
เมื่อวันที่ 12 – 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พอลล่า แม่ต้อยและอ.ป๋าและอ.ดร.ขจิต ฝอยทอง วิทยากรจิตอาสา ที่มาช่วยงานโครงการพัฒนารพ.คุณภาพด้วยความรัก ที่จ.กาญจนบุรี ค่ะ บรรยากาศทั่วไป ท่านอ.ขจิตและแม่ต้อย คงได้บรรยายไปบ้างแล้วค่ะ จังหวัดนี้พอลล่าเป็นที่ปรึกษาประจำพื้นที่ค่ะ
เราเริ่มกิจกรรมโดยการแนะนำตัวก่อนสักเล็กน้อย พอลล่าก็แนะนำชื่อ นามสกุล แล้วถามผู้เข้าประชุมว่า...รู้จัก พอลล่าไหมคะ ....ทุกคน นั่งเงียบ...แป่ววววว..... พอลล่าเกิดอาการงง ๆ แถมพูดต่อไปอีกว่า..เอ๊ะ !! ที่นี่ไม่รู้จักพอลล่าหรอคะ แปลกจัง..ไม่เป็นไรค่ะ พอลล่าแนะนำวิทยากรคนต่อไป ท่านเป็นคนกาญจนบุรี ดร.ขจิต ฝอยทองค่ะ ...ได้รับเสียงปรบมือเกียวกราวเลยค่ะ แป่ววววว!!!....
หลังจากจบกิจกรรมแล้ว รับรองว่าชาวกาญจนบุรี จะต้องจำอ. พอลล่าได้แม่นแน่ๆ ค่ะ อิอิ.... .ให้ทั้งอีเมล์ เบอร์โทร และบล็อก อิอิ ...จำไม่ได้ก็ต้องได้ค่ะ อิอิ

ท่าน นพ. สสจ. กาญจนบุรี เลื่อนการเดินทางไปเชียงใหม่มาต้อนรับท่านรองผอ. แม่ต้อยค่ะ

หลังเลิกงานแล้ว ทีมจังหวัดได้พา แม่ต้อยและพอลล่าไปร้านพลอยค่ะ พลอยที่นี่สวยงามมากๆ แต่ไม่ค่อยมีสตางค์ซื้อค่ะ ได้ต่างหูรูปหัวใจมาหนึ่งคู่ค่ะ (รูปอยู่ที่ .ขจิต ค่ะ ) อิอิ แม่ต้อยได้แหวนมาหนึ่งวง..เป็นพลอย อะควอมารีน อ.ขจิต ชอบแซว ว่าพอลล่าเรียกว่า “ฟอร์มาลีน” อิอิ

พอลล่า ลองใส่แหวนค่ะ
อ.ขจิต เห็นราคาพลอยแล้วปาดเหงื่อเล็กน้อย อิอิ



เราเริ่มละลายพฤติกรรมด้วยเกมใยแมงมุม ของท่านป๋าขจิต..และสรุปการเรียนรู้จากกิจกรรม หลังจากนั่นเราเข้าสู่การเรียนรู้ รู้จักตัวเอง รู้จักลมหายใจ เข้าออก ของเราเอง และนำเข้าสู่การสนทนาอย่างสุนทรี เรื่องราวดีๆ ถูกเล่าขานออกมาจากหัวใจอันงดงามมากมาย ต่างซาบซึ้งและเกิดความรู้สึกที่อยากจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตนเอง เกิดความรักในการทำงาน การดูแลคนไข้มากขึ้น

มีเรื่องเล่าจากพยาบาลท่านหนึ่งที่สะท้อนการมองคนไข้อย่างครอบคลุม รอบด้าน และอาสาช่วยเหลือด้วยหัวใจที่มีแต่ให้โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนค่ะ
เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณปลายเดือนมกราคมปี 2546 ซึ่งข้าพเจ้า เรียนพยาบาลศาสตร์ต่อเนื่อง ที่วิทยาลัยบรมราชชนนี จังหวัดสุพรรณบุรี แต่ยังอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าเสมอมา
วันนั้น...เป็นวันที่ข้าพเจ้าขึ้นฝึกงานในตึกอายุรกรรมกับเพื่อนๆอีกหลายคน ในขณะที่ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ จะลงไปรับประทานอาหารกลางวันนั้น ได้สังเกตเห็นเด็กสาวคนหนึ่ง ยืนอยู่บริเวณระเบียงท้ายตึกด้วยใบหน้าเศร้าหมอง ช่วงนั้นเองที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ได้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว จึงหันไปบอกเพื่อน ๆ ว่าให้ไปพักกันก่อน โดยข้าพเจ้าได้เดินไปหาเด็กสาวคนนั้นและถามว่า “น้องคะ มายืนทำอะไรตรงนี้คะ?? ”

...............เงียบ....... เด็กสาวไม่ตอบและไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา ข้าพเจ้าคิดสักพักหนึ่ง จึงถามต่อไปว่า “น้องคะมีปัญหาอะไรหรือปล่าว” เมื่อจบคำถามของข้าพเจ้า เด็กสาวหันมามองข้าพเจ้า แล้วพูดแบบกวนๆ ว่า “แล้วมายุ่งอะไรด้วยล่ะ??? จะไปไหนก็ไปเลย

ข้าพเจ้าได้แต่เงียบ ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน จนเวลาผ่านไปสักครู่หนึ่ง เด็กสาวหันมามองและถามว่า “นี่!!..จะไม่ไปไหนจริงๆหรือ” ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า “พี่จะไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละ! ถ้าน้องไม่ไปกับพี่ หรือพูดอะไรกับพี่บ้าง มีปัญหาอะไรก็คุยกับพี่ได้นะ..”

เมื่อข้าพเจ้าพูดประโยคนั้นจบ เด็กสาวร้องไห้ออกมาทันที แล้วพูดออกมาว่า “พี่หนูจะฆ่าตัวตาย พี่มายุ่งกับหนูทำไม” เมื่อได้ยินดังนั้น ข้าพเจ้าตกใจมาก ไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคนี้ จึงจับมือเด็กสาวมา และพูดคุยให้ได้ระบาย ปัญหาออกมา จนได้ทราบว่า เด็กสาวคนนี้ไม่มีพ่อแม่ อยู่กับพี่ชายสองคน พี่ชายคนโต เกเร อยู่บ้านจะพาเพื่อนๆ มาดื่มเหล้าที่บ้านทุกวัน ส่วนพี่ชายคนรองป่วยเป็นโรคไตวาย ต้องรักษาตัวที่รพ.บ่อย ครั้งละหลายๆวัน โดยที่เด็กสาวต้องอยู่บ้านกับพี่ชายคนโต
และเรื่องก็เกิดขึ้น โดยที่พี่ชายทั้งสองไม่มีใครรู้เรื่องเลยว่ากลุ่มเพื่อนๆ ของพี่ชายคนโตนั้น ได้รุมข่มขืนน้องสาว จนตั้งท้องได้ประมาณ 3เดือน และขู่เด็กสาวไม่ให้บอกใคร เด็กสาวก็กลัวไม่กล้าบอกพี่ชาย จึงคิดมาก กลุ้มใจ อยากฆ่าตัวตาย ข้าพเจ้าจับมือเด็กสาวแล้วพูดว่า “ทำไมถึงจะคิดฆ่าตัวตายล่ะ ทำไมไม่คิดที่จะต่อสู้ ไม่ลองบอกพี่ชายให้ทราบ ถ้าหนูคิดว่าพร้อมที่จะดูแลลูก หนูอาจจะมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นในชีวิตก็ได้นะ ลองบอกพี่ชายก่อนไหม“
เด็กสาวร้องไห้บอกว่าไม่กล้าบอก กลัวถูกพี่ชายทำร้าย และกลัวพี่ชายคนรองจะเสียใจและโกรธ ถ้าเขาเสียใจมาก คิดมากอาการของเขาจะหนักกว่าเดิม ข้าพเจ้าจึงบอกว่าอย่าเพิ่งคิดไปก่อน ให้ลองทำดูก่อน พี่จะอยู่กับน้องตลอดเวลาที่คุยกับพี่ชายก็แล้วกัน

ข้าพเจ้าจึงพาเด็กสาวไปคุยกับพี่ชาย โดยก่อนที่จะคุยนั้น ข้าพเจ้าจับมือของเขาทั้งาสองคนไว้ แล้วให้น้องสาวจับมือพี่ชายไว้ แล้วบอกพี่ชายว่า น้องสาวมีเรื่องบางเรื่องที่จะบอก จากนั้นเด็กสาวก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พี่ชายฟัง เมื่อเด็กสาวเล่าเรื่องจบต่างก็ร้องไห้ รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าจึงบอกว่า ให้ตัดสินใจ คุยกันว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร.......

จากเหตุการณ์นั้น ทำให้ข้าพเจ้าคิดได้ว่า การดูแลคนไข้ที่เจ็บป่วยเพียง 1 คนนั้น ความจริงแล้ว ปัญหาที่เขามีอาจไม่ใช่เกิดจากเพียงแค่คนไข้คนเดียว เราต้องมองให้ครอบคลุมถึงสังคม ครอบครัวและสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ ถ้าข้าพเจ้าไม่ตัดสินใจเดินเข้าไปถามเด็กสาวคนนั้น ก็คงไม่รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ และอาจมีเหตุการณ์ร้ายๆ ตามมาอีกมากมาย ชีวิตอย่างน้อยสองชีวิต อาจไม่มีโอกาสลืมตาอยู่บนโลกใบนี้

ทุกวันนี้ น้องเอม เด็กหญิงตัวน้อยๆ เติบโตมาด้วยการตัดสินใจครั้งใหม่ของผู้เป็นแม่...และครอบครัวที่เริ่มเปลี่ยนแปลงใหม่ๆเช่นเดียวกัน
พี่ชายคนโตเมื่อได้รู้เรื่องราวจากน้องทั้งสอง ครั้งแรกเสียใจมากที่ตนเป็นคนทำให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายกับน้อง แต่ไม่สามารถจะเอาผิดกับใครได้ และน้องสาวก็ยืนยันที่ไม่ระบุ หรือหาคนเป็นพ่อของลูก พี่ชายคนโตจึงดื่มสุราน้อยลงมาก เลิกชวนเพื่อนๆมาดื่มที่บ้านและดูแลน้องสาวกับหลานมากขึ้น
พี่ชายคนรองเดิมท้อแท้กับโรคที่ตนเป็นอยู่ก็กลับมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคมากขึ้น ตัวเด็กสาวเองทุกวันนี้ ยิ้มได้ หัวเราะได้ โดยมีพี่ชายและลูกสาว เป็นกำลังใจ ให้เธอก้าวเดินต่อไป...
คุณจารุณี พยาบาลวิชาชีพ รพ.ไทรโยค ผู้เล่า

หลังจากนั้นเราไปทานอาหารที่แพริมน้ำ ร้านคุณอี๊ดค่ะ ร้านนี้มีความรัก ความกตัญญูระหว่างแม่ลูก มีกลอนความรัก แม่ และลูก เขียนไว้มากมายค่ะ

อาหารอร่อย บรรยากาศก็สวยค่ะ

ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานความอร่อยค่ะ

ส้มตำหอยดอง ก็มีเรื่องเล่าค่ะ ฮา ซะ อิอิ อ.นพ.รักษ์พงษ์ ก็ตามมาสมทบ ด้วยค่ะ
ทำเวลาใหญ่เลยนะคะ อาจารย์ อิอิ
หลังสิ้นสุดกิจกรรมวันที่สอง อ.ขจิต จิตอาสา ของเรา ได้แสดงความรู้สึก ที่กินใจมากๆ ค่ะ ท่านอยากให้รพ.ในจังหวัดบ้านเกิดของท่านมีการพัฒนาและอยากให้เกิดความสมานฉันท์ เกิดเครือข่ายในการทำดี ระหว่างรพ.ในจังหวัดและวิชาชีพอื่นๆ เพื่อเมืองไทย สงบสันติต่อไปค่ะ ความรักเปลี่ยนโลกได้จริงๆค่ะ ป๋า

ถ่าย ที่โรงแรม พาวิลเวียน ที่พักค่ะสวยไหมคะ
ราตรีสวัสดิ์ ทุกท่านนะคะ
วันจันทร์พอลล่าจะไปสงขลานะคะ พบกับพอลล่าได้ที่ทรายแก้วค่ะ
รักทุกคนค่ะ
แวะมายกมือ..บอกว่ารู้จักน้องพอลล่า....แป่วววววววว........
รักน้องจ้า...กิจกรรมดีดี..น่าชื่นชมนะคะ
แวะมาชื่นชมกิจกรรมดีๆ เป็นกำลังใจให้ครับ
น้องพอลล่าจ๊ะ..พี่ชอบประโยคนี้มากเลยจ้า.
"การบริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์"
ก็อยากขอให้คุณพยาบาล,,ยิ้มมากๆ..อารมณ์แจ่มใสกับผู้รับบริการนะคะ..คนไข้จะใจชื้นขึ้นมากเลยค่ะ..อิอิ..(ฝากด้วยค่ะ..^^)
ขอยกสองมือเลยว่า
รู้จักอาจารย์พอลลา หน้าตาดี
ที่มี blog ด้วย อิ อิ
มาดของชายชุดดำ
ยิ่งคิดถึง ยิ่งใคร่ครวญ ยิ่งเห็นว่าท่านเป็นคนสำคัญของชาวประชาทั่วไป ไปปลุกจิตปลุกวิญญาณ ไปเขย่าหัวใจให้ทุกๆคน บริการด้วยหัวใจ มันเป็นการสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ที่หาค่าไม่ได้ กับปัญหาสุขภาพของชาวชนบทซึ่งส่วนใหญ่ยากจน ได้รับบริการดีดี ขอขอบพระคุณแทนเขาเหล่านั้นด้วยและขอเป็น 1 กำลังให้ตลอดเวลา ขอให้โชคดี มีแต่ความสุขครับ
แวะมาเติมเรื่องราวที่เปี่ยมความหมาย
ใส่หัวใจดวงน้อย
ขอบคุณคุณจารุณีเจ้าของเรื่องดีๆ
ขอบคุณน้องพอลล่าที่ถ่ายทอด
ได้อย่างลึกซึ้งถึงอารมณ์
ขอบคุณท่านวิทยากรจิตอาสา
และแถมยังทำหน้าที่ช่างภาพอาสา
ลีลาไม่ธรรมดาจริงๆ ครับ
ป.ล.
วันหลังพอลล่าช่วยพาท่านพี่ อ.ขจิต
ไปร้านเพชรบ้างนะ
พี่อยากเห็นภาพตอนลมจับบ้างน่ะ
แค่ปาดเหงื่อยังไม่ค่อยสะใจเท่าไหร่
:)
สวัสดีค่ะ พี่ไก่
. ไก่...กัญญา
ขอบคุณพี่ไก่ที่มาส่งความรักค่ะ
ขอให้พี่ไก่มีความสุขมากๆนะคะ
รักค่ะ
พลอยงาม...พี่พอลล่า...งามกว่า....อิอิ
คิดถึงนะค่ะ....
แหวนสวยนะคะ...
ครูอ้อย ได้พลอยมาจาก ดร.แสวง พี่ชายของครูอ้อย
นี่ไง..จะไปทำอะไร ดี แหวน ก็ใหญ่ไป สวยมากค่ะ
สวัสดีค่ะพี่แอ๊ด...
add
ดีใจจังเลยค่ะ
พอลล่าก็รู้จักพี่แอ๊ดดดดดดดดดด อิอิ
รักค่ะ
สวัสดีค่ะ
แวะมาติดตามเรื่องราวของคนมีพลังและกิจกรรมดี ๆ ค่ะ
(^__^)
สวัสดีครับ อาจารย์พอลล่า
ตอนนี้ ชาวเมืองกาญจน์ คงจำอาจารย์พอลล่าได้แล้วล่ะครับ
แวะมาเยี่ยมกันบ่อย ๆ เด๊อ
อ.ขจิต จะได้หาเรื่องมาเที่ยวโรงพยาบาล (สร้างภูมิคุ้มกัน )
โห ปาดเหงื่อเลยหรอพอลล่า
ฮ่าๆๆๆ
อยากดูภาพ ที่ถ่ายด้วยท่านี้ ของ อ.ขจิต จัง
ออิอิ
ขอบคุณพี่ไก่
พี่ไก่...กัญญา