การรักษาศีล ปฏิบัติธรรมเป็นการน้อมนำ “ความจริง” เข้าสู่ชีวิต เมื่อก่อนหากเราได้เคยกินตามใจปาก ถ้าได้มารักษาศีลแล้ว เรารู้จัก “การได้กินพอที่จะได้หายใจ...”

ร่างกายที่ได้บริโภคอาหารเพียงหนึ่งมื้อต่อวันนั้น เพียงพอที่จะทำให้ร่างกายมีกำลังที่จะหายใจได้

แค่นั้นก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ...?

การที่ปลดเปลื้องภาระเรื่องกินไปได้ ชีวิตนี้จะมีเวลาทำความดีได้อีกมาก

ร่างกายนี้ที่จริงแล้วไม่ได้ต้องการอาหารอะไรมากเท่ากับดวงจิตที่สั่งสมด้วยความรู้อันควบคู่กับกิเลส

ตามักจะใหญ่กว่าท้องเสมอ...

การได้มารักษาศีลเราต้องหัดฝึก หัดปฏิบัติ หัด “กินเพื่ออยู่”

มีอย่างประณีตก็กินอย่างประณีต มีอย่างเลวก็กินอย่างเลว มีอย่างไรก็กินอย่างนั้น...

เมื่อกายรู้ จิตรู้ ว่ากินแค่นี้ก็พอ พอที่จะอยู่และหายใจได้แล้ว
ลมหายใจที่ได้จากความรู้นี้สามารถปลดเปลื้องพันธการจากความรู้เดิมที่ต้องเพิ่มอาหารเสริมมื้อมากมาย

ผู้ถือศีล ปฏิบัติธรรม ย่อมน้อมนำอาหารเข้าสู่ร่างกายเพียงเพื่อการตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้
มิได้กินเพื่อให้เกิดความเมามัน กินเพื่อให้เกิดกำลังพลังทางกาย
แต่กินเพื่อให้ได้อยู่เพื่อหายใจแค่นั้น “พอ...”