งานบำเพ็ญกุศลศพ

 วันนี้เล่าเรื่องการบำเพ็ญกุศล  หลายวันก่อนได้ไปร่วมงานศพ ก่อนณาปนกิจ  เจ้าภาพนิมต์พระเทศน์  พระท่านเทศน์ได้ตรงใจผมมาก ท่านบอกว่าเจตนาของคนที่ไปร่วมงานในปัจจุบัน ไม่ว่างานแต่ง งานบวช งานศพ เปลี่ยนไปผิดเพี้ยนไปจากอดีตมาก

ไปงานบำเพ็ญกุศลศพ  ท่านว่าคนตายเป็นเจ้า ถ้ามีคนตายงานก็ไม่มี ควรไปให้ถึงศพ (ไปพบเจ้า)ไปไหว้ศพเป็นอันดับแรก ไปทำความเคารพศพ ไปขออโหสิกรรม ไปร่วมพีธีกรรม ร่วมบำเพ็ญกุศลศพ   ซึ่งหมายถึงการทำบุญร่วมกับผู้ตายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเผา  ซึ่งตนในปัจจุบันให้ความสำคัญน้อยมาก แต่มีเจตนาเพื่อไปให้เจ้าภาพเห็นหน้า หรือที่หนักไปกว่านั้นเพื่อไปร่วมรับประทานอาหาร หรือเรียกแบบชาวบ้านว่าไปกินข้าวงานศพ เจ้าภาพอาจจะยุ่ง ไม่ต้องไปรบกวน มีโอกาสค่อยบอกกล่าวแล้วก็ร่วมบุญกันไปตามอัตภาพ

งานแต่งก็เช่นกัน การไปงานแต่งงาน คนเป็นเจ้าคื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาว ไปให้พบเจ้าบาวเจ้าสาว ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก้อำนวยอวยพร ถ้าเป็นเพื่อนฝูงก็แสดงความยินดี  ตามโอกาสจะอำนวย จากนั้นก็สืบสาวราวเรื่องให้รู้ว่าเป็นลูกใคร ทำงานที่ไหน ไม่ใช่แค่ไปรับประทานอาหารแล้วกลับ

งานบวชก็เช่นกัน ต้องไปให้พบเจ้างานคือหมายถึงเจ้านาค ถ้ามีพิธีกรรมทางศาสนาก็ควรอยู่ร่วมในพิธีนั้นให้แล้วเสร็จ เพื่อรับส่วนบุญ ผลกุศล ถ้ามีงานเลี้ยงก็รับประทานตามธรรมเนีนมพระท่านเทศน์ดีมากและตรงตามความเป็นจริง หลายครั้งที่ไปงานศพ   เห็นบางคนศพก็ไม่ไหว้ เที่ยวเดินหาญาติคนตายหรือคนที่เรารู้จัก ให้ซองแล้วรับประทานอาหาร  ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ อย่างที่กล่าว ว่าบำเพ็ญกุศล นั้นหมายถึงเป็นการทำบูญร่วมกันผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย  ยังงัยก็ควรไปทำความเคารพศพก่อนและอยู่ร่วมฟังพระสวดพระอภิธรรมก่อน  จึงจะได้ชื่อว่าไปงานศพ........

อีกอย่างท่านบอกว่า อย่าพยามยามรบกวนเจ้าภาพ แขกเยอะคนมากเขาอาจดูแลไม่ทั่วถึง เขายุ่ง  และห้ามบ่นว่าเจ้าภาพอย่างโน้นอย่างนี้  อย่างมองเจตนาให้ผิด เรามางานอะไร  มางานศพ เราได้พบเจ้างานแล้ว(ไหว้ศพ) ไปงานบวช ได้พบเจ้านาคแล้วหรือเห็นผ้าเหลืองแล้ว มางานแต่งเห็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวแล้วรับไหว้แล้ว ก็เป็นอันว่าพอ.. สวัสดีครับ