หลายต่อหลายเรื่อง ก็ร่วมเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมวางแนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมประเพณีประจำปีของจังหวัดมหาสารคาม นั่นก็คือ “งานบุญเบิกฟ้าและกาชาด”

การประชุมที่ว่านั้นเป็นผลพวงมาจากการที่ทางจังหวัดมอบหมายให้มหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นต้นคิดเกี่ยวกับ “รูปแบบ” ของเรื่องขบวนแห่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 มกราคม 2552 โดยให้นำกรอบแนวคิดที่ได้นำเสนอต่อทุกภาคส่วนของจังหวัดอีกครั้ง

การประชุมครั้งแรกเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยผมได้รับการประสานจากผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย (สุนทร เดชชัย) หรือที่เรียกด้วยความเคารพส่วนตัวว่า “พี่ต่อ” ให้เข้ามาช่วยเป็นหนึ่งในทีมงานของการขบคิดเรื่องนี้

ความรู้สึกครั้งแรกของการเข้าไปยังห้องประชุมยังจำได้อย่างไม่ตกหล่น –
ทันทีที่เข้าไปยังห้องประชุมเล็ก ๆ ก้ถึงกลับแปลกใจอย่างมาก เพราะถึงแม้ผู้เข้าร่วมประชุมจะมีเพียง 3 – 4 คน หากแต่ละคนนั้นล้วนเป็นระดับ “บิ๊กๆ” กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นท่านรองคณบดีจากฝั่งคณะมนุษยศาสตร์ฯ ประธานโครงการจัดตั้งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ หรือแม้แต่ผู้บริหารจากโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ มมส …

เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ดูเหมือนมีผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ดูจะเป็นคน “ตัวเล็ก” ที่สุด  ไม่มียศฐานบรรดาศักดิ์ใดๆ ในทางการงานที่พอจะเทียบเคียงท่านเหล่านั้นได้ จึงได้แต่ปลอบใจตัวเองให้มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ และปลุกเร้าให้ตัวเอง “ใจดีสู้เสือ” ไปพรางๆ และนั่งนิ่งคอยรับฟังให้มากที่สุด เมื่อสบโอกาสถึงค่อยนำความคิดของตัวเองขยับเข้าสู่กระบวนการของการระดมความคิดแบบค่อยเป็นค่อยไป

ภายหลังการประชุมเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ บรรยากาศแห่งการพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายๆ ไม่มีการถือยศถืออย่าง แต่ละคนต่างให้เกียรติความคิดซึ่งกันและกัน และเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้มีตัวตนในสิ่งที่ตัวเองนำเสนออย่างเต็มที่

 

เราต่างพยายามสังเคราะห์รูปขบวนของ “บุญเบิกฟ้า” อย่างช้า ๆ เพราะทราบว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ปรารถนาให้นำเสนอรูปแบบที่ซ้ำ ๆ กับทุก ๆ ปี ซึ่งหมายถึงการนำคำขวัญของจังหวัดมาเป็นแกนหลักของการนำเสนอในขบวนแห่

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ เราจึงเริ่มต้นจากการกำหนดกรอบแนวคิดโดยภาพรวมขึ้นมาในทำนองว่าการนำเสนอแนวคิดที่อันเป็นอัตลักษณ์ของ “บุญเบิกฟ้า” ที่ประกอบด้วยความเป็นศิริมงคลแห่งการเริ่มฤดูกาลของการเพาะปลูก ความบันเทิงเริงใจของชาวเมืองและผนวกเข้ากับความเป็นเมืองมหาสารคาม ซึ่งสกัดออกมาจากคำขวัญของจังหวัด

ด้วยวิธีคิดเช่นนั้น เราจึงกำหนดหน้าตาและเนื้อหาของขบวนแห่บุญเบิกฟ้าใน 7 ลักษณะ หรือ 6 ขบวน ดังนี้

1. เบิกฟ้ามหาสารคาม : เป็นขบวนที่สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ความเป็นมาของงานบุญเบิกฟ้า และเชื่อมโยงกลับไปสู่คติความเชื่อของชาวอีสานที่ร้อยรัดอยู่อย่างแน่นหนากับวิถีธรรมชาติในฤดูกาลแห่งการเพาะปลูก เป็นต้นว่า “เสียงฟ้าเสียงฝน” “พืชผลไร่สวน” หรือคามสำคัญของพระแม่โพสพ เป็นต้น

2.หลากหลายงานบุญ : เป็นขบวนที่สื่อสะท้อนให้เห็นถึงภาพชีวิตของชาวเมือง
มหาสารคามที่ดำเนินไปตามขนบของ “ฮีตสิบสอง คองสิบสี่” ซึ่งขบวนนี้ไม่เพียงสื่อให้เห็นวิถีวัฒนธรรมแต่เฉพาะชาวมหาสารคามเท่านั้น แต่ยังรวมความไปถึงความเป็น “ชาวอีสาน” ด้วยเช่นกัน

3.เพิ่มพูนการศึกษา : เป็นขบวนที่เน้นการนำเสนอให้เห็นประวัติศาสตร์ หรือพัฒนาการทางด้านการศึกษาของเมืองมหาสารคาม ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนได้รับการขนานนามว่า “ตักสิลานคร” และเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในด้านของการผลิตบัณฑิตออกรับใช้สังคม

4.ล้ำค่าอารยธรรม : เป็นขบวนที่แสดงให้เห็นว่าเมืองมหาสารคามเป็นเมืองแห่งเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ทรงคุณค่า หลากหลายด้วยโบราณสถานและโบราณวัตถุ อาทิ พระธาตุนาดูน (พุทธมณฑลอีสาน) ปราสาท หรือกู่ต่างๆ รวมถึงการสะท้อนให้เห็นภาพของจังหวัดที่ได้รับการเรียกขานว่า “สะดืออีสาน” เป็นต้น

5.ลิศล้ำภูมิปัญญา : เป็นขบวนที่นำเอาเรื่องราวในทางภูมิปัญญาของชาวมหาสารคามมาผูกร้อยเป็นเรื่องราวในขบวนแห่ ซึ่งเน้นไปยังภูมิปัญญาที่ยกระดับขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในสัญลักษณ์ของท้องถิ่น และสื่อให้เห็นความภาคภูมิใจและความผูกพันที่มีต่อบรรพชน เช่น เรื่องราวของผ้าไหมมัดหมี่ลายสร้อยดอกหมาก เสื่อกกบ้านแพง ผ้าทอมือหนองเขื่อนช้าง ผ้าลายเกล็ดเต่าบ้านหนองหิน

6.ตักสิลารื่นรมย์ : ขบวนนี้เป็นขบวนที่เน้นให้เห็นบรรยากาศของชาวเมืองที่รักความ รื่นเริงและเป็นกันเองกับคนทุกท้องถิ่น ทุกเชื้อชาติ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองที่มีความสุขที่สุดของประเทศไทย โดยขบวนนี้จะะสื่อให้เห็นถึงการอยู่ร่วมอย่างสันติ ความกลมเกลียวสนิทแน่น และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งชาวอีสาน ชาวญ้อจากเมืองลาว ชาวจีน เวียดนาม เกาหลี ซึ่งมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้รับผิดชอบขบวนนี้ และนำเสนอภายใต้ความสนุกสนาน เบิกบานและรื่นรมย์อย่างมีวัฒนธรรม

นั่นคือผลสรุปของการหารือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในวันนั้น
หลายเรื่องที่ผมไม่รู้ก็มีโอกาสได้รู้จากเวทีตรงนั้น และหลายเรื่องก็กลายมาเป็นเครื่องประดับปัญญาของตัวเองไปโดยปริยาย ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่า แนวคิดดังกล่าวนี้ ทุกภาคส่วนของจังหวัดให้ความเห็นชอบและกำหนดให้แต่ละภาคส่วนได้นำไปจัดเตรียมกันให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้

    สำหรับผมแล้ว …
    การได้เป็นต้นเรื่องในการนำเสนอแนวคิดในขบวนที่ 3 – 5 ซึ่งหมายถึงการเสนอรูปแบบและคำจำกัดความเช่นนั้น ทำให้ตัวเองอดที่จะส่งยิ้มเป็นรางวัลให้กับตัวเองอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้

    ในทำนองเดียวกันนี้ การได้เป็นส่วนหนึ่งในเวทีของการร่วมคิดกับผู้หลักผู้ใหญ่เช่นนี้ ถือเป็นเกียรติสำหรับตัวเองเป็นอย่างสูง แทบไม่น่าเชื่อว่าความคิดเล็กของคนตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะมีโอกาสเป็นตัวเป็นตนในเวทีเช่นนี้ได้ และผู้หลักผู้ใหญ่ในเวทีที่ว่านี้ ก็ใจกว้างเหมือนแม่น้ำ ไม่มีกำแพงทางความคิด ตรงกันข้ามมีอะไรก็แต่งเติมและปรับแต่งอย่างเป็นมิตร


    ขณะเดียวกันหลายต่อหลายเรื่อง ก็ร่วมเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน จนผมรู้สึกได้อย่างไม่กังขาว่า เวทีแห่งการหารือกันนี้ได้พัฒนาตัวผมเองไปอย่างแนบเนียน

    และนี่ก็คือ การงานอันแสนงามของชีว ตที่เพิ่งผ่านพ้นมาเพียงไม่กี่วันของผมเอง

     

     

    หัวหมาก, กรุงเทพฯ
    กีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย , หัวหมากเกมส์

    11 มกราคม 2552