ใช้ธรรมนำทางสร้างสงบ      จักพบแนวทางสร้างสรรค์

กดขี่บีฑาฆ่ากัน                   แข่งขันไร้สุขทุกระยะ

ร้อนลุ่มสุมไฟในโลก            วิโยคหากรักกักขฬะ

หวังแก่งแย่งชิงชนะ            ด้วยพละกำแหงแห่งตน

พูดจาปราศรัยไต่ถาม         ด้วยความอยากรู้สู่ผล

ได้รับคำตอบชอบกล          สับสนคลุมเครือเหลือใจ

ดุจคือกำปั้นอันนิด              สิ้นคิดทุบแผ่นดินใหญ่

ทุบเปรี้ยงเหวี่ยงส่งลงไป     โดยไม่เฉพาะเจาะจง

เจ็บนิ้วเจ็บมือคือได้            ซ้ำร้ายเจ็บใจไสส่ง

ต่อไปจะใจทรนง                มั่นคงในทางข้างตัว

เลิกพูดเลิกทำตามคิด         ฝึกจิตคิดทำถ้วนทั่ว

โลกนี้บีฑาน่ากลัว              คนชั่วมิได้กระเทือน

ตามบทกฏหมายไม่ผิด       แต่อิทธิพลคนเถื่อน

คนดีอาจตายได้เยือน        บิดเบือนชั่วเห็นเป็นดี 

                                  

ก็บไว้ท้ายบันทึก

ใครที่ผูกนาฬิกาบ่อยๆ จนติด
คงจะรู้สึกได้ . . . ในวันที่นาฬิกาหายไปจากข้อมือ


 

ฉันเอง . . . ก็เป็นคนที่เริ่มผูกนาฬิกาเมื่ออายุจะสามสิบแล้วหละ ผูกนาฬิกามาตลอด . . .
หากวันไหนลืมจะรู้สึกว่า . . . บางอย่างมันหายไป
มันว่างๆ และขัดเขินทุกครั้ง . . . ที่ยกข้อมือที่ว่างเปล่าขึ้นมาดู


 

เมื่อราวสิบสองปีแล้วมั้ง . . . ที่นาฬิกาที่ฉันคิดว่าเป็นเรือนโปรดของฉันพัง
ด้วยความไม่มีสติ . . . ฉันเอาข้อมือไปทุบผนังห้องน้ำเล่นๆ
โชคร้าย . . . ที่มือไม่เป็นอะไร
นาฬิกาต่างหากที่พินาศ . . . กระจกร้าว
ฉันถอดมันออกวางไว้ . . . ไม่ยอมเอาไปซ่อม ไม่สนใจ ไม่แยแส และไม่หานาฬิการเรือนใหม่
ด้วยว่า . . . รู้สึกถึงภาพเก่า และวันเวลาที่เก็บอยู่ในนั้น
ฉัน . . . เลิกใส่นาฬิกา และพบว่าตัวเองมีอาการยกข้อมือเก้อ
เก้อ . . . อยู่เป็นเวลานาน  นานพอดู
 

ความเคยชินของคนเรา เกิดขึ้น . . .
เมื่อเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นประจำ . . . ในระยะเวลานานพอควร
และยังคงความเคยชินอยู่
เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งนั้นหายไปในระยะแรกๆ
จนเวลาผ่านไปนาน . . .
ฉันจึงเริ่มชิน . . . กับการแอบมองเข็มนาฬิกาบนข้อมือคนอื่น
เวลาผ่านไป พร้อมกับบาดแผลที่เริ่มเลือนหาย
ฉันคิดโง่ๆ ว่า . . .
ภาพเหล่านั้นจะตายไปพร้อมนาฬิกา แต่มันไม่ใช่
 

ฉันตัดสินใจซ่อมนาฬิกา
เมื่อมันกลับมาวันแรกๆ ฉันรู้สึกไม่คุ้น
จนถึงตอนนี้ . . . ก็ยังไม่คุ้น
ฉันยังแอบมอง . . . นาฬิกาบนข้อมือคนอื่น อยู่เหมือนเดิม
ฉันรู้สึกเขินแกมขำทุกครั้ง . . . ที่แอบมองข้อมือคนอื่น
ทั้งๆ ที่มีนาฬิกาอยู่บนข้อมือของตัวเอง
ฉันนึกถึงใครบางคน . . . ที่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า คุ้นเคย หรือ ผูกพัน
ในบางช่วง ที่เขาหายไป . . .
ฉันรู้สึกขาดๆ แต่ก็เพียงชั่วเวลาสั้นๆ
ในบางครั้ง . . . ฉันพอใจที่มีเขาอยู่ใกล้ๆ
ในวันที่ไม่แข็งแรง . . .

 

แต่ . . . ในบางครั้งฉันกลับรู้สึกพอใจ
กับการได้เดินคนเดียว . . . เดี่ยวๆ ในวันว่าง
หรือเป็นความผูกพัน หรือเป็นเพียงความเคยชิน
หัวใจฉัน . . . ยังตอบคำถามได้ไม่กระจ่างชัดนัก
"คนเราจะรู้ค่าก็ต่อเมื่อ . . . สูญเสียสิ่งนั้นไป"
ฉันมักได้ยินใครๆ พูด
แต่ . . . ฉันกลับคิดว่า หากฉันยังมองไม่เห็น
ฉันน่าจะยอมเสียไปดีกว่า . . . เพื่อให้ซึ้งถึงคุณค่านั้น
ฉัน . . . ไม่อยากเอาเปรียบเขา
หากจะรั้งเขาไว้ด้วยความคิดเข้าข้างตัวเองว่าคุ้นเคย หรือผูกพัน
ฉัน . . . ไม่อยากโกหกตัวเอง อีกแล้ว ว่าคุ้นเคย หรือ ผูกพัน ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันไม่ทั้งสองอย่าง
หากจะรั้งเขาไว้ . . . ด้วยความไม่แน่ชัด
 

ฉันมีคำถาม . . . ที่ยังขบไม่แตกกับคำว่า . . .
ผูกพัน หรือว่าจะเป็นแค่คุ้นเคย
บางที . . . มันอาจจะเป็นการดี
หากฉันจะอยู่ห่างๆ หรือตัดขาด
เพื่อให้รู้จัก . . . หัวใจของตัวเองมากขึ้น
กับใครบางคน . . . ที่ขาดหายไปจากชีวิต
อาจเป็นเหมือน . . . นาฬิกาที่ขาดสาย
อาจรู้สึกแปลบๆ และมองหากับการหายไปในช่วงแรก
แต่ไม่นาน . . . คงจะชิน  เหมือนกับที่เคยชินมาแล้ว