ผมรู้จัก “เชียงแสน” ผ่านเรื่องราว เล่าขาน ถึง “การต่อสู้ของคนท้องถิ่น ในการอนุรักษ์ ชะลอความเจริญจากการเข้ารุกของกระแสทุน”   และไม่นานมานี้ มีข่าวคราวการจัดวางเมืองเชียงแสน “เพชรเม็ดงาม” ของล้านนาที่อยู่เหนือสุด ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ปัญหาต่างๆจากการรุกคืบของนายทุน ความพยายามในการพิจารณาพื้นที่ก่อสร้าง โครงการนิคมอุตสาหกรรมและสถานีขนถ่ายสินค้า (ICD)  เป็นพื้นที่ ๓,๐๐๐ ไร่ ในเขต ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน ของบริษัทไทยจีนพัฒนา อันเป็นการร่วมทุนไทยจีนในนามกลุ่มปภามาศ ด้วยเหตุผล คือ จีนได้เลือกแล้วและกำหนดไว้แล้วว่า อยู่ห่างจากท่าเรือแม่น้ำโขงไม่เกิน ๓๐ กม. แผนการดำเนินการโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณลงทุนก่อสร้างประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท สามารถรองรับโรงงานอุตสาหกรรมได้ประมาณ ๑๐๐โรง มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ ๑แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมด้านเวชภัณฑ์ อัญมณี อิเล็กทรอนิกส์ ตัดเย็บเสื้อผ้า และเครื่องจักรกล

ย่างไรก็ตาม แม้ว่าจำนวนชาว ต.ศรีดอนมูล ที่ออกมาคัดค้านโครงการจะมีจำนวนเพียงน้อยนิดหากเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งตำบลที่มีเกือบ ๕ หมื่นคน ทว่า เหตุผลในการคัดค้านครั้งนั้นกลับได้รับการหนุนเสริมจากสาธารณะรวมทั้งประชาชนใน จ.เชียงรายอย่างล้นหลาม

จนในที่สุดช่วงต้นเดือน ธ.ค.๔๗  นายพินิจ จารุสมบัติ และ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะทำงานที่ ครม.มอบหมาย (ในขณะนั้น) ให้เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวมีข้อสรุปจากการประชุมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องว่า ควรให้ย้ายพื้นที่ดำเนินการจาก อ.เชียงแสนไปยังพื้นที่อื่นเพราะต้องการอนุรักษ์ อ.เชียงแสนไว้ในฐานะเป็นเมืองเก่าตามที่ชาวบ้านเรียกร้อง

 

แต่กระแสการต่อต้าน “นิคมอุตสาหกรรม” ก็เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลของคนท้องถิ่น ที่อ้างถึงข้อโต้แย้งเรื่องความไม่เหมาะสมของพื้นที่ที่จะทำลายเมืองโบราณเชียงแสนอันล้ำค่า เพราะนิคมอุตสาหกรรมกับเมืองโบราณเป็นการใช้สอยพื้นที่ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

“ที่รัฐบาลมองว่า เชียงแสนคือเพชรเม็ดงามนั้น แต่ในความรู้สึกของผมมองว่า เชียงแสนเป็นเหมือนหญิงพรหมจรรย์ที่กำลังถูกกระทำชำเราอยู่ในขณะนี้ เพราะต่างได้รับผลกระทบทั้งทางวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ที่ผลพวงมาจากการค้าเสรีทั้งหมด แล้วมันจะเป็นมรดกโลกได้อย่างไร ในเมื่อในขณะนี้ มีร้านนวดแผนโบราณอยู่กระจัดกระจายเต็มเมืองเชียงแสน บางร้านอยู่ตรงข้ามกับวัดและโรงเรียน อีกทั้ง ไม่ว่าการพัฒนาและการอนุรักษ์เมืองเชียงแสน ล้วนเป็นการเข้ามาควบคุมการจัดการปกครองโดยรัฐส่วนกลาง ทำอย่างไรจึงจะให้ชุมชนได้เข้าไปมีส่วนร่วม มีการบูรณาการกันอย่างแท้จริง ทุกวันนี้ เชียงแสนมีนโยบายโครงการเพียบ แต่การทำงานพังพับเรียบ  

อ.มิติ ยาประสิทธิ์ กล่าวในบทสัมภาษณ์ของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับหนึ่ง

Dscf2771

.มิติ ยาประสิทธิ์ - กลุ่มรักษ์เชียงแสน

ผมไม่ได้รู้จักอาจารย์มิติ เป็นการส่วนตัว แต่ศรัทธาในอุดมการณ์การทำงานภาคประชาสังคมที่มีกระบวนการสร้างวาทกรรมการพัฒนา พร้อมกับกำหนดชะตากรรมของตนเอง ผมเคยได้รับการติดต่อจากอาจารย์มิติครั้งหนึ่งผ่านจดหมายอิเลกทรอนิกส์ และการให้ข้อเสนอแนะผ่านบันทึกของผมในเวปบล็อก gotoknow ในบางบันทึก ...และตรงนั้นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการประสานขอเข้ามาเรียนรู้กระบวนการทำงานภาคประชาสังคมของชาวเชียงแสน โดยการประสานงานผ่าน อาจารย์มิติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข(สสสส.) รุ่นที่๑ สถาบันพระปกเกล้า

เป็นโอกาสที่ดีของ ักศึกษาหลักสูตร ๔ส. รุ่นที่ ๑ ภายใต้การนำของ  พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ได้เปิดโอกาสให้ นศ.เข้าไปร่วมเรียนรู้กับภาคประชาสังคม ที่เรียกตัวเองในนาม “กลุ่มรักษ์เชียงแสน” และผมได้ประสานงานการศึกษาดูงานครั้งนี้โดยตรงกับ อ.มิติ นับเป็นความคุ้นเคยที่เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่ผมเคารพ จากที่ไม่เคยพบตัวจริงของท่านแม้แต่ครั้งเดียว ความเป็นกัลยาณมิตรของท่านทำให้การประสานงานครั้งนี้เรียบร้อยและเตรียมพร้อมสำหรับการศึกษาดูงาน ด้วยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบปราณีต ง่าย และงาม

Dscf2765

ประเด็นที่ตั้งไว้สำหรับ นศ.พระปกเกล้าในกลุ่มที่เข้าไปศึกษาดูงาน ได้กำหนดไว้ในหัวข้อ “การปลุกสำนึกท้องถิ่น และการแสวงหาทางเลือกในการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น”  โดยมีเวลาในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงประเด็นกับกลุ่มรักษ์เชียงแสน รวมไปถึงการชมเมืองเชียงแสน เป็นเวลาครึ่งวัน แม้จะเป็นเวลาที่ไม่มากนัก แต่ก็พยายามจัดสรรเวลา พื้นที่ในการแลกเปลี่ยน ระหว่างนักศึกษากับ ภาคประชาสังคมที่เชียงแสนให้มากที่สุด

Dscf2758

กระบวนการโดยคร่าวๆที่กำหนดไว้ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ การชมวิถีชีวิตเมืองโบราณโดยรถไฟฟ้า ผ่านคำบอกเล่าของผู้นำชมเมืองซึ่งเป็นคนท้องถิ่น และส่วนที่สองเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การระดมความคิด ระหว่างคนนอกกับคนพื้นที่

ด้วยทุนทางสังคม และประสบการณ์ของกลุ่มนักศึกษาหลักสูตร ๔ ส.  ผนวกเข้ากับ การเคี่ยวกรำประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย กระบวนการ “ปลุกจิตสำนึกคนท้องถิ่น” ของกลุ่มรักษ์เชียงแสน กระบวนการในเวที ผมเห็น ส่วนขาด และ สิ่งที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน เป็นความงามของการปะทะสังสรรค์ของความคิดที่มุ่งให้ทางเลือกที่เหมาะสมทั้งพื้นที่และสังคมที่กว้างระดับสากล

และคำตอบสุดท้าย...หากจะต้านทานกระแสทุน ขยายกิจการข้ามพรมแดนภายใต้ระบบตลาดและทุนนิยมแบบสร้างส่วนเกิน (Surplus Capitalism)  ที่สร้างความแปลกแยกในผู้คนท่ามกลาง “การพัฒนาทางเศรษฐกิจ” และ “ความขัดแย้งทางสังคม”  ที่มักจะสวนทางกันตลอดเวลา แน่นอนว่า การกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง เป็นสิทธิอันชอบธรรมของ เจ้าของบ้านแต่กระบวนการที่น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับยุคสมัย และสมดุล เป็นประเด็นที่ควรดีรับการพิจารณาร่วมกัน นับว่าเป็นปรากฏการณ์หนึ่งของการสร้างจิตสำนึกการมีส่วนร่วมของชุมชน

Dscf2789

...

วันนี้ภาคประชาสังคม ที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มรักษ์เชียงแสน” กำลังเร่งสร้างจิตสำนึกให้กับคนท้องถิ่น ผลักจุดแข็งอันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมโบราณ ผ่านรากเหง้าความภูมิใจของชาวเชียงแสน เพื่อแปรเป็นพลังในการต่อสู้เพื่อคงอยู่ของความเป็นเชียงแสน ควบคู่ไปกับกระแสการพัฒนาได้อย่างสมดุล

 Dscf2766

เชียงแสนแสนรุ่งครั้ง ปางบรรพ์

อาณาจักรสำคัญ แผ่กว้าง

ไทยรวมร่วมพลังกัน เกินแกร่ง

พิฆาตไล่ศัตรูคว้าง สยบใต้เชียงแสน”

 


 

 

อ้างอิงข้อมูล

 

[๑] http://www.prachatai.com/news/show.php?Category=pn&No=2526

[๒] http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=2399&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai

[๓] หนังสือผู้เฒ่าเล่าขาน ตำนานเมืองเชียงแสน จัดพิมพ์โดย กลุ่มรักษ์เชียงแสน,สำนักพิมพ์ง่ายงาม,กันยายน ๒๕๔๙

 

ขอบคุณ

J กลุ่มรักษ์เชียงแสน

J อ.มิติ ยาประสิทธิ์

J กลุ่มศึกษาดูงาน (กลุ่มที่ ๒) ักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๑ สถาบันพระปกเกล้า

J พล.ต.ธวัชชัย สมุทรสาคร  ที่ท่านได้ซื้อหนังสือผู้เฒ่าเล่าขาน มอบให้ผม

 


 

การศึกษาดูงาน กรณีศึกษา ภาคเหนือ เชียงราย - สิบสองปันนา

หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง "การเสริมสร้างสังคมสันติสุข" รุ่นที่ ๑ สถาบันพระปกเกล้า

วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ - วันจันทร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๑

 


 

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

นนทบุรี

๒๖ ธ.ค.๕๑


เพลงเชียงแสน