Humanized Society Movement Strategy: Education

หลังจากสองสามวัน ก็ขอ "ตกตะกอน" ออกมาอีกสักหนึ่งบทความ

แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ จะเป็นอย่างไร? ใครเป็นคนทำ หรือรับผิดชอบ? จะวัด จะประเมินอย่างไร?

อ.วรภัทร์เรียกสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ว่า คณะกรรมการความสุขแห่งชาติ ก็ได้ใจความกระทัดรัดดี อ.อำพลถาม/เปรย ตอน AAR ว่า เอ... ตกลงมันน่าจะเป็นงานของใครหนอ อ.ไพบูลย์ให้กำลังใจว่าก็คงจะต้องทำต่อไป ช่วยๆกันทำต่อๆไป อ.มงคลเสนอแนะกลยุทธ์วิธีการมีสตินำยุทธศาสตร์

การศึกษา

การศึกษาเป็นการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ก็ยังไม่มีการเรียนรู้อะไรเกิดขึ้น ฉะนั้น เราไม่ควรเกรงกลัวการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่การเผชิญกับอะไรที่เรา "ยัง" ไม่รู้ ไม่เข้าใจ นั้น อาจจะต้องอาศัยพื้นฐานทางจิตของคนที่มีการปรับปรุงเรื่อง "ความกลัว" มาพอสมควรที่จะทราบว่าเราพึงจะเข้าหาด้วยอาการอย่างไร

อ.วรภัทร์ถามผมว่า มี references อะไรที่พูดถึงเรื่องนี้ไหม การจัดการความกลัว ผมนึกๆดู แม้แต่ Theory U ของ Otto Scharmer ที่ได้นำมาใช้ใน workshop สุนทรียสนทนามากมาย ก็ยังไปทางการเสริม will หรือเจตจำนง สร้างความกล้าหาญทางคุณธรรม อย่างที่ Stephen Batchlor เขียนใน Buddhism without Belief แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่จะ address ลงไปที่ "ความกลัว" ตรงๆ ตัวตนหลากหลายใน Voice Dialogue ของ Drs Stone ก็เต้นรำอยู่รอบๆความกลัวตรงนี้ Voice of Fear ซึ่งจะเป็นด่านสุดท้ายของ Presencing

หรือว่า "ความกลัว" ก็เหมือนกับ "มาร" ก็คือ เราจะพิชิตมันเพียงการเอ่ยปาก "ความกลัวเอย จงไปเถิด เพราะเรารู้จักเจ้า" อย่างที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้พิชิตมารด้วยวิธีเดียวกัน คือ "รู้จักมาร" เราจึงควรจะเผชิญหน้ากับความกลัว ศึกษา ทำความเข้าใจ และในที่สุดเมื่อเรารู้จักความกลัวที่สุดของเราเอง เราก็จะหมดซึ่งความกลัวอีกต่อไป?

เมื่อเรามองไปรอบๆเห็น "สื่อ" ที่กำลังป้อนทรัพยากรอาหารทางความคิด ความอ่านของประชาชน แล้วเรารู้สึกอย่างไรบ้าง?

จะเกิดอะไรขึ้นหากเรามีความ ignorance ปล่อยปละละเลยให้สื่อต่างๆในสังคมเป็นไปโดยแรงผลักดันภายในที่ไม่ได้มีสติ มีความตื่นรู้ มองเห็นสิ่งที่ได้ทำลงไป?

ผมเคยคุยกับนักศึกษาแพทย์จากลาวท่านหนึ่ง เขาบอกว่าตอนแรกที่เขารู้จักเมืองไทย โดยการชมภาพยนต์ ก็มี image ว่าคนไทยนี่ส่วนใหญ่คงจะรวย มีบ้านใหญ่ๆ หรูๆ ทุกคนมีคนรับใช้ มี side-kick และว่างพอที่จะอิจฉาริษยากันในเรื่องการหาคู่ ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของ soap opera ที่ฉายตามโทรทัศน์ รายการโชว์ต่างๆ เน้นการเสี่ยงโชค รวยเร็ว รวยดี สะท้อนการทำงานเพียงสั้นๆแต่ได้ผลตอบแทนเยอะๆ สามารถเก็บเงินแสน เงินล้าน ได้ในเวลาไม่กี่เดือน ตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ

สิ่งเหล่านี้จะตกตะกอนลงไปในสังคมอย่างไรบ้าง?

เรามีรายการจำนวนมากที่สนับสนุน ส่งเสริม judgmental attitude ใครชอบใคร ไม่ชอบใคร ก็ vote ให้ หรือ vote ออก สิ่งเหล่านี้ทำให้เราคุ้นชินกับการพยายามกำจัดคนที่เราไม่ชอบ มากกว่าพยายามมองหาคุณค่าของคนอื่นหรือไม่ ก็น่าคิดใคร่ครวญต่อ?

ใครเป็นห่วงโซ่ที่อ่อนแอ ก็เขี่ยทิ้ง ตัดออก ใครที่คิดไม่ตรงกับเราและเราไม่ชอบ เราก็หาทางเอาออกจากสมการ จากสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้จะตกตะกอนลงไปในสังคมอย่างไรบ้าง?

เราตื่นเต้นยินดีกับวัฒนธรรมที่ความเห็นของผู้น้อย หรือเด็ก ก็สามารถแสดงออกได้ แต่เราได้นำมาผสมผสานกับมารยาท วัฒนธรรมเก่าแก่ของไทย ของเราแล้วหรือยัง หรือว่าเรารับสิ่งใหม่ๆเหล่านี้เข้ามาโโยไม่ได้บูรณาการกับคุณค่า รากเหง้า ความดีแต่ดั้งเดิมของเราเสียก่อน? มีทางไหมที่เราจะทำให้เกิด equity ของการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ โดยคงไว้ในขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่ต้องรับเอากิริยามารยาทต่ำทราม จาบจ้วง มาด้วย? เราจะได้ลดอุบัติการณ์การเดิน "ถากหัว" ผู้ใหญ่ในสังคมลง (เดี๋ยวนี้เขาไม่เดินค้ำกันแล้วครับ) อะไรจะเป็นข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัด ข้อส่งเสริม ของสิ่งต่างๆเหล่านี้ เราได้คิด ได้ใคร่ครวญ หรืออย่างน้อยที่สุด ได้ให้เวลากับมันเพื่อที่จะไตร่ตรองให้ดีพอแล้วหรือไม่? หรือเรา busy เกินไป ไม่มีเวลา ต้องเร่งรีบทำอะไรอย่างอื่นต่อ?

ในความเป็นมนุษย์ที่แท้ เรามีความแตกต่างกันเป็น​ "ต้นทุน" แต่ในสังคมที่จัดลำดับ จัดความสำคัญ จะมี hierachy ว่าใครเหนือใคร ใครดีที่สุด ดีกว่า แทบจะไม่มีช่องว่างให้กลางๆ หรือต่ำๆ ได้หายใจหายคอ สิทธิของคนด้อยโอกาสกลายเป็นสิทธิที่จะได้รับทานที่โปรยลงมาจากคนที่มีโอกาส กลายเป็น asset ที่หลงให้คุณค่าว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แทนที่จะแสวงหา "การสร้างโอกาส" หรือการพัฒนาความเพียงพอในบริบทต่างๆให้มากขึ้น ตรงตามที่มีอยู่จริง?

ทำไมเวลาเรียน เราถึงแสวงหา excellence เราถึงได้ชิงชัง mediocre หรืออะไรที่ plainๆ กลางๆ ทำไมเวลามีโปรเจคอะไรก็ตาม facilitator จึงต้องแนะนำเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด แทนที่จะเปิดโอกาสให้ช่องว่างแห่งการเติบโตนั้นเป็นของผู้เรียน ที่จะประเมินตนเองว่า น่าจะทำให้ดีกว่าเดิมได้ด้วยวิธีอะไร ที่มีอยู่นี้ มันเป็นสิิ่งที่เต็มศักยภาพแล้วหรือยัง หรือ สำคัญกว่านั้น เราอาศัยพึงพาคนอื่นอย่างไรบ้าง เราจึงได้มีผลงานระดับนี้ อะไรเป็นตัวที่ "เติม" เราให้มากกว่าเราเพียงลำพัง​?

และเราตั้งชื่อ "เกียรตินิยม" นั้น เราได้ใคร่ครวญมากขนาดไหนว่า "อะไรคือเกียรติ" อะไรคือศักดิ์ศรี เพราะเมื่อถึงเวลา ที่เราอยากจะตายอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีนั้น ดูเหมือนว่าไอ้เกียรตินิยมที่แขวนอยู่นั้น มันไม่ได้เอามาเสริมให้เราได้อย่างที่เราอยากจะได้สักเท่าไร

และเรารู้สึกถึง​ "เกียรตินิยม" จริงๆรึเปล่า ตอนที่เราได้รับใบที่ว่านี้มา (พร้อมๆกับเพื่อนอีกประมาณ 50 คน)

และที่ทำงานที่รับ "เกียรตินิยม" เข้ามานั้น รู้สึกว่าเราได้มีความงดงามมากขึ้นของหน่วยงานจริงหรือไม่? มีเกียรติมากขึ้นจริงหรือไม่?

หรือไม่?..........

อะไรที่เรากำลัง "ปลูกฝัง" ให้แก่เยาวชน หรือ อนาคตของประเทศชาติ ในขณะนี้?

การแซงคิว การเอารัดเอาเปรียบ การประชดประชัน ภาษากเฬวราก อัตตา ความเห็นแก่ตัว การเอาตัวรอด ความดุดัน ความรุนแรง โกหก ตลบแตลง หัวหมอ ศรีธนญชัย

ความเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ ความดี ความกตัญญู มารยาท ความนอบน้อมถ่อมตน ความสุภาพ ความเรียบร้อย ความกล้า การลงมือกระทำ ความซื่อสัตย์

มองไปรอบๆตัว นอกเหนือจากในห้องเรียนแล้ว เรามองเห็นความเป็นไป สิ่งแวดล้อม บริบททีแท้ ในทิศทางไหนบ้าง? และ "ใคร" เป็นคนทำ และ "เราได้ทำอะไรกับมัน" บ้าง?

เราให้คุณค่ากับการประเมิน การตัดสินคน ลงไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการศึกษาเยอะมาก โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม การเรียน การศึกษา หมดความสนุก หมดความหมายที่สำคัญกับชีวิตไปหลายๆด้าน ทั้งในแง่ที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า "งานคือการปฏิบัติธรรม" และความสนุกในการเรียนรู้ คนหลายๆคนเรียนโดยภาวะบีบคั้น แข่งขัน จำเป็น และปากกัดตีนถีบ

การทำงานเป็นทีมจะเกิดต่อเมื่อมี assignment ไม่งั้นแต่ละคนจะใช้เวลากับตัวเองค่อนข้างเยอะ และบางครั้ง "ทีม" ก็เป็นเพียงนามธรรม มีคนทำงานไม่กี่คน ที่เหลือยังไม่มีส่วนร่วมหรือพยายามจะร่วมมากนัก มีการขาดทักษะในการสื่อสารและความหมายของทีมไปอย่างมาก

ตอนผมอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เคยเจอเพื่อนมีลูกชาย อายุประมาณ 10-12 ปี เอาการบ้านมาให้ดู​ เป็นวิชาภูมิศาสตร์ assignment คือ ให้ออกแบบถนนภายในเมืองที่นักเรียนอาศัยอยู่ โดยให้เป็น environmental friendly เด็กก็จัดแจงไป download satellite image ของ google earth ของเมืองที่บ้านเขาอยู่ เห็นภูเขา เห็นแม่น้ำ เห็นโรงงาน โรงเรียน เขตอุตสาหกรรม แล้วก็ละเลงแปลนถนนเอง ทำไป ถามแม่ไปว่าดีไหม เพราะอะไร เป็นการเรียน integrate ที่ชัดเจน ตามบริบทจริง ใช้ IT ตามสมัย และเสริมความคิดอย่างแรง

assignment ของเรา เห็นให้ไปค้น รำวงมาตรฐาน 10 ท่าบ้าง บทความบ้าง แต่ไม่เห็นมี session ที่จะให้เด็กนำมาต่อยอดเลย เราต้องคอยเช็ค คอยถามเอง พอใกล้สอบ ปรากฏว่าก็มีตัวอย่างข้อสอบมาให้ลองทำเป็นชุดๆ ปลูกฝังการใช้โพยแต่เด็กๆเลย

ทำไมเราจึงไม่เอา materials ของท้องถิ่น งานเทศกาลกินเจหาดใหญ่มาเรียนเรื่องวัฒนธรรม การมีมุสลิมและพุทธอยู่ด้วยกัน มาเรียนการบูรณาการ การใช้ IT มาขยายศักยภาพ ไม่ใช่เอามาเพื่อความสะดวกสบายเท่านั้น? เรื่องเล่าเร้าพลัง น่าจะเป็น materials การสอนที่ทรงพลัง มากเสียยิ่งไปกว่าชาดก หรือนิทานเสียอีก เอาข่าวคราวบ้านเมือง การเมือง มาจัดเป็นเวทีสนทนาให้เกิดความคิด ถกเถียงอย่างมีศิวิไลซ์ และฟังความต่างได้โดยไม่เกลียดกัน

ลงไปในการศึกษา

และการเติบโตของบัณฑิต

หรืออนาคตของประเทศเรา