หลังจากแวะไปอ่านเรื่อง 8 ขั้นตอนสู่ "การเขียน" เพื่อพัฒนาชีวิตและจิตวิญญาณ ก็รู้สึกเหมือนได้รับจิกซอว์อีกชิ้นมาต่อเติมภาพแห่งความหวังเล็กๆ ที่ว่า ก่อนตัวตนนี้จะสลายไปตามวิถีแห่งโลก อยากจะเขียนจินตนวนิยายให้จบอย่างน้อยสักหนึ่งเรื่อง
รู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่ามีความมุ่งมั่นที่จะเขียนนวนิยายอยู่พอประมาณ แต่การเอาจริงเอาจังดูเหมือนมีน้อยเกินไป ความพยายามที่มีก็อยู่แค่ในระดับของมือสมัครเล่นที่คิดว่าการเขียนเป็นกิจกรรมผ่อนคลายเหมือนการหัดวาดภาพ อยากเขียนนวนิยายแต่พอรู้สึกว่ายังเขียนไม่ได้ก็เขียนโน่นๆ นี่ๆ ไปเรื่อยๆ เอาที่เขียนง่าย เขียนแล้วสบายใจเข้าว่า ปล่อยให้ความอยากเขียนนวนิยายค้างคาอยู่ในใจไว้อย่างนั้นเรื่อยมา โดยใช้ข้ออ้างว่าไม่มีเวลาซึ่งก็พอฟังได้ บางคราวโทษความขี้เกียจซึ่งก็เป็นจริงส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะช่วงหลังๆนี้รู้สึกว่าเริ่มไม่ขี้เกียจเขียนหนังสือ แต่ถ้าจะทบทวนถึงปัญหาที่แท้จริงที่ยังจดๆ จ้องๆ ไม่ได้เริ่มเขียนนวนิยายสักทีอาจเป็นเพราะ ไม่รู้จะเขียนอะไร
เคยฟังรุ่นน้องที่(เกือบจะ)เป็นนักเขียนเล่าว่าปัญหาของเขาคือมีพลอตเรื่องที่อยากเขียนมากมาย แต่เขียนไม่ทัน ไม่มีเวลาเขียน เขียนไม่ได้ฯลฯ เรียกว่ามีวัตถุดิบกองพะเนินทว่าไม่มีโรงงานแปรรูป แต่สำหรับผมกลับมีปัญหาหนักกว่านั้นเพราะมีแต่แรงบันดาลใจโดยไม่เคยมีพลอตเรื่องแบบที่สมบูรณ์เลยด้วยซ้ำไป
หลายครั้งเมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกสะดุดใจ ก็จะมานั่งเขียนพลอตเรื่องเล่นเพลินๆ เหมือนการวาดภาพสเก็ตด้วยดินสอ แต่พลอตเรื่องที่ร่างเล่นนั้นไม่เคยจบ คิดและเขียนไปได้ถึงช่วงกลางเรื่องเริ่มจะรู้สึกว่ามันคุ้นๆ ว่าเริ่มเหมือนหนังหรือหนังสือการ์ตูนที่เราชอบ คิดไปคิดมาหนักเข้าก็เริ่มรู้สึกว่ามันห่วยจังแฮะ ว่าแล้ว ก็โยนทิ้งถังขยะก่อนจะจบเป็นประจำ
แต่ถึงจะไม่เคยมีพลอตดีๆ กับเขาสักทีแม้จะผ่านมาหลายปี แต่นั่นไม่เป็นปัญหาที่จะทำให้ท้อแท้ใจ จนล้มกระดานหรือล้มเลิกความหวังที่จะเขียนนวนิยาย เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่การมุ่งเป็นนักเขียนอาชีพจึงปราศจากความกดดันไม่ว่าจะล้มเหลวสักกี่รอบก็ยังรู้สึกเฉยๆ
พอได้อ่านเรื่อง 8 ขั้นตอนสู่ "การเขียน" เพื่อพัฒนาชีวิตและจิตวิญญาณ รู้สึกว่านี่อาจจะช่วยให้เราเขียนนวนิยายได้จบเสียที นี่น่าจะเป็นวิธีที่ทำให้เราสามารถสร้างงานเขียนที่ทรงพลัง (มั้ง) แต่พอมาทดลองเขียนพบว่าวิธีการนี้ที่สามารถนำมาใช้กับการสร้างพลอตจินตนวนิยายได้ดีเหมาะสมกับผมได้อย่างพอเหมาะพอดี
เพราะถูกใจใช่เลย จึงขออนุญาติคัดลอกบางส่วนมาดัดแปลง ขยายความ และบิดเบือนความหมายในบางข้อเสียเล็กน้อยเพื่อเก็บไว้ใช้สำหรับอ้างอิงในแบบของตัวเอง จาก 8 ขั้นตอนสู่ "การเขียน" เพื่อพัฒนาชีวิตและจิตวิญญาณ มาเป็น 8 ขั้นตอนแรกสู่ "การเขียน" พลอตเรื่องจินตนวนิยายที่สนุกสนาน ดังนี้
1. เตรียมอุปกรณ์ : เตรียมกระดาษและปากกาที่เขียนได้ลื่นไหลสองด้ามและต้องเล็งหาทำเลสถานที่ซึ่งเอื้ออำนวยให้สามารถใช้ความคิดได้ต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก
2. อย่าเขียนเรื่องทั่วๆ ไป : สร้างพลอตโดยใช้แรงบันดาลใจจากเรื่องที่กระทบความรู้สึก รัก-ชอบ-เกลียด-ชัง-กลัว-โกรธ- ความเชื่อ ฯลฯ ช่วงไหนไม่มีเรื่องมาสะกิดสะเกาจิตใจให้หวั่นไหว ก็ทบทวนดูว่าเรื่องไหนมีคนเปิดประเด็นพูดคุยแล้วอยากคุยแสดงความเห็น อันนั้นน่าจะอนุโลมว่าน่าจะเป็นเรื่องที่กระทบความรู้สึก
3. อย่าคิด อย่าใช้เหตุผล : เลิกคิดถึงเหตุและผลอย่างที่เราเชื่อ-เราเห็นในปัจจุบัน ไม่ต้องนึกถึงข้อมูลที่ถูกต้องของจริง ถ้าไม่รู้ว่าปลาสายพันธ์โบราณที่อาศัยอยู่บริเวณก้นทะเลลึกกินอะไรเป็นอาหารก็ให้เจ้าปลานั่นแวะเวียนมากินเศษขนมปังที่ร้านอาหารริมทะเลบางขุนเทียนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
4. เขียนอย่างต่อเนื่อง : เขียนไปอย่าหยุดตลอดเวลา 15-30 นาที จิตมุ่งอยู่กับพลอตเรื่อง นึกไม่ออกก็เขียนเกี่ยวกับตัวละครไปเรื่อยๆ เขียนอย่าหยุด
5. ละการควบคุม : ทิ้งความจริงไว้ที่โลกแห่งความเป็นจริงเอาไว้ ปลดปล่อยจิตใจและความคิดไปในโลกแห่งจินตนาการ ไม่ยึดติดแม้แต่โครงเรื่องหรือตัวละครหลักที่คิดไว้ตอนเริ่มต้น ปล่อยให้จินตนาการสร้างเรื่องราว อย่าด่วนตำหนิว่า โครงเรื่องอ่อน ไม่มีที่มาที่ไป แรงจูงใจเบาหวิว ไม่น่าเชื่อถือ เหมือนการ์ตูนเรื่องนั้น คล้ายหนังเรื่องนี้ นี่มันฝาแฝดหนังสือเล่มนู้น ฯลฯ เขียนอย่าหยุด
6. ซื่อสัตย์ต่อตนเอง : ใช้ทุกความคิดเขียนทุกจินตนาการที่ผุดขึ้นมาจากมโนภาพของเรา ซื่อสัตย์ต่อจินตนาการของตนเองไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องคิดว่า เรื่องแบบนี้ถ้าเขียนจะมีคนอ่านไหม
7. ตีให้หนักหน่วง : เมื่อสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเรื่องและอารมณ์ของตัวละครให้ใส่ความรู้สึกร่วมเพื่อหลอมรวมตัวเองเป็นส่วนอันหนึ่งอันเดียวกับตัวละครและแก่นแท้ของเรื่องราว เพื่อให้เกิดพลังในการดำเนินเรื่อง
8. อย่าคาดหวังและอย่าตัดสินในสิ่งที่คุณเขียน : อย่าคาดหวังว่าจะสามารถสร้างพลอตที่ไม่ซ้ำใครหรือพลอตที่ดีที่สุดขึ้นมาในชั่วเวลาเพียง 15-30 นาที และไม่ว่าจะคิดพลอตเรื่องห่วยๆ ติงต๊องปานใดออกมา หากมีคนวิพากษ์วิจารณ์ก็ต้องยอมรับด้วยใจเปิดกว้าง
จากการนำข้อสรุปที่บิดเบือนบางส่วนสำหรับใช้งานไปทดลองเขียนในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ที่ทำได้จริงๆ คือ ข้อที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6 ส่วนข้อ 7 ซึ่งส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นข้อที่สำคัญที่สุดนั้นยังไม่สามารถเข้าถึง เพียงแต่คิดว่ามันน่าจะเป็นอารมณ์ประมาณนั้น เอาเข้าจริงแล้วอาจจะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง ส่วนข้อ 8 ที่ว่าอย่าคาดหวังก็พอจะทำได้บ้างแต่การยอมรับเมื่อถูกวิพากษ์นี่คงต้องรอดูเวลาเขียนเรื่องออกมาก่อนว่า ถ้ามีคนอ่านแล้ววิจารณ์ปนด่าว่า “พลอตเรื่องห่วยมากๆ” ตอนนั้นถึงจึงรู้ได้ว่าจิตใจส่วนลึกจะบอกให้ยิ้มหรือแยกเขี้ยว
ตอนนี้กำลัง"เห่อ"ของใหม่จึงยังประเมินไม่ได้ว่าวิธีการนี้จะสามารถต่อยอดเพื่อใช้เขียนนวนิยายจนจบอย่างที่รู้สึกในตอนแรกหรือไม่ อย่างไรก็ตามแม้จะไม่สามารถต่อยอดเพื่อใช้เขียนนวนิยายได้อย่างหวังแต่วิธีการนี้ก็ช่วยให้การคิดพลอตเรื่องกลายเป็นการบริหารจินตนาการที่สนุกสนานมาก ขอคารวะ คุณฐิติขวัญ เหลี่ยมศิริวัฒนา สำหรับ"การเขียนเพื่อพัฒนาชีวิตและปลดปล่อยจิตวิญญาณ" และขอขอบคุณท่านอาจารย์ Wasawat Deemarn สำหรับ"เรื่องราวดีๆ ที่ท่านนำมาฝาก"
สวัสดีค่ะ
* แวะมารับความรู้ค่ะ
* สุขกายสุขใจนะคะ
แวะมาให้กำลังใจนะครับ ... รู้สึกยินดียิ่งครับที่ คุณ U-and-ME ได้นำความรู้นี้ไปต่อยอดเป็นตัวของตัวเองครับ
เราเรียกวิธีการแบบนี้ว่า แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นะครับ
สู้ สู้ ครับผม :)
ขอบคุณแรงบันดาลใจที่มอบผ่านบทความนี้นะคะ^-^