"...เหตุการณ์เล็กน้อยมากครั้งนี้ ให้บทเรียนที่สำคัญอย่างหนึ่งแก่ผมว่า ในการทำงานที่ต้องการผลลัพธ์ทางวิชาการที่สะท้อนจิตวิญญาณและคุณธรรมทางวิชาการ มากกว่าผลงานของสมองและสติปัญญาระดับการใช้ความรู้นั้น เราจะต้องใส่ใจกับการคุยและฟังเสียงหัวใจ ที่คิดและเข้าใจกันด้วยพื้นฐานความเป็นมนุษย์ เลยทีเดียว....."

              เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้แก่นักศึกษาในหลักสูตรปริญญาโทนานาชาติที่ผมร่วมสอนอยู่ และต่อมาพอจบภาคทฤษฏี ก็เป็นประธานควบคุมวิทยานิพนธ์ให้แก่เขา ปีหนึ่งก็ 2-3 คน

              มีอยู่คนหนึ่งเป็นแพทย์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว แล้วก็มาเรียนที่ประเทศไทยในหลักสูตรดังกล่าวด้วยทุนของตนเอง มีความกระตือรือร้น ไม่เพียงเก่งภาควิชาการทุกวิชา แต่สนใจกิจกรรมวิชาการในทุกเรื่องที่เขาจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ซึ่งสำหรับผมแล้ว เห็นว่าเป็นวิถีปรกติของนักศึกษาจากประเทศที่พัฒนามากแล้วนี้

              วันหนึ่ง ก่อนเริ่มทำวิทยานิพนธ์ ผมถามเขาระหว่างการพูดคุยทั่วไปเพื่อวางแผนพัฒนาหัวข้อและเตรียมทำวิทยานิพนธ์ว่า จะวางแนวความสนใจไปทางไหนที่ผมจะสามารถช่วยช่วยสะท้อนลงไปสู่การออกแบบการวิจัยในการทำวิทยานิพนธ์ของเขา  และคิดว่าทั้งการทำวิทยานิพนธ์นี้ รวมไปจนถึงเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว  เขาอยากได้ประสบการณ์ทางวิชาการ รวมทั้งอื่นๆ ไปทำอะไรตามความสนใจเฉพาะด้วยไหม

               นักศึกษาคนดังกล่าวเป็นแพทย์และจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศของเขา  ยังมีความเป็นหนุ่มเป็นสาว เห็นพลังชีวิตมากมายอยู่ในทุกกิจกรรมและในทุกอริยาบทของชีวิต ตาเป็นประกาย ถักทอพลังความฝันใฝ่ขึ้นมาทันที ก่อนที่จะแสดงความสนใจออกมาว่า

              "หากเป็นไปได้ จบแล้วจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตสักพัก ขออาสาไปเป็นนักวิจัย หรือนักวิชาการ โครงการช่วยเหลือทางด้านการพัฒนาสุขภาพหรือสาธารณสุข ในประเทศอื่นที่มีคนทุกข์ยากอยู่เยอะ " เขาพูดต่อไปอีกว่า " หากเป็นไปได้  อยากจะไปเป็นอาสาสมัครที่กลุ่มประเทศแอฟริกาหรือถ้าไม่ได้ไปอย่างนั้นก็จะออกไปทำงานสาธารณสุขชุมชน มากกว่าจะกลับไปเป็นแพทย์รักษาอย่างเดียว"

             การพูดคุยกันแบบทั่วๆไปให้บรรยากาศการทำวิทยานิพนธ์เป็นการทำงานร่วมกันของเขาและผม กลายเป็นทรรศนะที่ทำให้ผมประทับใจเป็นอย่างมาก  เป็นทรรศนะที่ผมไม่ค่อยได้ยินและไม่ค่อยคุ้นเคย เนื่องจากไม่ว่าจะในสังคมไทยและจากประเทศกำลังพัฒนาต่างๆนั้น ผมมักได้ยินถึงการกล่าวถึงการได้เรียนสูง ได้เพิ่มคุณวุฒิ ได้เลื่อนสถานะทางสังคม ได้ออกไปเก่ง รวย และแข่งขันให้ชนะคนอื่นๆ

           ทว่า ทรรศนะจากนักศึกษาของผม เป็นทรรศนะของคนจิตใหญ่และมิใช่อยู่ในระดับการศึกษาเรียนรู้แล้วครับ เป็นทรรศนะของความมุ่งมั่นเพื่อทำหน้าที่แห่งชีวิตเพื่อยังประโยชน์แก่ผู้อื่นให้มากที่สุดของคนที่รู้จักตัวเอง เห็นความสำคัญของการที่ครั้งหนึ่งได้เกิดมาเป็นมนุษย์ซึ่งคงจะดำรงอยู่ได้ในโลกนี้ไม่ถึงร้อยปีแต่อาจมีโอกาสทำอะไรดีๆด้วยตนเองได้เยอะ ผมจึงดีใจและภูมิใจมากที่จะได้สนับสนุนการทำวิจัยของเขา

          จึงด้วยความตั้งใจและนับถือความมีจิตใหญ่ของเขามาก  เลยช่วยเขาออกแบบกระบวนการวิจัยเสียหลายมิติ เพื่อให้เขาได้สิ่งต่างๆ เป็นประสบการณ์วิชาการและเป็นทุนชีวิต สำหรับออกไปทำงานให้แก่คนหมู่มากอย่างที่ตั้งใจให้มากที่สุด ผมจะขอทำงานผ่านความมุ่งมั่นที่จะอุทิศตนอย่างนี้ของเขาอย่างดี

           ผมมีความรู้สึกว่า เราได้ทำงานเพื่อมุ่งให้เกิดผลดีต่อคนอื่นในอนาคต ร่วมกัน มากกว่าเป็นเพียงดูแลและควบคุมการทำวิทยานิพนธ์ให้แก่เขาเสียอีก อยากให้เขาได้มีโอกาสลงไปเก็บข้อมูลและสัมผัสกับชุมชนในประเทศไทยที่เป็นกรณีตัวอย่างเพื่อการวิจัยด้วยตนเอง ให้ดีที่สุด หลายแง่หลายมุม โดยเฉพาะที่สะท้อนมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ความเป็นเมืองและชนบทในเงื่อนไขแวดล้อมใหม่ๆที่มีความเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพ

          แต่ทางหนึ่ง ผมเป็นคนมุ่งทำวิจัยในวิถีที่ขับเคลื่อนภาคสาธารณะและความเป็นชุมชนภายใต้ตัวแปรที่ผมสนใจทำวิจัยในกรอบคิดแบบต่างๆด้วย  จึงไม่ต้องการให้นักศึกษาตนเองเป็นฝ่ายได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการอย่างเดียว ทว่า อยากให้ชาวบ้าน หน่วยงาน และคนในพื้นที่ ได้สิ่งอันเป็นผลดีจากกระบวนการทำวิจัยและการลงพื้นที่เก็บข้อมูลของนักศึกษาด้วย 

          เราออกแบบให้เป็นกระบวนการวิจัยและการศึกษาเรียนรู้ ที่ชุมชน นักศึกษา อาจารย์ที่ต้องดูแลและทำวิจัย รวมทั้งฝ่ายต่างๆที่งานวิจัยของนักศึกษาเป็นเงื่อนไขให้ได้มาทำงานด้วยกัน สามารถเกิดสถานการณ์แบบต่างคนต่างได้สิ่งดี (Win-Win Situation) ไปด้วยกันทุกฝ่ายก็ได้ จึงเมื่อมีโอกาสก็อยากจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่เงื่อนไขจะเอื้อให้ทำได้

         แนวคิดดังกล่าว  ผมจึงเลือกพื้นที่และชุมชนที่ผมทำวิจัยอยู่ด้วย ให้เป็นพื้นที่การทำวิจัย  ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อผมและมหาวิทยาลัยที่ผมอยู่ด้วยเช่นกัน ในข้อที่มุ่งเน้นกันอยู่เสมอว่า  การทำวิจัยของอาจารย์กับการเรียนการสอน การจัดโครงการศึกษาอบรม ตลอดจนการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา จะต้องสามารถทำให้เชื่อมโยง และสะท้อนซึ่งกันและกันไปด้วย ซึ่งจะทำให้ความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย(Research-Based University) สามารถปรากฏขึ้นที่การได้เรียนรู้ของนักศึกษามาจากการทำวิจัยของอาจารย์ด้วย

         การทำหลายมติและหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้ผมต้องอาศัยทีมเป็นผู้ช่วยหลายคน ทั้งเพื่อช่วยนักศึกษา ช่วยผม และช่วยเป็นเครือข่ายขับเคลื่อนการทำงานวิจัยในชุมชน ผสมผสานไปกับการเตรียมพื้นที่และชุมชนเพื่อการวิจัยอย่างดีไปด้วยของนักศึกษา

        งานหลายอย่างที่เตรียมการและช่วยกันได้ในห้องประชุม หรือพากันไปเป็นกลุ่ม เช่น การเตรียมเครื่องมือหลังจากทำงานเชิงวิชาการไปแล้ว และการลงไปเก็บข้อมูล ซึ่งได้ผ่านการเตรียมการให้มากพอสมควรแล้ว  ก็ควรแบ่งให้เป็นส่วนที่นึกศึกษากับผู้ช่วยวิจัยที่ผมจัดหาให้ ไปช่วยกันทำ

           ส่วนงานที่ลงไปทำงานกับชุมชน  ประสานงานการลงไปเก็บข้อมูลและสังเกตการณ์ในชุมชน เป็นงานที่ต้องใส่ใจ พิถีพิถัน เพื่อมิให้ชุมชนและชาวบ้านรู้สึกว่าเราทำงานชุมชนเพียงใช้ชุมชนเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิจัยแก่นักศึกษา หรือทำอย่างผิวเผินเพียงสักแต่ให้ได้ผลงาน

          อีกทั้งต้องทำงานไปตามเวลาและจังหวะชีวิตการทำมาหากินของชาวบ้าน ซึ่งมักเป็นตอนเย็น  กลางคืน วันหยุด ไม่เป็นเวร่ำเวลา ซึ่งมันเป็นงานที่หนักทั้งการทำงานและต้องสัมผัสกันด้วยหัวใจ ใช้เวลาและความทุ่มเทการลงมือมากจนเกินกว่าจะขอร้องให้คนอื่นมาช่วยเป็นภาระแทน ดังนั้น จึงควรเป็นกระบวนการและขั้นตอนที่ผมต้องทำเองกับเครือข่ายในชุมชน  

          ตอนวางแผนและเมื่อเริ่มต้นทำ นักศึกษาก็ดูตื่นเต้นและมีพลังมาก ทว่า มีการลงพื้นที่ที่ผมขอให้เขาลงพื้นที่ด้วยตนเองให้มากที่สุด แล้วก็ขอให้ตรวจทานแบบสอบถามและการเก็บข้อมูลต่างๆ เป็นรายวันทุกเย็น บกพร่องตรงไหนก็ขอให้แก้ไขและเก็บข้อมูลใหม่  นักศึกษาทำงานเร็ว ดี แม่นยำ เป็นระบบ และมีทรรศนะทางวิชาการผุดขึ้นมาในเรื่องต่างๆ ดีมาก 

         จึงนอกจากนั่งสรุปและวางแผนใหม่เป็นรายวันแล้ว ตอนเย็น นอกเวลา และกลางคืน  ผมก็ลงไปประสานงาน  เดินคุยกับคนในชุมชนเพื่อทั้งชี้แจงว่าจะขอเก็บข้อมูลเพิ่มและประสานความร่วมมือไปในตัวให้แก่นักศึกษาด้วย  ผมคิดว่าผมก็ทั้งได้งานไปด้วย และมีกำลังใจมาก 

        อยากให้นักศึกษาได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปใช้ทำงานในอนาคต เลยมุ่งทำไปข้างหน้าอย่างลืมระวังตนในเรื่องเล็กๆน้อยๆ

        ด้วยว่าวันหนึ่ง ผมก็สังเกตว่านักศึกษาผมอารมณ์ไม่เบิกบานเหมือนทุกๆวัน  ไม่สนุกที่จะพูดคุยและถกประสบการณ์รายวันด้วยกัน อีกทั้งเริ่มรายงานการทำงานภาคสนามกับผมด้วยเอกสารสรุปแทนใช้การพูดคุยกันดังที่เคยเป็นมา

         ระหว่างที่เพียงแต่รู้สึกผิดสังเกตอยู่นั้น วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ประสานงานหลักสูตรก็มาประสานงานและบอกกล่าวบางเรื่องกับผมด้วยความเกรงอกเกรงใจผมอย่างเป็นที่สุดว่า นักศึกษาเหนื่อยมาก และบอกว่า เขาต้องการให้ผมช่วยเขา รวมไปจนถึงตอนลงไปเก็บข้อมูลในชุมชน เขาอยากมีผมไปด้วย แต่ผมไม่ค่อยมีเวลาให้แก่เขา  เขาเลยไปเรียกร้องกับหลักสูตร

          ผมตกตะลึง ประหลาดใจและเกิดความรู้สึกผิดคาดเป็นที่สุด  แต่ก็คิดว่าไม่เป็นปัญหาอะไร  เพราะนักศึกษาผมมีพื้นฐานความเป็นวิชาการดี ไม่น่าจะเป็นคนใช้อารมณ์และคิดเห็นโดยทรรศนะส่วนตนที่คับแคบ เลยจึงคุยชี้แจงแก่ผู้ประสานงานที่นักศึกษาขอให้ทำหน้าที่มาคุยร้องทุกข์กับผมแทนเขา จากนั้นก็ขอให้เขาเชิญนักศึกษามาคุยกับผม พร้อมกันไปด้วยเลย

          ผมเล่าให้นักศึกษาฟัง ว่าเขากำลังได้อะไรบ้าง และกระบวนการต่างๆ ภายใต้การทำงานของเขาที่ออกมาดีในทุกๆ ขั้นตอนนั้น มีใครทำอะไรอยู่บ้าง และผมต้องทำอย่างไร  ยิ่งไปกว่านั้น  ผมเล่าให้เขาฟังด้วยว่า การได้ลงไปเจอกับกลุ่มชาวบ้าน ผู้นำชุมชน เดินสำรวจ และเดินลงไปเก็บข้อมูลในชุมชนที่ผมกับเขาวางกรอบการสุ่มและเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างสลับซับซ้อนหลายมิติได้อย่างที่ต้องการนั้น  เบื้องหลังของการทำงานของผมกับชุมชน ที่มากกว่าเขาอีกตั้งหลายเท่าที่เขาบ่นว่าเหนื่อยนั้น เป็นอย่างไร และทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น

          พอคุยชี้แจง และแผ่กระบวนการทำงานทุกๆด้าน รวมทั้งผู้คนอีกหลายคน ที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงอยู่กับงานวิจัยของเขา นอกเหนือจากที่เขาเห็นจำเพาะในงานที่เขาจะพอทำได้ด้วยตัวเขาเอง ท่าทีของการตั้งป้อมใส่กันก็หายไป ที่สุดก็กลายเป็นขอโทษและร้องให้เป็นวักเป็นเวรอีก จากนั้น ก็ทำงานวิจัยต่อไป ด้วยบรรยากาศเหมือนก่อนหน้านั้น 

         เหตุการณ์เล็กน้อยมากครั้งนี้  ให้บทเรียนที่สำคัญอย่างหนึ่งแก่ผมว่า ในการทำงานที่ต้องการผลลัพธ์ทางวิชาการที่สะท้อนจิตวิญญาณและคุณธรรมทางวิชาการ  มากกว่าผลงานของสมองและสติปัญญาระดับการใช้ความรู้นั้น  เราจะต้องใส่ใจกับการคุยและฟังเสียงหัวใจ ที่คิดและเข้าใจกันด้วยพื้นฐานความเป็นมนุษย์ เลยทีเดียว.