กิเลส กับ ตัณหา ก็เหมือนกับตำรวจกับอัยการที่คอยเขียนทำสำนวน และส่งฟ้องมายังจิตใจเราที่เป็นเหมือนดั่งผู้พิพากษา

นายกิเลส คุณตัณหานี้ จะหาเหตุผลสารพัด สารเพ บอกว่าเรา ต้องกินนะ ไม่กินไม่ได้นะ สามมื้อนะ ป่วยนะ โรคกระเพาะนะ ไม่แข็งแรงนะ

หน่อยน่า นิดนึงน่า ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีใครรู้หรอก ลิ่วล้อของพญามารนี้จะกวนเราจนขุ่นและวุ่นจนหัวหมุน

แต่ถ้าหากเราตัดใจเสียได้สักครั้งหนึ่ง ชีวิตจะเบาและสบายขึ้นอีกมาก

นอกสเยจากเบาที่ไม่มีอาหารมาหนักท้องแล้ว จิตใจของเรานี้จะเบาจากตัณหาและกามราคะ

กาม กิน และเกียรตินี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันอย่างละเอียดอ่อน

มารทั้งสามนี้จะเล่นเล่ห์ เพทุบายกับเราอย่างสารพัด จนกว่าเราจะ "ตัดใจ" เสียได้ ก็หมดกัน

"ตัดใจไปเลยไม่ต้องกลัวที่จะนิพพาน"

"อดแค่นี้ไม่ตายหรอก ถ้าจะตายก็ให้มันรู้ไป"

"กรรมเคยตายเพราะอดข้าวก็ให้มันตาย..."

ครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอนเป็นอุบายไว้อย่างนั้น

เมื่อใดที่ตาเรายังมองเห็นรูปได้ เห็นป้ายร้านก๋วยเตี๋ยวยามค่ำคืนได้ เราก็ย่อมหิว

เมื่อใดที่จมูกเรายังสูดกลิ่นข้าวพัดกระเพราไข่ดาวให้หอมฉุยได้ น้ำย่อยก็เริ่มหลั่ง

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้ายังไม่ตายอย่างไรก็ต้องรับรส รับสัมผัส แล้วจากนั้นก็ย่อมนำมาปรุงแต่ง

ในวัดนี้ ตัดได้ซึ่งสัมผัสทั้ง ๕ ดังกล่าว เหลือแต่ "ใจ" เพียงตัวเดียว

แต่นั่นก็เถอะ ท่านพระอาจารย์เคยสอนไว้ว่า "รู้อยู่ว่ากินข้าวเย็นไม่ได้ จะไปคิดให้ท้องมันร้องทำไม..."

บางคนรู้อยู่ว่าทำไม่ได้ แต่ก็คิดอยู่นั่น คิดให้หิว คิดให้อยาก ใจนี้เองคือเจ้าพระยาจินตราช ที่จะกระชากความสงบออกสิ้นเสียจากดวงใจ

สำหรับเนื้อสัตว์นั้น มีผลทั้งกายและใจ

กายหนึ่งถูกกระตุ้นด้วยสารเสริมกาม ผนวกกับสารพิษที่ติดอยู่ในเนื้อสัตว์ ที่ต้องถูกชะล้างด้วยกันกินอีกอย่างหนึ่งเข้าไป

เมื่อกินเนื้อสัตว์ เมื่อกินก็ต้องกินอีก กินแล้วก็ต้องกินอีก ทั้งอยาก ทั้งหยุดไม่ได้ ผสมปนเปกันไป

ใจหนึ่งถูกชำระล้างด้วย "เมตตา" เมตตาบารมีเป็นความ "อิ่ม" ที่จริงยิ่ง เห็นสัตว์ตัวน้อยก็ยิ้ม เห็นสัตว์ตัวใหญ่ก็ยิ้ม เห็นสัตว์หน้าขนก็ยิ้ม เห็นสัตว์หน้าหนังก็ยิ้ม "ยิ้มอิ่มสุข"

อิ่มนี้จึงเป็น "อิ่มทิพย์" อิ่มทั้งกาย อิ่มทั้งใจ...