อภิสิทธิ์ไม่ปิดกั้นแก้ พรบ.ร่วมทุนรัฐ-เอกชน แต่ต้องยึดความโปร่งใสตรวจสอบได้ ระบุคลังอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบที่เหมาะสม รวมถึงการแก้ไขกฎหมายอื่น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ปิดกั้นการแก้ไข พรบ.ร่วมทุนภาครัฐ-เอกชนหากมีการเสนอให้แก้ไข โดยกฎหมายดังกล่าวระบุให้โครงการลงทุนของรัฐที่จ้างเอกชนดำเนินการวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องขออนุมัติจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การแก้ไขนั้น จะต้องไม่ใช่การแก้ไขในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แต่จะต้องประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกฎหมายอื่นอย่างรอบด้าน เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และกฎหมายที่ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ PublicPrivate Investment เช่นกัน “กฎหมายนี้เกิดขึ้นเพราะก่อนหน้านั้น เคยมีโครงการสัมปทานใหญ่ ๆ ที่เสนอโครงการโดยใช้กระดาษอย่างเดียว อย่างที่เป็นอนุสาวรีย์ให้เราเห็นอยู่ตอนนี้ จึงต้องการทำให้โครงการถัดจากนั้นมีความรอบคอบ โปร่งใส มีการศึกษาความเป็นไปได้ มีกระบวนการกลั่น ซึ่งถือว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่ดี”
นายกรัฐมนตรี ยังยอมรับว่า ปัจจุบันรูปแบบการลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน ไม่ได้มีเฉพาะการรับสัมปทานอย่างเดียว จึงถือเป็นเหตุผลของการทบทวนกฎหมาย ซึ่งอาจจะเป็นการเสนอกฎหมายให้ครอบคลุมการเข้าร่วมงานกับเอกชนไปเลยทั้งหมดดีหรือไม่ แต่การบังคับใช้กฎหมายจะต้องรอบคอบ และโปร่งใส
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษาถึงรูปแบบที่เหมาะสม ในการแก้ไข พรบ.ร่วมทุนรัฐ-เอกชน โดยเห็นว่ากฎหมายที่มีอยู่อาจจะมีบางประเด็นที่ติดขัดในการเปิดช่องให้เอกชนลงทุนแทนรัฐ รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายอื่นๆที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เช่น พรบ.หลักประกัน ที่ห้ามไม่ให้นำสินค้าทุนมาใช้เป็นหลักประกันอาจจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ“เคยมีการพิจารณาเรื่องการลงทุนลนด์บริด โดยมีหน่วยงานต่างประเทศ เสนอที่จะลงทุนทำรางรถไฟ ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม และท่อน้ำมัน ในลักษณะสัญญาสัมปทาน และให้รัฐถือหุ้นลม ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นประโยชน์กับรัฐ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะติด พรบ.ร่วมทุนฯ” นายกรณ์ระบุ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 3 กุมภาพันธ์ 2552