เมืองพระยารัษฎา ชาวประชาใจกว้าง หมูย่างรสเลิศ ถิ่นกำเนิดยางพารา เด่นสง่าดอกศรีตรัง ปะการังใต้ทะเล เสนห์หาดทรายงาม น้ำตกสวยตระการตา

       เมื่อวันที่  16-18  มกราคม  2552  ผู้เขียนได้เดินทางไปทัศนศึกษา ณ จังหวัดตรัง  นัดพบคณะเวลา  07.30 น.  ออกเดินทาง  08.00 น.

 

          รับประทานอาหารเที่ยง  ณ ร้านกนิษฐา  เวลา 12.00 น. และเดินทางต่อมุ่งสู่ บริษัท กว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) จังหวัดตรัง

 

          รับฟังวิทยากรของบริษัทพูดถึงความเป็นมาของบริษัท  และชมวีดีโอขั้นตอนการผลิตปลากระป๋อง จากนั้นวิทยากรพาไปดูขั้นตอนการทำปลากระป๋อง (ของจริง)  และกลับมาที่ห้องประชุมเพื่อให้คณะซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ

 

 

        มอบของที่ระลึกแก่วิทยากร  ที่ได้ให้ความรู้ต่าง ๆ  แก่คณะ  และยังพาไปชมการผลิตปลากระป๋องจากนั้นขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังบ้านนายชวน หลีกภัย ค่ะ  บ้านท่านร่มรื่น  บรรยากาศดีมาก ๆ เลยค่ะ  ลมเย็น  ต้นไม้นานาชนิด  และต้นไม้แต่ละต้นจะมีป้ายบอกชื่อด้วยค่ะเพื่อให้คนที่มาเยี่ยมได้รู้ว่าต้นไหนมีชื่อว่าอะไร

  

เดินทางมุ่งตรงไปยังโรงแรมเรือ  พักที่นี่ 2 คืนค่ะ

  

          อรุณสวัสดิ์เวลา 06.00 น.  คณะลงมารับประทานอาหารเช้าพร้อมกันเวลา 07.00 น. จากนั้นออกเดินทางต่อไปยังปากเมง  เพื่อไปเที่ยวเกาะต่าง ๆ ค่ะ 

  

  

        เกาะแรกที่ไปคือเกาะไหงค่ะ  เกาะไหง เป็นเกาะที่อยู่ในเขตจังหวัดกระบี่ แต่เดินทางจากจังหวัดตรังได้สะดวกกว่า บนเกาะมีหาดทรายขาว น้ำทะเลใสสะอาด รอบเกาะอุดมด้วยปะการังที่สมบูรณ์ การเดินทางไปเกาะไหง มีเรือโดยสาร (ขนาด 120 ที่นั่ง) 

         เกาะที่สองคือ เกาะเชือก เป็นเกาะเล็กๆ ทั้งสามเกาะอยู่ในวงล้อมของเกาะมุก และเกาะกระดาน เป็นเกาะสัมปทานรังนกทั้งสามเกาะ ห่างจากเกาะไหง  ประมาณ  4 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นโขดหิน แหละหน้าผาหินสูงชัน ไม่มีชายหาด หรือบ้านเรือนของผู้คน และชาวประมงอาศัยอยู่บนเกาะทั้งสาม นอกจากมีกระท่อมของคนเฝ้ารังนกปลูกเรียงรายบนโขดหินรอบตัวเกาะ บริเวณรอบเกาะทั้งสามเป็นแหล่งดำน้ำ ชมปะการังชนิดต่างๆ มีทั้งดงปะการังน้ำตื้น และน้ำลึกรายรอบ มีฝูงปลาทะเลสีสันสวยงามนานาชนิด เช่น ปลานกแก้ว ปลาโนรี ปลาสินสมุทร ปลาลายเสือ ฯลฯ  "แต่วันนั้นไม่ได้ไปเกาะกระดาน  เนื่องจากลมแรกและน้ำขึ้นในระดับที่สูงพอสมควร"

   

       เกาะที่สามคือถ้ำมรกต  น้ำเย็นมาก ๆ เลยค่ะ  ผู้เขียนลงไปได้ไม่กี่นาที  ปากสั่นพูดไม่เป็นภาษาเลยค่ะ  พร้อมกับที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็นรู้สึกว่าพอลงไปแล้วหายใจไม่ออก เพื่อน ๆ ต้องช่วยกันพยุงขึ้นเรือ  เลยไม่มีโอกาสได้เข้าไปดูถ้ำมรกต  (เสียดาย)  ก็เลยถอยทับขึ้นเรือนั่งรอเพื่อน ๆ ที่เข้าไปชมภายในถ้ำมรกต

  

เมื่อเที่ยวเกาะกันหนำใจแล้วก็ได้เวลากลับโรงแรมเพื่อรับประทานอาหารเย็น

          อรุณสวัสดิ์ของอีกวัน  เวลา  06.00 น.  คณะรับประทานอาหารพร้อมกันเวลา 07.00 น.  พร้อมกันที่รถและออกเดินทางไปยังถ้ำเลเขากอบ  เป็นการผจญภัยเล็กๆ ในถ้ำเลเขากอบ เพื่อชมหนึ่งความอัศจรรย์ของธรรมชาติของถ้ำ แต่ต้องนั่งเรือลอดไปตามลำธารใต้ภูเขา เอนตัวราบชมความงามของหลอดหินย้อยและหินคด ประติมากรรมธรรมชาติซึ่งหาชมได้ยาก  ระยะทางประมาณ 4 กม. มีโถงถ้ำหลายแห่ง เช่น ถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำรากไทร และถ้ำท้องพระโรง
          ถ้ำเลเขากอบ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ สำหรับผู้ที่ชอบ การผจญภัย เพราะถ้ำแห่งนี้มีทางน้ำ ใต้ดินไหล ผ่าน ต้องใช้เรือล่องตามลำน้ำเข้าไปข้างใน เพื่อ ไปชมหินงอกหินย้อยอันงดงาม ซึ่งยังมีการ ก่อตัว ของหินอยู่ ภายในสลับซับซ้อนมีถ้ำต่างๆ หลาย สิบถ้ำ แต่ที่เปิดให้เที่ยวชมด้วยการล่องเรือมี เพียง 5 ถ้ำเท่านั้น ใช้เวลาเที่ยวชมถ้ำ 30 นาที-1 ชั่วโมง
          ถ้ำเลเขากอบสามารถเที่ยวได้ตลอดปี ยกเว้นในฤดูฝนบางช่วงที่มีปริมาณน้ำมาก เรืออาจเข้าไปไม่ได้ อบต.เขากอบจัดเรือพายบริการนำเที่ยวนั่งได้ 6 ท่านต่อลำค่ะ

  

        คนพายเรือนำทาง  ได้นำเราเข้าไปลอดท้องมังกรด้วยค่ะ  จะเป็นช่วงที่แคบมาก ๆ ของภูเขา เวลาล่องเรือจะต้องนอนราบกับเรือเพราะถ้าไม่นอนราบหินจะถูกหน้าได้ค่ะ  (ตอนลอดท้องมังกรไม่ได้ถ่ายภาพมาเลยขอมาจาก oceansmile.com  เพื่อให้เห็นบรรยากาศภายในการล่องเรือลอดท้องม้งกรค่ะ) ในการลอดท้องมังกรใช้เวลาประมาณ 15 นาที  ค่ะ  แต่ก่อนจะลอดพี่ ๆ  จะถามก่อนว่าใครเป็นโรคกลัวที่แคบบ้าง  ถ้ามีก็จะไม่เสี่ยงเข้าไปค่ะ  แต่ถ้าไม่มีพี่เขาบอกว่า  "งั้นเราลุยกันเลย"  ทุลักทุเลมาก ๆ  เลย  บางคนอ้วยก็ต้องแขม่วพุงไว้เพื่อไม่ให้ถูกหินข้างบนข่วนค่ะ  แต่ก็สนุกดีลุ้นอยู่ตลอดเวลาเลย

  

       เมื่อล่องเรือชมถ้ำเลเขากอบเสร็จแล้วก็ได้เวลาขึ้นรถเพื่อรับประทานอาหารเที่ยงและซื้อของฝาก  ณ  ร้านกนิษฐากันเช่นเคยค่ะ  วันนั้นก็เหมาขนมเค็กกันหลายกล่อง  เมื่อเสร็จธุระกันตรงนี้แล้วก็ได้เวลากลับบ้านเรากันเสียที แต่ก็ยังมีแวะอีกนิดหนึ่งค่ะ  เพื่อไปเดินตลาดกิมหยง  อำเภอหาดใหญ่กันอีก  1  ชั่วโมงครึ่งค่ะ   แล้วก็เดินทางกลับบ้านอย่างสวัสดิภาพเมื่อเวลา  18.30 น.