มีขันติคือให้พรตัวเอง

 ที่บริเวณหน้าตึกที่ทำงานในกระทรวงสาธารณสุข  ก่อนจะถึงทางขึ้นบันไดไปชั้นที่๒ ซึ่งเป็นบริเวณที่ทำงานของแม่ต้อยนั้น จะมีตู้เอกสารตู้หนึ่ง บรรจุหนังสือเผยแพร่ธรรมะของท่านพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ท่านเป็นพระชาวญี่ปุ่นและมาปฏิบัติธรรมที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ปัจจุบันท่านพำนักที่วัดสุนันทวราราม บ้านท่าเตียน ตำบลไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี 

ตู้ไม้เก่าๆใบนั้น เป็นตู้ที่หมุนได้รอบ แต่ละด้านทำเป็นช่องๆ  เพื่อบรรจุเอกสารเผยแพร่ธรรมะเล่มเล็กระทัดรัดที่อ่านเข้าใจง่าย และให้คติในการดำรงชีวิตอย่างมีสติได้เป็นอย่างดี  ใครที่เดินผ่านไปมาก็สามารถเลือกหยิบมาอ่านได้ ตามใจชอบ แต่หากต้องการเอาออกไปเพื่อเป็นสมบัติของตัวเอง หรือให้เพื่อนฝูง ก็เพียงแต่บริจาคเงินสมทบทุนตามกำลังศรัทธา ไม่มีการตั้งราคา ไม่มีคนขาย เพียงแต่มีน้องยามคอยดูแลอยู่ เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างง่ายๆ

                                  แต่ทว่าตู้ไม้เก่าๆใบนั้นได้เติมเต็มวิธีคิด การดำรงชีวิตอย่างมีสติ มีพลัง รวมทั้งให้สาระสำคัญในการดำรงชีวิตให้แก่แม่ต้อยอย่างเหลือคณานับเลยทีเดียว ตั้งแต่ที่เริ่มไปยืนพลิกอ่าน แล้วหยิบรวบรวมไว้เพื่อนำกลับมาทบทวนที่บ้าน รวมทั้งนำไปฝากเพื่อนฝูง มีหลายๆตอนทีเดียวในหนังสือที่อยากจะถ่ายทอดให้ใครสักคนที่เห็นคุณค่าและนำไปใช้ได้  เป็นความตั้งใจที่คิดมานานทีเดียวเพราะเกรงว่าแม่ต้อยอาจจะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเป็นแน่ เพราะเหตุว่าหลายๆท่านอาจจะได้ศึกษา หรือเป็นลุกศิษย์ท่านอาจารย์มา แต่ด้วยความเชื่อที่ว่า

เรื่องดีดี สิ่งดีดี หากเรานำมาทบทวน มาเล่าสู่กันฟังบ่อยๆโดยเฉพาะสำหรับเพื่อนสนิทมิตรสหาย ก็น่าจะนับได้ว่าเราได้ทำหน้าที่เพื่อนที่ดีต่อ มีความปรารถนาดีต่อกัน   วันนี้จึงตัดสินใจนำเรื่องๆหนึ่งมาเล่าสู่กันฟังคะ

       หนังสือที่แม่ต้อยอ่านล่าสุดนี้ มีขื่อว่า มีขันติ คือให้พรตัวเอง

แม่ต้อยจะขออนุญาตนำบางส่วนในหนังสือมาเล่าต่อดังนี้คะ

 

  พระปุณณะเป็นชาว สุนาปรันตะ ไปค้าขายที่เมืองสาวัตถี ได้ฟังเทศจากพระพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใสจึงออกบวช ครั้นบวชแล้วไม่คุ้นสถานที่ ทำสมาธิ ภาวนาไม่ได้ผล จึงทูลลาพระพุทธเจ้ากลับเมือง

 

       พระองค์จึงตรัสถามว่า

เธอแน่ใจหรือ ปุณณะ คนชาวสุนาปรันตะ  ดุร้ายมากนัก ทั้งหยาบคายด้วยเธอจะทนไหวหรือ?

                       ไหวพระเจ้าข้า

              

                             นี่  ปุณณะ  ถ้าคนพวกนั้นเขาด่าเธอ เธอจะมีอุบายอย่างไร?

                                      ข้าพระองค์ก็คิดว่า ถึงเขาจะด่าก็ยังดีกว่าเขาตบต่อยด้วยมือพระเจ้าข้า

         

ถ้าเผื่อเขาต่อยเอาละ  ปุณณะ?

                   ก็ยังดีพระเจ้าข้า ดีกว่าเขาเอาก้อนหินขว้างเอา

           

                   ก็ถ้าเขาเอาก้อนหินขว้างเอาละ?

                             ข้าพระองค์ก็คิดว่า ก็ยังดีพระเจ้าข้า ดีกว่าเขาเอาตะพดขว้างเอา

           

                   เออ  ... ถ้าเผื่อเขาหวดด้วยตะพดละ?

                             ก็ยังดีพระเจ้าข้า  ดีกว่าถูกเขาแทงหรือฟันด้วยหอกดาบ

 

                             เอาละ..ถ้าเผื่อคนพวกนั้น เขาจะฆ่าเธอด้วยหอกด้วยดาบละ ปุณณะ?

                                      ข้าพระองค์ก็จะคิดว่า มันก็เป็นการดีเหมือนกันพระเจ้าข้า

 

                   ดีอย่างไรละ ..ปุณณะ?

ก็มีคนบางพวกที่คิดอยากตาย ยังต้องเสียเวลาเที่ยวแสวงหาอาวุธ

                   มาฆ่าตัวเอง แต่ข้าพระองค์มีโชคดีกว่าคนพวกนั้น ไม่ต้องเสียเวลาไปเที่ยวหาอาวุธอย่างเขา

 

                        ดีมาก... ปุณณะ  เธอคิดได้ดีมาก เป็นอันตกลง  เราอนุญาตให้เธอไปพำนักทำความเพียรที่ตำบลสุนาปรันตะได้

                 

 

เมื่อจบเรื่องเล่านี้ท่านอาจารย์ได้สอนต่อว่า นี่เป็นตัวอย่างที่จะสอนใจเราได้ว่าเมื่อจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม หากเราทำใจได้ คิดในแง่ดี คิดในแง่บวก ได้ในทุกสถานการณ์ เราจะเก็บเกี่ยวผลดีได้เสมอ เกิดประโยชน์ได้ในทุกนาทีของชีวิต

       หากเรา ใช้หลักอดทน คิดดี ทำดี ด้วยใจดีมีเมตตา มีความพอใจในปัจจุบัน ก็เท่ากับให้พรตัวเอง

        

 เนื้อความตอนนี้เป็นตอนที่แม่ต้อยชอบมาก และเมื่อนำมาทบทวนและใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อเกิดเหตุการณ์หรือปัญหาข้อขัดข้องใจ ก็สามารถฝึกใจให้คิดในด้านดี ทำใจได้ เกิดความสุขได้แม้ในปัจจุบันและในอนาคต ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นก็ตาม เราควรเป็นคนแรกที่ให้พรตัวเอง

  และแม่ต้อยอยากจะฝาก สิ่งที่ดีดี นี้กับคนที่น่ารักทุกคนในที่นี้ด้วยคะ

และอย่าลืม ยิ้มน้อยๆในใจ ในทุกเวลานะคะ