เช่นปัญหาปากท้อง เป็นต้นครับ แม้ปัญหานี้ไม่เร่งด่วน แต่ก็เป็นปัญหารุนแรง ผูกกับ การดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์
ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ :)
สวัสดีค่ะพี่เอก
ทุนนิยมกำลังทำลายชาติพันธุ์ ทำลายความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของความเป็นคนไปเรื่อยๆ มันกัดกร่อนความรู้สึกของความถูกต้อง ความดีงาม อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ถ้ามนุษย์คิดแต่ว่ามีเงินเยอะ ชีวิตมีความสุข ดังนั้นจึงต้องทำทุกวถีทางที่จะให้ได้เงินมา เวรกรรม....
สวัสดีค่ะ นำเรื่องราวที่น่าสนใจมาให้ศึกษาเรียนรู้อีกเช่นเคยนะคะ
บางประเด็นก็ตรงกับทุกสังคม ที่สำคัญตรงกับ วิทยานิพนธ์ที่กำลังศึกษามากๆค่ะ
จากบทสรุปคุณหมอเอก "..แต่นี่คือประเด็นปัญหาเชิงสังคมที่ไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก วิวัฒนาการของปัญหาที่เป็นไปอย่างเงียบๆทำให้วิถีที่งดงามของคนบนดอยอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ และ "ล่มสลาย" ในที่สุด "
เบียร์นั่งนึกภาพตามว่า เป็นปัญหาที่ดูว่าไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย...การเลื่อนไหลของวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิด ผลกระทบทั้งบวกและลบ หรือเกิด "Culture Choke" ที่กลายเป็นเรา ช๊อค!!แทน แต่พวกเค้า "เกิดขึ้นเงียบๆ" เริ่มด้านชา หรือเพราะไม่มีวัคซีนรักษาให้ถูกโรคเป็นได้...
ขอบคุณพื้นที่เล็กๆนี้ค่ะ
มองกันต่างมุมนะคะ..มุมของผู้เป็น..และมุมของผู้ดู...ล้วนแตกต่าง..
ค่านิยม..คือตัวสำคัญ...อีกตัวหนึ่งที่ทำให้คนเราขาดจุดยืนและเดินไปในแนวทางที่หักเห..
..ทุกส่วน..ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยจริงๆ..การสร้างค่านิยมเป็นสิ่งที่ยากและใช้เวลายาวนาน..ถึงตอนนี้แล้ว..ก็ยังคิดหาหนทางไม่ออกเลยค่ะ..ว่าจะเริ่มต้นแก้ไขที่จุดไหน..และจะต้องใช้เวลานานเท่าไร..กว่าที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปในทางท่ถูกที่ควรนะคะ..
ขอบคุณ..ข้อมูลความจริง..เหล่านี้..ที่สะท้อนสังคมให้ต้องพิจารณาอย่างจริงจังค่ะ..^^
(อ่านแล้ว..เริ่มเครียดเล็กๆค่ะ..^^)
สวัสดีค่ะ นำเรื่องราวที่น่าสนใจมาให้ศึกษาเรียนรู้อีกเช่นเคยนะคะ
บางประเด็นก็ตรงกับทุกสังคม ที่สำคัญตรงกับ วิทยานิพนธ์ที่กำลังศึกษามากๆค่ะ
จากบทสรุปคุณหมอเอก "..แต่นี่คือประเด็นปัญหาเชิงสังคมที่ไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก วิวัฒนาการของปัญหาที่เป็นไปอย่างเงียบๆทำให้วิถีที่งดงามของคนบนดอยอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ และ "ล่มสลาย" ในที่สุด "
เบียร์นั่งนึกภาพตามว่า เป็นปัญหาที่ดูว่าไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย...การเลื่อนไหลของวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิด ผลกระทบทั้งบวกและลบ หรือเกิด "Culture Choke" ที่กลายเป็นเรา ช๊อค!!แทน แต่พวกเค้า "เกิดขึ้นเงียบๆ" เริ่มด้านชา หรือเพราะไม่มีวัคซีนรักษาให้ถูกโรคเป็นได้...
ขอบคุณพื้นที่เล็กๆนี้ค่ะ
สวัสดีครับ อ.พันคำ
ประเด็นนี้ เป็นงานพัฒนาตามแนวทางวัฒนธรรม คนทำงานแนวนี้ ต้องเข้าใจบริบทของพื้นที่ รวมไปถึงพัฒนาการของปัญหาที่ชัดเจน ละเอียดอ่อนด้วยครับ
ประเด็นที่ผมเรียบเรียงมานี้ ก็ได้จากบทสนทนา ซึ่งก็เป็นความจริงไม่น้อย ผมเองก็เคยทำงานกับลีซูมานานกว่า ๘ ปี รวมถึงทำ Thesis ที่เกี่ยวข้องกับลีซู ด้วยครับ (ป.โท) ดังนั้น ผมจึงเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของลีซูอย่างน่าเป็นห่วง
โจทย์ยาก อย่างที่อาจารย์บอกครับผม...แต่จะยากยังไง เพื่อการดำรงอยู่ของความเป็นชาติพันธุ์ ประเด็นนี้นักพัฒนารวมถึงคนลีซูเองก็ต้องขบคิด หาทางเลือก ทางออก ร่วมกัน..
เยาวชน..เป็นเป้าหมายสำคัญมากครับ ในบทบาทของผู้สืบทอด ระยะหลังเราทำ การจัดการความรู้ในกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น โดย องค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้อง เกิดการยกระดับความรู้ก็มาก การฟื้นความรู้ก็ไม่น้อย สถานการณ์ก็ดีขึ้น แต่ก็ดูเหมือนไม่พอกับแรงของโลกาภิวัฒน์นะครับ
ก็คิดว่า ประเด็นที่ crisis กับ ความมั่นคงของการอยู่ของ กลุ่มชาติพันธุ์ น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องคุยกันต่อเชิงลึก...
ยินดีอย่างยิ่งครับ ที่อาจารย์มาเติมข้อคิดเห็น
ขอบคุณมากครับ :)
สวัสดีครับพี่หมอเล็ก ภูสุภา
วัตถุนิยม ...เป็นต้นเหตุหลักๆของ ประเด็นปัญหานี้ครับ ที่เด่นชัด เเต่เงื่อนไขแฝงๆก็เยอะนะครับ เช่น ความเปราะบางของโครงสร้างทางสังคม รวมไปถึง ความล้มเหลวของการศึกษา (จำเลยในทุกปัญหา)
แก้อย่างไร...??
หากคิดเร็วๆ ผมก็มองถึง การแก้ที่ต้นเหตุ ก็คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับวัฒนธรรมลีซู โดยการเปิดพื้นที่ให้กับพวกเขาให้มากขึ้น ในสังคม ยกระดับความรู้ รวมถึงการทำให้ความรู้นั้นมีพลังพอที่จะช่วยฉุดรั้งกระแสทุนได้
แต่ก็ยาก...ทุกข้อเสนอเลยครับ :) ถึงแม้จะยาก แต่ต้อง ลงมือทำทันที ยังดีกว่าปล่อยปัญหาให้เรื้อรัง จนยากจะเยียวยา..
:)
สวัสดีครับ ครู °o.O ปลายฟ้า O.o°
วันนี้วันหยุด แต่ผมต้องเดินทางไกล...แล้วจะนำเรื่องราวการเดินทางมาฝากครับ ;)