เพราะเอมอรต้องให้ความรัก ความเคารพต่อสามี ตามที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะมาจากครอบครัว

          ต่อจากเรื่องของความซื่อบรื้อสองบันทึกก่อนหน้า   ซึ่งเป็นเรื่องเล่าตอนต่อไปนี้  ถ้าเล่าด้วยการพูดคุยสนทนาคงจะง่ายกว่าและสะดวกในการสื่อให้เข้าใจดีกว่า  เพราะกว่าจะจบตอนนี้หรือตอนไหน ทำให้มีความรู้สึกว่าเป็นการเสียหายต่อทุกคน เพราะนำเรื่องส่วนตัวมาเล่า โดยที่บางคนจากโลกนี้ไปแล้ว  ถึงอย่างไรก็จะพยายามเล่าเพื่อให้ทุกท่านได้อ่าน  ตอนนี้จะเป็นการเล่าเบื้องหลังของเอมอร

            การมีครอบครัวของเอมอร คือการได้เข้าสมรสกับชายที่คบหากับฝ่ายชายมานานกว่า ๒ ปี  บรรดาเพื่อนฝูง และคนสำคัญคือท่านยุ่น ท่านโชว์ รวมทั้งแจงและหน่อย ญาติผู้ใหญ่และพ่อแม่ของเอมอร  มีความเห็นตรงกันว่า ผู้ชายที่มาเป็นสามีของเอมอรนั้น มีความเหมาะสม มีเกียรติ มีการศึกษา  มีฐานะ และเป็นข้าราชการชั้นสัญญาบัตร  ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า เมื่อเอมอรได้เข้าใจความรู้สึกจากท่านโชว์แล้ว  หัวใจคงจะกลับไปอยู่ที่โชว์นั้น ไม่ใช่ทั้งหมด  เพราะเอมอรต้องให้ความรัก ความเคารพต่อสามี ตามที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะมาจากครอบครัว

 

 

           แม่ของเอมอรเป็นข้าราชการครู  ตั้งแต่เอมอรจำความได้ แม่จะปรนนิบัติพ่อได้อย่างดีเต็มเวลา  หาเงินเพิ่มเติมโดยการเปิดร้านอาหารในค่ายทหาร เพราะแม่เป็นคนขยัน แม่ไม่มีคนใช้ช่วยทำงานบ้าน  นอกจากที่ร้านอาหาร แม่จะซักผ้าด้วยตนเอง  รีดผ้าเรียบมาก รีดแม้กระทั่งเสื้อกล้ามชั้นใน  กางเกงในของพ่อ ถ้าวันไหนแม่มีธุระมากแม่จะรีบเพียงเพื่อรีดชุดนอนให้พ่อตอนหัวค่ำ   แม่จะตื่นแต่เช้าเตรียมยาสีฟันใส่แปรง ตักน้ำวางในขันส่วนตัว ห้ามใช้ปนกับกับของพ่อ  เตรียมผ้าเช็ดตัวไปไว้ในห้องน้ำ สบู่ให้หยิบง่าย  เตรียมชุดทำงาน เสื้อกางเกงชั้นนอกชั้นใน  เตรียมถุงเท้ารองเท้า  กาแฟและอาหารเช้าต้องร้อน ๆ พร้อมทาน เมื่อพ่อกลับจากทำงานพ่อจะไปรับแม่  เมื่อลงจากรถแม่จะตรงไปที่ตู้เย็นเตรียมน้ำเย็นหรือน้ำผลไม้ที่ทำไว้รอ รินมาให้พ่อดื่ม  ตอนเย็นแม่ก็ทำเหมือนเดิม บริการพ่อจนกว่าจะเข้านอน  เตรียมชุดนอนให้อีก ของใช้ส่วนตัวพ่อส่วนใหญ่จะเป็นเป็นสีขาว  นอกจากนี้แม่มีวิธีเก็บชุดชั้นในและถุงเท้าเป็นพิเศษ  การตากผ้าก็อีกประการหนึ่งต้องตากให้เสมอกัน  เสื้อมีแขน ไม่มีแขน แขนสั้น แขนยาว แม่บอกว่าดูเป็นระเบียบและเก็บง่าย และโดยเฉพาะการตากเกงเกงในต้องไม่ให้น่าเกลียด ไม่ตากประเจิดประเจ้อ

         พ่อเหมือนเจ้านายของแม่คนหนึ่ง  พูดน้อย และจะมองดูด้วยสายตามากกว่าพูด แม้กระทั่งการเตรียมพร้อมของพ่อ (หากคนอ่านเป็นทหารจะเข้าใจ) แม่จัดแจงสัมภาระให้พร้อม  อาหารหรือสิ่งที่พ่อไม่ชอบแม่จะไม่นำเข้าบ้าน โดยเด็ดขาด  แต่เอมอรออกนอกลู่เพราะชอบทานของที่พ่อไม่ชอบคือผัดถั่วงอกและผัดผักกาดดองใส่ไข่  จะได้ทานสมใจก็ตอนที่พ่อไปราชการหรือไปชายแดน  แม่เกลียดปลาไหลแต่เห็นทีไรต้องรีบซื้อไปแกงให้พ่อ  ข้าวของเครื่องใช้ต้องเก็บเป็นระเบียบสวยงาม รูปแบบการจัดต้องเปลี่ยนทิศทางอยู่เสมอ ๆ ไม่ให้ซ้ำซาก  

          เอมอรรู้สึกเบื่อเป็นที่สุดเรื่องที่เอมอรต้องทำก็คือการขัดรองเท้าและขัดเครื่องหมาย และเกลียดการล้างถ้วยชามจนติดตัวมาถึงปัจจุบัน ภาชนะในการล้างแก้วน้ำ ถ้วยกาแฟและจานชามต้องแยกออกจากกัน  ผ้าขี้ริ้ว ผ้าเช็ดมือ  ตามด้วยวิธีเก็บสิ่งเหล่านี้  หน้าที่ประจำวันของเอมอรก็คือการกวาดบ้าน ถูบ้าน เก็บน้ำใส่ตู้เย็น ขัดห้องน้ำ (ทำทุกครั้งเมื่ออาบน้ำเสร็จก่อนเข้านอน ทุกวัน) เพราะพ่อไม่ชอบห้องน้ำเลอะเทอะและไม่สะอาด       ถ้าเอมอรทำหน้าที่ไม่ถูกใจแม่ล้างแก้วแล้วยังมีกลิ่น  จานชามพิสูจน์ได้ว่าไม่มีมันติด ตู้ โต๊ะ ชั้นวางของ ราวบันได หรือห้องน้ำยังไม่สะอาด  แม่จะบังคับให้เอมอรทำใหม่จนกว่าจะสะอาด

         เวลาที่เหลือของเอมอรก็คือการทำการบ้านและอ่านหนังสือ ไม่มีโอกาสไปเล่นเที่ยวเตร่เหมือนกับเพื่อน ๆ  ถ้าพ่อไม่อยู่ก็อาจเป็นโชคดีเล็กน้อยที่ได้ออกไปหาเพื่อน  ที่อยู่ใกล้ ๆ และต้องบอกเวลากลับ  ถ้าผิดเวลาต่อไปก็งด  การไปดูหนังดูละครนั้นแม่ไม่ชอบอ้างว่าไม่มีเวลาและสิ้นเปลือง  ทุกวันพุธเขาจะมีหนังกลางแปลงที่หน้ากองร้อย  เพื่อน ๆ ไปกันเป็นโขยง  แต่เอมอรต้องไปกับแม่  พิเศษ ๆ ก็คือไปสนามมวยกับพ่อเป็นประจำ  ตั้งแต่จำความได้พ่อไม่เคยอบรมหรือสอนอะไรเลยนอกจาก "อยากเรียนอะไรก็เรียน ๆไปตามที่ต้องการ ถ้าเรียนไม่ได้ให้บอกอย่าดันทุรังเรียน เมื่อโตขึ้นไม่ต้องมาเลี้ยงดูพ่อแม่ ให้ดูแลตนเองและครอบครัว"  และที่จำได้ก็คือพ่อกับแม่โต้เถียงกันเรื่องใดไม่ทราบ  แต่ได้ยินพ่อพูดขึ้นดัง ๆว่า "ผู้หญิงนี่น่าเบื่อที่สุด ถ้าชาติหน้ามีจริงจะไม่ขอเจอผู้หญิงทุกคนนอกจากลูก" ส่วนเรื่องคู่ครองพ่อบอกครั้งเดียวว่า"เป็นใครก็ได้ที่เป็นคนดีที่สำคัญต้องมีความรับผิดชอบ  ถ้าได้แฟนเป็นทหารก็จะดีเพราะถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้ หากไปได้แฟนอาชีพอื่นกลัวจะลำบาก "และอย่างหนักแน่นว่า "เป็นลูกทหารต้องทนอดและอดทน" วันที่ถูกสู่ขอพ่อบอกว่า "ให้ไปเป็นภรรยาไม่ได้ให้ไปเป็นแม่ของสามี"               

 

 

         สามีของเอมอรมาจากครอบครัวที่เป็นลูกชายทั้งหมด และเป็นคนสุดท้องของครอบครัว เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำ จนจบชั้นมัธยมต้น  และอีกสถาบันหนึ่งก็ประจำและเป็นชายทั้งหมดเช่นเดียวกัน ระยะเวลาที่ดูใจกัน เกือบ ๓ ปี เป็นเวลาไม่น้อย  ทุกคนรวมทั้งผู้ใหญ่จะประทับใจในการแสดงออก ไม่ว่าทางกายหรือทางวาจา  แต่เวลาที่เอมอรและสามีจะศึกษากันนั้นแทบไม่มีเพราะเอมอรไม่ได้รับราชการ ทำงานบริษัทเอกชน การติดต่อกันก็ทางจดหมายและมีโทรศัพท์บ้าง ตลอดเวลามีการแสดงพฤติกรรมที่ไม่มีข้อบกพร่อง  นอกจากนี้เป็นใจปล้ำ ใจกว้าง เพื่อน ๆ ของเอมอรจะชื่นชมมากที่ได้ทานฟรี ได้ของฝากที่มีราคา อยากจะได้อะไรก็ต้องได้  โดยไม่มีโอกาสทราบว่าแท้จริงนั้นเขาไม่รู้จักคุณค่าของเงิน และเป็นคนไม่มีระเบียบ แม้ว่าจะผ่านโรงเรียนประจำมาแล้วก็ตามนอกจากนี้เป็นคนหยาบกระด้าง หยาบคาย

         ก่อนการแต่งงานเอมอรต้องลาออกจากงาน และมาสอบเข้ารับราชการตามที่สามีต้องการ ภายหลังที่แต่งงานจึงได้ย้ายไปเรื่อย ๆ ตามจังหวัดต่าง ๆ ความทุกข์และความขมขื่นเกิดขึ้นตลอดเวลา  จนกระทั่งหมดความอดทนต้องหย่าขาดกันแน่นอน  แต่เอมอรกลัวพ่อแม่เสียชื่อเสียงว่า  ลูกสาวถูกสามีทิ้ง เอมอรต้องอดทนจนกระทั่งพ่อเสียชีวิตลง แล้ววันหนึ่งแม่ได้ถาม  เพราะสังเกตว่าลูกไม่มีความสุข  ถามบ่อย ๆ เข้าเอมอรจึงเล่าปัญหาต่าง ๆ ให้แม่ฟัง แม่บอกว่า "ถ้าจะหย่าก็หย่าได้แต่ต้องถามใจตัวเอง  แม่รับได้เสมอ ไม่ต้องเอาอะไรมา และก่อนที่จะแต่งงานเราอยู่ได้อย่างไร"

        ระหว่างนั้นเอมอรได้ติดต่อกับเพื่อนๆ เช่นหน่อยและแจงเป็นครั้งคราว ส่งข่าวให้เพื่อน ๆ ทราบเกี่ยวกับสารทุกข์สุขดิบ และต่อมาหน่อยที่เป็นภรรยาของท่านโชว์ได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ก่อนที่เอมอรจะหย่าเพียง ๓ ปี และอีก ๑ ปีต่อมาก็มีข่าวการหย่าแจงและท่านยุ่น  ไม่นานนักแจงได้แต่งงานใหม่และไปอยู่ต่างประเทศแถบเอเชีย  ครอบครัวของคนสามคน สามคู่ร้าวฉานและได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสต่อเนื่องกันภายในเวลา ๕ ปี แต่เอมอรโชคดีกว่าเพื่อน ๆ เพราะรับหนี้สินที่สามีก่อมาเป็นเงิน ๑.๘ ล้านบาท  เพราะถ้าไม่รับหนี้สินส่วนนี้ฝ่ายชายจะไม่ยอมหย่า

          

บทเรียนจากชีวิตจริง