บ่ายวันที่ 22 สิงหาคม 51 บนยอดเขาทางตอนเหนือของตำบลกกตูม  ผู้คนที่เป็นทั้งคนรู้จัก เป็นพี่น้อง เครือญาติ ทั้งโดยข้อผูกพันทางสังคม ภาระงาน และแวดวงงานพัฒนาองค์กรเอกชน รวมถึงหน่วยงานราชการ ทยอยมารวมกัน ณ วัดภูไม้ฮาว วัดป่าซึ่งเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน และ ศิษย์ยานุศิษย์จากหลายสารทิศ


บนเขานั้น  ไม่เพียงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม หากวันนี้ยังเป็นที่ตั้งบำเพ็ญศพของ น้องป่าน ผู้เป็นลูกสาวของชายวัยกลางคน ผู้มุ่งมั่นทำงานพัฒนาร่วมกับพี่น้องทางเทือกเขาภูพาน รวมกันเป็นกลุ่ม ขยายเป็นเครือข่าย มีรูปแบบการทำงานด้วยความเป็นเสมือนญาติที่ร่วมทุกข์สุขกันมาตลอดร่วมยี่สิบปี และเช่นกันในเวลาระหว่างนั้นเขาก็ได้ดูแล เลี้ยงดูลูกสาว โดยมีพี่น้องไทบ้านแบ่งปันความเอ็นดูเสมอมา


ธวัชชัย หรือ คุณเอก ในเวลานี้ เขาได้สูญเสียลูกสาวที่ตนเองรัก และบ่ายวันเดียวกันนั้นเอง ผู้คนเกือบสามร้อยคน ต่างมารวมจิตใจกัน บนลานวัด ซึ่งอยู่สูงขึ้นไป ต้องเดินเท้าปีนไต่ความสูงชัน ลัดเลาะตามโขดหินผา รวมแล้วกว่าครึ่งกิโลเมตร ทุกคนที่ไปที่นั้นหลายต่อหลายครั้งต้องบ่นเป็นเสียงผสมลมหายใจหอบกระเส่า แต่ทว่าที่นี่  ตลอดเกือบสองเดือนที่ขึ้นมาเจริญจิตภาวนา ธวัชชัย ใช้เวลาเพื่อดูแลเคียงข้างลูกสาว เดินเท้าขึ้นลงเพื่อเสาะหาอาหาร ที่แต่ละวันได้คัดเลือกและวางแผนเอาไว้เป็นอย่างดี ทุกเช้า และเย็น...จะมีหรือความเหนื่อยอ่อนอันใด..?

 

ในลานวัดซึ่งเป็นถ้ำในชะง่อนหินอันสงบ  หลวงพ่อ นำจิตแผ่บุญกุศล และบรรยายธรรม จนคล้อยล่วงเข้าบ่ายสอง  ธวัชชัย แง้มคำพูดความในใจของผู้เป็นพ่อ  ไม่เพียงแค่พ่อแม่และญาติพี่น้องเท่านั้นที่เลี้ยงดูน้องป่านมา แต่ที่ผ่านมานั้น มีทั้งพี่น้อง โดยเฉพาะอินแปง ญาติพี่น้องทางแม่ ทางญาติ และทุกคนช่วยกันเลี้ยงจนเติบโตมา และเป็นคนทั้งดี  ทั้งเก่ง ทั้งอดทนและอะไรต่างๆ ที่ดีๆ ไม่ใช้ว่าลูกคนนี้ตายแล้วยกย่องเขา แต่เขามีหลายอย่างเกินความเป็นเด็ก


ช่วงเวลาที่ผ่านมา มะเร็งร้ายคุกคามลูกสาว ธวัชชัย ได้ใช้ความพยายามดูแลรักษา ตามผู้เป็นพ่อซึ่งต้องดูแลอย่างที่สุด  จนช่วงสุดท้ายได้ตัดสินใจมาอยู่วัด ที่ผ่านมาได้ดูแลตามหมอเขียว คือกินผักผลไม้ อาหารรสเย็น จืด ได้หลวงพ่อ อาจารย์ชรินทร์ พี่เปี๊ยก ให้คำปรึกษาจนได้ตกลงตัดสินใจมาอยู่วัด


ลูกผม ตัดสินใจ ที่มาอยู่วัด ในวันที่มา คุณแม่ผมร้องให้ เพราะทางขึ้นมาลำบากมาก คลื่นติดต่อทางโทรศัพท์ก็ไม่มี จนได้พี่น้องบ้านติ้วช่วยหามกันขึ้นมา คิดดูแล้วหากป่วยจะมีใครเอามารักษาในวัด คุณแม่เจ็บปวดเรื่องพ่อที่พึ่งเสียไปไม่นาน และหลานที่เป็นมะเร็ง จนต้องร้องให้ จนไม่รู้จะพูดช่วยแบบไหน จนได้หลวงพ่อ ช่วยอธิบายเรื่องจิต และตนเองได้เห็นลูกสาวแผ่จิตเมตตา การอ่าน รวมทั้งการศึกษาด้วย ลูกผมไม่พียงอ่านหนังสือมากแล้ว อ่านหนังสือหนาเป็นสี่ห้าร้อยหน้า อ่านประมาณว่าหากเปรียบเทียบว่าเอาหนังสือการ์ตูนมารวมกันแล้ว ประมาณสามร้อยเล่ม และอ่านหนังสือธรรมะ เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธเจ้า หนังสือแปลจากประเทศต่างๆ และเขาจะรู้สึกสนุก ฝัน มีความสุขไปแบบนั้น..


..หนสุดท้ายมันก็คงเป็นสัจธรรมอย่างหลวงพ่อว่า โรคมะเร็งเมื่อถึงเวลาแล้ว กำลังเราก็อ่อนลงไป และกำลังเราไม่เพียงพอจนสุดท้ายลูกผมก็จากไป..


  สถานการณที่ลูกผมจากไป ที่เห็นได้ว่าลำบากนิดหนึ่งก็คือตอนที่เขาก่อนจะเสีย มีอาการกึกกักในหูในปากเล็กน้อย มีอาการกัดลิ้นนิดหนึ่งและผ่อนคลาย ค่อยๆหมดลมหายใจ ถามว่าเจ็บไหม ไม่ ปวดไหม ไม่ ร้อนไหม ไม่ ยกมือขึ้นไหว้ แล้วก็จากไป..

 

          เสียงสั่นเครือของ ธวัชชัย บ่งบอกถึงความสูญเสีย แต่ความรู้สึกสูญเสียนั้น เขาได้เห็นพลังของเพื่อน ญาติพี่น้อง และแปรเปลี่ยนเป็นกำลังใจไปโดยพลัน


 สิ่งที่ผมได้ คือมีแต่คนมาช่วย มาให้ ผมต้องขอบคุณ ผมไม่มีเงิน ไม่มีหลักประกัน เพราะไม่ใช่ข้าราชการ แต่ว่าผมมีพี่น้อง คนนั้นคนนี้ ให้มาตลอด ให้จนเหลือ

 

  สิ่งที่พูดสุดท้าย คือ ผมตั้งใจ นำเงินให้เป็นกองบุญ โดยของอนุญาตใช้ชื่อว่า กองบุญวิมุตา คือชื่อลูกสาวผมเอง ตั้งเป็นทุนเพื่อศึกษา เพื่อให้รู้จัก เข้าใจ และหาทางแก้ไข และหาทางออกในการรักษาโรคมะเร็ง ให้ได้มากขึ้น และดีกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นแผนปัจจุบัน หรือแพทย์ทางเลือก โดยพยายามใช้ประสบการณ์จากลูกสาว และคนอื่น ๆ  โดยจะเอาเงินจากพี่น้องที่บริจาคเข้ามา และในขณะที่พี่น้องชาวบ้านทำบุญ ผมซึ่งใจพี่น้องบ้านเก่า บ้านบัว และบ้านอื่นๆ แต่ที่ผมต้องขอบคุณคือ พี่น้องบ้านกกตูม ซึ่งผมเองไม่รู้จักซื่อ ไม่เคยเห็นหน้า แต่รู้จักสามสี่คนที่นี่ตามที่หลวงพ่อแนะนำให้รู้จัก นอกนั้นผมไม่รู้จัก แต่พี่น้องเอาข้าว เอาเงินห้าบาท สิบบาท ยี่สิบบาท มาให้ ผมเห็นค่าของเงินเหล่านั้น ผมเป็นคนจน เป็นคนทุกข์ ผมเห็นเงินเหล่านี้ผมไม่ใช้ ผมจะเอาเงินมารวบรวมเป็นกองทุน และมั่นใจว่าจะมีคนมาช่วยค้นหา หรือถอดความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งให้ได้มากกว่านี้

 

ธวัชชัย กล่าวตอนท้าย หลังจากที่สกัดกั้นความเสียใจในความรู้สึกของพ่อซึ่งสูญเสียลูก  เสียงสะอึกอื้นปนความข่มใจอย่างผู้นำก็กลบความอ่อนแอที่มีให้เห็นเป็นระยะ


ผมไม่ยอมแพ้เด็ดขาด ผมสูญเสียลูกผมไป แต่ผมต้องเอาชนะเรื่องเหล่านี้ให้ได้ แต่ไม่ใช่ผมคนเดียว ซึ่งต้องอาศัยเพื่อน และคนรู้จักมีความรู้เรื่องสุขภาพเข้ามาช่วยกันดูแลร่วมกัน

 

..เป็นธรรมเนียมประเพณีเครือข่ายอินแปง ซึ่งมีทุนสวัสดิการช่วยเหลือครอบครัว และผมจะนำไปเป็นเงินก้อนแรกที่จะดำเนินการเป็นกองบุญต่อไป..”


          .. ล่วงเข้าบ่ายสาม  หลวงพ่อนำแผ่เมตตา และเริ่มเคลื่อนร่างน้องป่านไปยังลานหินทางทิศใต้ ที่ซึ่งมีการเตรียมกองฟืนสำหรับทำพิธีเผาตามประเพณีแล้ว ญาติพี่น้องเริ่มวางดอกไม้จันทน์ จากนั้นนำไฟจุดลงในกองฟืน มีร่างของน้องอยู่ในโลงน้อยวางข้างบนเป็นที่เรียบร้อย ..


...ไฟเริ่มทยอยติดฟืน พี่น้องเริ่มเดินทางกลับ หมู่ญาติ และมิตรสหาย ยังคงยืนดูเคียงข้างลานผาที่บัดนี้ปกคลุมด้วยไอควัน สีขาว ความรู้สึกเศร้าหมองยังคงอยู่เสมือนควันไฟจาง ๆ ตัดแสงแดดยามบ่ายแก่ๆ เช่นเดียวกับความหวัง และเจตนารมณ์ของ ธวัชชัย และมิตรสหาย ที่เปล่งประกายไปทั่วคุ้งลานผา ที่แห่งนั้น..ภูไม้ฮาว


          พวกเราเดินทางกลับลงเขา ผู้คนทยอยกลับ ทิ้งไว้ความทรงจำแสนเศร้า ทว่า ความหวังตามเจตนารมณ์ กองบุญวิมุตตา นั้นเป็นเรื่องที่ราวกับว่าจะสร้างพลัง พลังของพี่น้อง เพื่อน  พ่อ แม่ ฯลฯ สิ่งสำคัญคงต้องใช้เวลาต่อนี้ไปเดินตามเจตนารมณ์ เจตนารมณ์ที่ควรต้องเดินไปด้วยกัน.

 

โดย นายภูเบศ มีธรรม

---------------------------

 

บันทึกนี้ นายภูเบศ มีธรรม อดีตเจ้าหน้าที่โครงการศึกษาและส่งเสริมการจัดตั้งตลาดชุมชน สังกัด RDI ในโครงการ คฟป.ของเรา เมื่อ RDI ไม่ได้รับผิดชอบนี้ต่อ ภูเบศก็ไปทำงานเป็นนักวิจัยท้องถิ่นที่สกลนครและความผูกพันส่วนตัวกับ เอก เครือข่ายอินแปง และคนทำงานพัฒนาจึงเข้าร่วมงานศพน้องป่านที่วัดป่าภูไม้ฮาวดังกล่าวและบันทึกเอกสารนี้ขึ้น ผมเห็นว่าเป็นเอกสารที่สมควรเผยแพร่จึงนำมาลงใน “KM ฅนฟื้นฟู เพื่อสนองเจตนารมณ์ของเอกต่อไปครับ..... อันอาจเป็นการกระตุ้นให้มวลมิตร คิดต่อ สานต่อ ปรึกษาหารือกันต่อ ตามโอกาสและความเหมาะสมต่อไป.  (ไพศาล)