อ่าน: 3

    (คนรูปหล่อช่วยจัดระเบียบตู้เย็น)

ผมอ่านเจอในบล็อกพวกเรานี่แหละ ใครก็ไม่รู้ พูดว่าอวัยวะที่เปิดกว้างที่สุดของมนุษย์คือ “สมอง” น่าจะเป็นประเด็นเดี่ยวกันการคิดโน่นคิดนี่กระมัง บังเอิญมีโปรแกรมจะไปบรรยายที่วปอ. ผู้จัดให้หัวข้อไปพูดเรื่องการจัดการความรู้สไตล์ครูบา ถ้าพูดตามที่เขาให้มา..ผมไม่มีความรู้อะไนพอที่จะไปจัดการ ผมโง่มาทั้งปีทั้งชาติจะไปพูดเรื่องแก่นความรู้ไม่ได้หรอก  มองไปข้างหน้าดีกว่า..

จึงออกแบบ จะไปบอกเล่าเรื่องการจัดการความไม่รู้น่าจะดีกว่า วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือเล่าวิธีที่่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน เราอยู่ในสถานะอะไร ดำเนินชีวิตเข้ากับสังคมแบบไหน เจอเงื่อนไขอะไร เข้าใจและเห็นสภาพสังคมอย่างไร เมื่อเห็นแล้ว คิดและทำอะไรบ้าง นี่คือบริบทหยาบๆ คิดแล้วก็ลงมือสิครับ

อันดับแรก เรื่องเศรษฐกิจรายได้ พบว่าคนกรุงมีรายได้สูงเงินเดือนเยอะก็จริง แต่รายจ่ายก็สูงตามไปด้วย คนเดินดินธรรมดาวันหนึ่งๆต้องจ่ายเรื่องประจำวันจิปาถะ



(สะเตอรี่พันธุ์มะนาวเรียกพี่ ครูมินแนะให้ใส่ตำบากหุ่ง)

ค่ากิน ค่าเดินทาง ประมาณวันละ 150-200 บาท= เดือนละ ุ6,000 บาท

ค่าที่พัก ค่าเสื้อผ้า ค่าเกี่ยวการเรียน ภาษีส่วนตัว

ประมาณเดือนละ 5,000+1,000+2,000+1,000=9,000 บาท

แถมให้มีค่าพิเศษอื่นๆ ท่องเที่ยว ดูหนัง ชื้อของ= 2,000 บาท

รวมสุทธิเดือนหนึ่งจ่ายประมาณ 6,000+9,000+2,000 บาท=17,000 บาท

เบาะๆก็หมื่นกว่า ถ้าหนุ่มไม่โสดอย่างผมก็พอไหว แต่หนุ่มๆคิดจะมีแฟนอย่างอ.ขจิตจะจ่ายอีกเท่าไหร่

สรุปว่าหนุ่มยุคนี้จะต้องมีเงินเดือนขั้นต่ำ 25,000 บาท ถึงจะกล้าไปจีบสาว

ภาวะรายได้ตึงตัว เช่นนี้ ทำให้เกิดสภาพจีบกันเจ๊าะแจ๊ะ..แต่ไม่มาขอสักหมั้นสักที..การยืดอายุความเป็นโสดยาวขึ้นทั้ง2ฝ่าย มีคำถามว่า ..ถ้าเป็นอย่างนี้จะทำอย่างไร? การจัดการความรู้เข้ามาแก้ไขปัญหาหัวใจได้ไหม? ได้สิครับ..ถ้าเราใช้วิธีของสตรีอินเดีย หรือธีพบกันครึ่งทาง วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง ทุกอย่างหาร2 อิอิ

หัวใจของKM

อยู่ที่ต้นทุนความรู้ วิธีเรียนรู้ วิธีสังคายนาความรู้ และวิธีสร้างสังคมของผู้รักการเรียนรู้

(การทำอาหาร มีผิด มีถูก มีอร่อย ไม่อร่อย แต่ก็ได้คำตอบ ..ความเปลี่ยนแปลง)

ทุกท่านที่เข้ามาเขียนบล็อกในKM. ล้วนเดินมาถูกทางแล้วละครับ

วิธีการอื่นๆที่เคยทำมาก็สำคัญ แต่ถ้าใครเสริมเรื่องการแสวงหาความรู้จากบล็อก จะทำให้ท่านเข้าสู่โลกแห่งการเรียนรู้ได้อย่างบรรเจิด ไม่เซ่อบ้องอยู่กับวิธีการเก่าๆ เราจะพบโลกแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ท่านจะมีเพื่อนร่วมเรียนรู้ทุกสาขาอาชีพ ที่สำคัญ..ตอบตัวเองได้ว่า..วันนี้เราอยู่กับความรู้อะไร? เรามีวิธีไขว้คว้าความรู้อย่างไร?

เรื่องการเรียนเราสามารถออกแบบเองได้ ยกตัวอย่างมื้อเช้านี้ ผมมีความคิดว่าทำไมเราจะต้องกินข้าวทุกมื้อด้วย พลิกแพลงเป็นอย่างอื่นดีไหม ..เกิดการถามตัวเอง.. ใครจะตอบละครับ ในเมื่อในห้องนี้มีเราอยู่คนเดียว

การถามและตอบตัวเองจึงเกิดขึ้น..ด้วยกระบวนการเรียนเชิงปฏิบัติ

ผมเอาเนื้อหมูสไลด์แผ่นบางๆ วางลงไปในโถแก้ว แล้วนำไปเข้าเตาไมโครเว๊ป

3 นาทีเอาออกมาเติมน้ำร้อนลงไปในโถ หั่นผักกาด เติมก้อนซุป กุ้งแก้ว เนื้อหมูบด เต็มซ๊อสเล็กน้อย

เอาไปเข้าเตาไมโครเว๊ป 3 นาที ยกออกมาควันหอมฉุย หั่นต้นหอมลงไป ยกออกมาตั้งโต๊ะ

ชงกาแฟ 1 ถ้วย เอาขนมปัง 2 ก้อน มาจิ้มกับถั่วลิสงบด ซดซุปร้อนๆสลับกันไป

ตบท้ายด้วยกล้วยหอม 1 ผล อิ่มอร่อยเหมือนกันนะ

ถามว่ากินแบบนี้บ่อยๆไม่เบื่อรึ  เบื่อสิครับ..ถ้าเราไม่เป็นผู้เรียน

ผู้เรียนก็จะเรียนไปเรื่อยๆ พลิกแพลงเมนูไปเรื่อยๆ

ค้นดูในตู้เย็น เจออะไรก็เอามาทำอาหารใหม่ๆ

เราได้ชิมความรู้ใหม่ๆ สดๆ ควันฉุย

ทำใหม่ นำไปสู่การเกิดความรู้ใหม่

ความรู้ใหม่นำไปสู่ความคิดใหม่ๆ

หลายความคิดใหม่ที่กลั่นกรองแล้วก็จะเป็น นวัตกรรมใหม่ๆ

(ทำเอง กินเอง คือการรับผิดชอบความรู้ของตัวเอง)

เขียนถึงเรื่องนี้แล้วนึกถึงครูปู ทั้ง 2 ปู นั่นแหละ ชอบทำอาหารมาก

ถ้าสักวัน..ชวนมาทำอาหารร่วมกัน

ก็จะเกิดเครื่อข่ายสายKM.อาหารบรรลือโลก

สรุปว่า..KM. ต้องเกิดจากการปฎิบัติ เราถึงจะได้พบได้ชิมความรู้ใหม่

ถ้าเรียน KM. จากการหน้ากระดาษ จะเจอกับข้าวบูด ได้ชิมความรู้เก่า

อิ อิ..