In our marriage we aspire to create meaningful and beautiful lives together.”

หลายท่านคงรู้จักดร.ประมวล เพ็งจันทร์ นักวิชาการอิสระ ม.เที่ยงคืน อดีตอาจารย์คณะมนุษย์ศาสตร์ มช. กันแล้วบังเอิญว่าได้ไปอ่านเจอเรื่องราวเกี่ยวกับท่านจากชื่อหัวข้อที่ว่า The Power of Love” ในคอลัมน์ Outlook ของ Bangkok Post เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2552 นี้  จึงตั้งใจจะเขียนอะไรเกี่ยวกับท่านสักเล็กน้อย เนื่องจากตรงกับ Concept ของ Blog “One Soul in Two Bodies”  เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับท่านที่มีชีวิตคู่ หรือที่มีความรักอยู่

จริง ๆ แล้ว เรื่องราวของท่านที่ทำให้ท่านเป็นรู้จักไม่ใช่เรื่องความรักเป็นหลัก แต่เป็นเรื่องตามข่าวต่อไปนี้ (จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกเมื่อวันที่ วันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2549)

“ตะลึง "ด็อกเตอร์" มช.ตัดสินใจลาออกจากราชการ เดินเท้ากว่าพันกิโลเมตรจากเชียงใหม่ ไปเกาะสมุยบ้านเกิดสำเร็จในระยะเวลา 66 วัน เพื่อแสวงหาสัจธรรมในชีวิต หวังให้หลุดพ้นจากความเสียดาย หวงแหน เกลียดชังและความกลัว เผยนาทีชีวิตกว่าจะถึงจุดหมายปางตาย แถมถูกชาวบ้านตราหน้าเป็นคนบ้า ปล่อยหมากัด”

ที่เลือกการเดินเพราะทำให้ใช้ทางกายทั้งใจของเราประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน  และการเดินยังทำให้เราสามารถมีมิติสัมพันธ์กับผู้อื่น   ที่ไม่เลือกนั่งสมาธิเนื่องจากมันเป็นปัจเจกเกินไป   ความรู้เป็นเรื่องสาธารณะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวการจะรู้อะไรเราจ้องรู้จากการมีมิติสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์รู้อะไรคิดอะไรสุขทุกข์ร่วมกัน  พระศาสดาของพุทธศาสนาก็ทำเช่นนี้  เป็นสิ่งที่ผมมีศรัทธาและคิดว่าทำได้จึงออกเดินการศึกษาชีวิตด้วยการเดินนี้ได้ตั้งใจไว้นานแล้ว…”

“ดร.ประมวล กล่าวว่า การเดินของตนในครั้งนี้สิ่งที่ได้คือ  เป็นการศึกษาชีวิตทำให้มองเห็นคุณค่าของชีวิต ซึ่งทำให้พบเจอหลายสิ่ง เช่น น้ำใจของคนขอทานริมถนนซึ่งแบ่งที่ให้นอน  ความกลัวของพระที่มีต่อคนแปลกหน้า  มโนธรรมของคนเก็บขยะแบ่งอาหารให้กิน  และเหตุการณ์ประทับใจหลายอย่าง แต่ในแง่ของความรุนแรงกลับไม่พบ 

การเดินทางที่ผ่านมาเปรียบเสมือนสมรภูมิชีวิตที่ต้องเอาชนะร่างกาย และจิตใจของตนเอง และได้พบว่า 66 วันที่ผ่านมาได้พบกับความหมายที่งดงามของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งยิ่งใหญ่มาก ทั้งนี้มองว่าการเดินทางเช่นนี้ เหมือนการศึกษาพระพุทธศาสนาเชิงลึก ในอีกมิติหนึ่ง

นอกจากมิติของการเดินทางแสวงหาทางจิตวิญญาณ ที่เรียกกันว่า Spiritual Journey  ของท่านประมวล เพ็งจันทร์  อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือมุมมอง “การดำรงชีวิตที่เชื่อมโยงกับความรัก”  และ เป็น “การปฏิบัติธรรม” ที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่าง “รวมเป็นหนึ่งเดียว” ซึ่งหมายความว่า The husband and wife become the whole. นั้นไม่ใช่เพียงร่างกาย แต่ยังหมายรวมถึงจิตวิญญาณ ตรงตาม Slogan “จิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้คู่หลักธรรมของศิลา”  พอดี  ลองอานจนจบซิคะ แล้วจะพบว่าน่าประทับใจจริง ๆ

ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ท่านประมวล เพ็งจันทร์ โดย Karnjariya Sukrung ใน Bangkok Post ฉบับเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2552

ท่านให้ความหมายความรักกับความหมายของชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน

“The meaning of love is the meaning of life. How you will determine how you live.”

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ท่านมองความรักเป็นความปรารถนาที่จะให้และเกื้อกูลกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นแรงผลักดันที่สามารถเปลี่ยนแปลงเราไปสู่ภาวะที่ดีกว่าเดิม

“Love is aspiration to give and serve others… It is a powerful force that can transform us.”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

ท่านมองชีวิตคู่ไม่เพียงเป็นความสัมพันธ์ทางกาย แต่เป็นโอกาสที่จะฝึกฝนและเรียนรู้ความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันและการพึ่งพาอาศัยกัน

“Marriage is not only about love or physical  contact. It is also an opportunity to practice and learn about  interconnectedness and interdependence. In our marriage we aspire to create meaningful and beautiful lives together.”

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นส่วนสำคัญในการปฏิบัติ (ธรรม) ของพุทธศาสนิกชน

“Love and marriage is not just a natural and social stage for human being. It is an integral part Buddhist practice and a noble love and life.”

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ท่านอุปมา การมีชีวิตคู่เหมือนคนทำสวน ซึ่งไม่ควรตำหนิต้นไม้ หากมันไม่ออกดอก ออกผล  เราควรที่จะหันมามองตนเองและทบทวนว่าเราทำอะไรผิดพลาดไปเพื่อแก้ไข หรือช่วยให้ต้นไม้นั้นเจริญเติบโตงอกงาม

“Like a gardener, we should not blame a tree if it does not bear fruit or bring flowers. Rather, we look at ourselves and ask what we have done wrong and try to correct it, or what we can do to help the tree grow and yield more fruit.”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทสรุปสุดท้าย ท่านได้มองว่าความรักเปรียบเหมือนร่างกายมนุษย์ เมื่อมีส่วนใดเจ็บปวด อีกส่วนหนึ่งก็ควรช่วยบรรเทาให้หายเพราะสามีภรรยานั้นคือร่างกายเดียวกัน

If the feet trip over and get hurt, the hands should neither hit nor blame feet. Rather, the hands should try to alleviate the pain of the feet…A husband and wife should be like that… They should become one whole body.”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

หากเรามีคู่แท้ ก็สามารถหล่อหลอมรวม “จิตวิญญาณเดียวกัน” ไว้ใน “สองร่าง”ถึงตรงนี้ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในชีวิตคู่  หากเรามีใครสักคนที่มี “จุดร่วมเดียวกัน” ก็เป็นมิตรแท้ที่หล่อหลอมจิตวิญญาณเดียวกันได้ลองมองคนรอบตัวดูซิคะ