Humanized Society Movement Strategy: Education
หลังจากสองสามวัน ก็ขอ "ตกตะกอน" ออกมาอีกสักหนึ่งบทความ
แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ จะเป็นอย่างไร? ใครเป็นคนทำ หรือรับผิดชอบ? จะวัด จะประเมินอย่างไร?
อ.วรภัทร์เรียกสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ว่า คณะกรรมการความสุขแห่งชาติ ก็ได้ใจความกระทัดรัดดี อ.อำพลถาม/เปรย ตอน AAR ว่า เอ... ตกลงมันน่าจะเป็นงานของใครหนอ อ.ไพบูลย์ให้กำลังใจว่าก็คงจะต้องทำต่อไป ช่วยๆกันทำต่อๆไป อ.มงคลเสนอแนะกลยุทธ์วิธีการมีสตินำยุทธศาสตร์
การศึกษา
การศึกษาเป็นการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ก็ยังไม่มีการเรียนรู้อะไรเกิดขึ้น ฉะนั้น เราไม่ควรเกรงกลัวการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่การเผชิญกับอะไรที่เรา "ยัง" ไม่รู้ ไม่เข้าใจ นั้น อาจจะต้องอาศัยพื้นฐานทางจิตของคนที่มีการปรับปรุงเรื่อง "ความกลัว" มาพอสมควรที่จะทราบว่าเราพึงจะเข้าหาด้วยอาการอย่างไร
อ.วรภัทร์ถามผมว่า มี references อะไรที่พูดถึงเรื่องนี้ไหม การจัดการความกลัว ผมนึกๆดู แม้แต่ Theory U ของ Otto Scharmer ที่ได้นำมาใช้ใน workshop สุนทรียสนทนามากมาย ก็ยังไปทางการเสริม will หรือเจตจำนง สร้างความกล้าหาญทางคุณธรรม อย่างที่ Stephen Batchlor เขียนใน Buddhism without Belief แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่จะ address ลงไปที่ "ความกลัว" ตรงๆ ตัวตนหลากหลายใน Voice Dialogue ของ Drs Stone ก็เต้นรำอยู่รอบๆความกลัวตรงนี้ Voice of Fear ซึ่งจะเป็นด่านสุดท้ายของ Presencing
หรือว่า "ความกลัว" ก็เหมือนกับ "มาร" ก็คือ เราจะพิชิตมันเพียงการเอ่ยปาก "ความกลัวเอย จงไปเถิด เพราะเรารู้จักเจ้า" อย่างที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้พิชิตมารด้วยวิธีเดียวกัน คือ "รู้จักมาร" เราจึงควรจะเผชิญหน้ากับความกลัว ศึกษา ทำความเข้าใจ และในที่สุดเมื่อเรารู้จักความกลัวที่สุดของเราเอง เราก็จะหมดซึ่งความกลัวอีกต่อไป?
เมื่อเรามองไปรอบๆเห็น "สื่อ" ที่กำลังป้อนทรัพยากรอาหารทางความคิด ความอ่านของประชาชน แล้วเรารู้สึกอย่างไรบ้าง?
จะเกิดอะไรขึ้นหากเรามีความ ignorance ปล่อยปละละเลยให้สื่อต่างๆในสังคมเป็นไปโดยแรงผลักดันภายในที่ไม่ได้มีสติ มีความตื่นรู้ มองเห็นสิ่งที่ได้ทำลงไป?
ผมเคยคุยกับนักศึกษาแพทย์จากลาวท่านหนึ่ง เขาบอกว่าตอนแรกที่เขารู้จักเมืองไทย โดยการชมภาพยนต์ ก็มี image ว่าคนไทยนี่ส่วนใหญ่คงจะรวย มีบ้านใหญ่ๆ หรูๆ ทุกคนมีคนรับใช้ มี side-kick และว่างพอที่จะอิจฉาริษยากันในเรื่องการหาคู่ ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของ soap opera ที่ฉายตามโทรทัศน์ รายการโชว์ต่างๆ เน้นการเสี่ยงโชค รวยเร็ว รวยดี สะท้อนการทำงานเพียงสั้นๆแต่ได้ผลตอบแทนเยอะๆ สามารถเก็บเงินแสน เงินล้าน ได้ในเวลาไม่กี่เดือน ตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ
สิ่งเหล่านี้จะตกตะกอนลงไปในสังคมอย่างไรบ้าง?
เรามีรายการจำนวนมากที่สนับสนุน ส่งเสริม judgmental attitude ใครชอบใคร ไม่ชอบใคร ก็ vote ให้ หรือ vote ออก สิ่งเหล่านี้ทำให้เราคุ้นชินกับการพยายามกำจัดคนที่เราไม่ชอบ มากกว่าพยายามมองหาคุณค่าของคนอื่นหรือไม่ ก็น่าคิดใคร่ครวญต่อ?
ใครเป็นห่วงโซ่ที่อ่อนแอ ก็เขี่ยทิ้ง ตัดออก ใครที่คิดไม่ตรงกับเราและเราไม่ชอบ เราก็หาทางเอาออกจากสมการ จากสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้จะตกตะกอนลงไปในสังคมอย่างไรบ้าง?
เราตื่นเต้นยินดีกับวัฒนธรรมที่ความเห็นของผู้น้อย หรือเด็ก ก็สามารถแสดงออกได้ แต่เราได้นำมาผสมผสานกับมารยาท วัฒนธรรมเก่าแก่ของไทย ของเราแล้วหรือยัง หรือว่าเรารับสิ่งใหม่ๆเหล่านี้เข้ามาโโยไม่ได้บูรณาการกับคุณค่า รากเหง้า ความดีแต่ดั้งเดิมของเราเสียก่อน? มีทางไหมที่เราจะทำให้เกิด equity ของการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ โดยคงไว้ในขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่ต้องรับเอากิริยามารยาทต่ำทราม จาบจ้วง มาด้วย? เราจะได้ลดอุบัติการณ์การเดิน "ถากหัว" ผู้ใหญ่ในสังคมลง (เดี๋ยวนี้เขาไม่เดินค้ำกันแล้วครับ) อะไรจะเป็นข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัด ข้อส่งเสริม ของสิ่งต่างๆเหล่านี้ เราได้คิด ได้ใคร่ครวญ หรืออย่างน้อยที่สุด ได้ให้เวลากับมันเพื่อที่จะไตร่ตรองให้ดีพอแล้วหรือไม่? หรือเรา busy เกินไป ไม่มีเวลา ต้องเร่งรีบทำอะไรอย่างอื่นต่อ?
ในความเป็นมนุษย์ที่แท้ เรามีความแตกต่างกันเป็น "ต้นทุน" แต่ในสังคมที่จัดลำดับ จัดความสำคัญ จะมี hierachy ว่าใครเหนือใคร ใครดีที่สุด ดีกว่า แทบจะไม่มีช่องว่างให้กลางๆ หรือต่ำๆ ได้หายใจหายคอ สิทธิของคนด้อยโอกาสกลายเป็นสิทธิที่จะได้รับทานที่โปรยลงมาจากคนที่มีโอกาส กลายเป็น asset ที่หลงให้คุณค่าว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แทนที่จะแสวงหา "การสร้างโอกาส" หรือการพัฒนาความเพียงพอในบริบทต่างๆให้มากขึ้น ตรงตามที่มีอยู่จริง?
ทำไมเวลาเรียน เราถึงแสวงหา excellence เราถึงได้ชิงชัง mediocre หรืออะไรที่ plainๆ กลางๆ ทำไมเวลามีโปรเจคอะไรก็ตาม facilitator จึงต้องแนะนำเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด แทนที่จะเปิดโอกาสให้ช่องว่างแห่งการเติบโตนั้นเป็นของผู้เรียน ที่จะประเมินตนเองว่า น่าจะทำให้ดีกว่าเดิมได้ด้วยวิธีอะไร ที่มีอยู่นี้ มันเป็นสิิ่งที่เต็มศักยภาพแล้วหรือยัง หรือ สำคัญกว่านั้น เราอาศัยพึงพาคนอื่นอย่างไรบ้าง เราจึงได้มีผลงานระดับนี้ อะไรเป็นตัวที่ "เติม" เราให้มากกว่าเราเพียงลำพัง?
และเราตั้งชื่อ "เกียรตินิยม" นั้น เราได้ใคร่ครวญมากขนาดไหนว่า "อะไรคือเกียรติ" อะไรคือศักดิ์ศรี เพราะเมื่อถึงเวลา ที่เราอยากจะตายอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีนั้น ดูเหมือนว่าไอ้เกียรตินิยมที่แขวนอยู่นั้น มันไม่ได้เอามาเสริมให้เราได้อย่างที่เราอยากจะได้สักเท่าไร
และเรารู้สึกถึง "เกียรตินิยม" จริงๆรึเปล่า ตอนที่เราได้รับใบที่ว่านี้มา (พร้อมๆกับเพื่อนอีกประมาณ 50 คน)
และที่ทำงานที่รับ "เกียรตินิยม" เข้ามานั้น รู้สึกว่าเราได้มีความงดงามมากขึ้นของหน่วยงานจริงหรือไม่? มีเกียรติมากขึ้นจริงหรือไม่?
หรือไม่?..........
อะไรที่เรากำลัง "ปลูกฝัง" ให้แก่เยาวชน หรือ อนาคตของประเทศชาติ ในขณะนี้?
การแซงคิว การเอารัดเอาเปรียบ การประชดประชัน ภาษากเฬวราก อัตตา ความเห็นแก่ตัว การเอาตัวรอด ความดุดัน ความรุนแรง โกหก ตลบแตลง หัวหมอ ศรีธนญชัย
ความเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ ความดี ความกตัญญู มารยาท ความนอบน้อมถ่อมตน ความสุภาพ ความเรียบร้อย ความกล้า การลงมือกระทำ ความซื่อสัตย์
มองไปรอบๆตัว นอกเหนือจากในห้องเรียนแล้ว เรามองเห็นความเป็นไป สิ่งแวดล้อม บริบททีแท้ ในทิศทางไหนบ้าง? และ "ใคร" เป็นคนทำ และ "เราได้ทำอะไรกับมัน" บ้าง?
เราให้คุณค่ากับการประเมิน การตัดสินคน ลงไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการศึกษาเยอะมาก โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม การเรียน การศึกษา หมดความสนุก หมดความหมายที่สำคัญกับชีวิตไปหลายๆด้าน ทั้งในแง่ที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า "งานคือการปฏิบัติธรรม" และความสนุกในการเรียนรู้ คนหลายๆคนเรียนโดยภาวะบีบคั้น แข่งขัน จำเป็น และปากกัดตีนถีบ
การทำงานเป็นทีมจะเกิดต่อเมื่อมี assignment ไม่งั้นแต่ละคนจะใช้เวลากับตัวเองค่อนข้างเยอะ และบางครั้ง "ทีม" ก็เป็นเพียงนามธรรม มีคนทำงานไม่กี่คน ที่เหลือยังไม่มีส่วนร่วมหรือพยายามจะร่วมมากนัก มีการขาดทักษะในการสื่อสารและความหมายของทีมไปอย่างมาก
ตอนผมอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เคยเจอเพื่อนมีลูกชาย อายุประมาณ 10-12 ปี เอาการบ้านมาให้ดู เป็นวิชาภูมิศาสตร์ assignment คือ ให้ออกแบบถนนภายในเมืองที่นักเรียนอาศัยอยู่ โดยให้เป็น environmental friendly เด็กก็จัดแจงไป download satellite image ของ google earth ของเมืองที่บ้านเขาอยู่ เห็นภูเขา เห็นแม่น้ำ เห็นโรงงาน โรงเรียน เขตอุตสาหกรรม แล้วก็ละเลงแปลนถนนเอง ทำไป ถามแม่ไปว่าดีไหม เพราะอะไร เป็นการเรียน integrate ที่ชัดเจน ตามบริบทจริง ใช้ IT ตามสมัย และเสริมความคิดอย่างแรง
assignment ของเรา เห็นให้ไปค้น รำวงมาตรฐาน 10 ท่าบ้าง บทความบ้าง แต่ไม่เห็นมี session ที่จะให้เด็กนำมาต่อยอดเลย เราต้องคอยเช็ค คอยถามเอง พอใกล้สอบ ปรากฏว่าก็มีตัวอย่างข้อสอบมาให้ลองทำเป็นชุดๆ ปลูกฝังการใช้โพยแต่เด็กๆเลย
ทำไมเราจึงไม่เอา materials ของท้องถิ่น งานเทศกาลกินเจหาดใหญ่มาเรียนเรื่องวัฒนธรรม การมีมุสลิมและพุทธอยู่ด้วยกัน มาเรียนการบูรณาการ การใช้ IT มาขยายศักยภาพ ไม่ใช่เอามาเพื่อความสะดวกสบายเท่านั้น? เรื่องเล่าเร้าพลัง น่าจะเป็น materials การสอนที่ทรงพลัง มากเสียยิ่งไปกว่าชาดก หรือนิทานเสียอีก เอาข่าวคราวบ้านเมือง การเมือง มาจัดเป็นเวทีสนทนาให้เกิดความคิด ถกเถียงอย่างมีศิวิไลซ์ และฟังความต่างได้โดยไม่เกลียดกัน
ลงไปในการศึกษา
และการเติบโตของบัณฑิต
หรืออนาคตของประเทศเรา
ขอบคุณ คุณหมอ ครับ ที่ยัง นึกถึง คำถามของผม เรื่อง "ความกลัว"
เจ้าความกลัว ที่ เข้ามันเป็น "มาร" อย่างที่คุณหมอว่ามา ถ้าจะจริง
นักการโฆษณา เอา "ความกลัว" มาใช้ อย่างได้ผล .... ผู้บริโภคดูแล้ว กลัวเฉย กลัวตกยุค กลัวโดนแซว กลัวไม่เท่ห์ ฯลฯ ...
นักก่ารศึกษา ครู อาจารย์ เอา "ความกลัว" มาขู่เด็ก .... ฉันตัดเกรดเธอ F ได้นะ อย่าเถียงนะ เอาค่าแป๊ะเจี๊ยะมานะ รร ฉัน เอ็นติดเยอะนะ
ผมชอบ ที่ คุณหมอ พูดถึง "เกียรตินิยม"นะ มันปิ๊งถึง คำว่า "เกลียด" ... ทำให้ เจ้าของปริญญา เจอ "เกลียดนิยม"... รู้สึก เหินห่าง ไม่รักแบบสุดตัว เกิด voice of Cynicism (เสียงภายใน ที่เฝ้า่บอกเราว่า อย่าไปรักมัน อยู่ห่างๆเข้าไว้ ฯลฯ) ...หรือเปล่า ???
อ.วรภัทร์
ครับ
นึกถึงแน่นอนครับ รู้สึกอาจารย์จะถามเรื่องนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง และผมเคยถามตัวเอง และถูกถามเรื่องนี้มากก็มากครั้งอยู่
อาจจะเป็นเพราะความกลัวดั้งเดิมแรกเร่ิมนั้นเป็นอารมณ์เพื่อจะ "อยู่รอด" มันจึงรุนแรง primitive แต่ฝังรากลึก เพราะเพื่อจะมีชีวิตอยู่ คนเราจะทำอะไรก็ย่่อมได้
จนถึงแม้ว่าเราจะเลยยุค "อยู่รอด" มาเป็นอยู่ร่วม อยู่อย่างมีความหมายไปแล้ว เมื่อไรก็ตามที่เราเจอะเจอ (หรือทำท่าจะ) ความกลัว เราก็จะมีความรู้สึกที่ค่อนข้างจะมาก กับความคุ้นชินที่เป็นแรงกระตุ้่นอันทรงพลังที่สุด (ด้านลบ) ของมนุษย์ ฉะนั้น insecurity ทางด้านอารมณ์ หรือทางด้านความคิดก็ตาม ก็พร้อมที่จะย้อนกลับไปกระแทกกระทั้น "ฐานกาย" เดิมเสมอ
ผมคิดว่า hormone หรือ neurotransmitter อะไรก็ตาม ที่เกิดมาตอนเราจะกลัวเจ็บ กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวเพราะคิดอะไรไม่ออก กลัวเสียภาพพจน์ แม้จะมีแรงกระตุ้นที่คนละ levels ของสมอง แต่ผลลัพธ์ทางเคมีอาจจะเหมือนกันเปี๊ยบ รวมทั้งสิ่งที่เราจะ "รู้สึก" ด้วย ใจสั่น หวาบหวิว เหงื่อแตกกาฬ กระเพาะหดเกร็งปั่นป่วน ม่านตาขยาย หายใจเร็ว กำหมัดแน่น กล้ามเนื้อตึงเครียด อาจจะเพราะ "ความเหมือน" ตรงนี้ไหม ที่ทำให้เราเลยเผอเรอกลัวเสียภาพพจน์เท่าๆกับกลัวตาย กลัวเสียหน้าเท่าๆกับกลัวพิการ?
Voice of Cynicism ในที่นี้ก็คงจะพยายาม "ดูแล" ไม่ให้เราไปเฉียดกรายเข้าใกล้ความเสี่ยงของอารมณ์ลบในระดับนี้ เพราะมันช่าง.... เหลือเกิน ภาษา voice dialogue ก็จะเป็นเจ้าตัว protector ที่คอยปกป้อง self
ผมนึก ถึงคำที่ คูณหมอ พูดนะ จาก พุทธพจน์ "มาร เอย เราเห็นเจ้า... แล้วมารก็วิ่งหนีไป"
ตอนนี้ เริ่มคิดออกแล้ว ... fear นี่ ช่างมันเถอะ มันจะมาจากไหน เอาเป็นว่า " กลัวเอย ... เราเห็นเจ้า " ... ว่าแล้ว ก็หายกลัว
ขอบคุณครับ ที่ช่วย spark ให้
เคยมีเพื่อนพูดว่าคนอีสานกลัว 3 อย่างคือ กลัวไม่เหมือนเพื่อน กลัวเขาว่า กลัวคนอื่นได้ดีกว่า (ภาษาอีสานคือ ย่าน บ่ คือ หมู่ , ย่านหมู่ว่า, ย่านหมู่ได้ลื่น)
เราซึ่งเป็นคนอีสานก็เลยต้องทบทวนว่าจริงไหม จริงแล้วเป็นอย่างไร
แต่ตอนนี้เริ่มปรับตัวให้เป็นคนอีสานที่แท้แล้วคือปรับตัวตามกระแส ทำตามที่กลุ่มใหญ่ว่า
เมื่อรับไม่ได้จริง ๆ ก็หลีกจากสถานการณ์นั้น ๆ เพราะกลัวผลที่จะตามมา สรุปว่าไม่กล้าเป็นกบฎ
ทำอย่างไรจึงจะกล้ายืนหยัด เพราะเราไม่เข้มแข็ง ไม่พอเพียงที่จะอยู่ลำพังในสังคมแคบ ๆ กระนั้นหรือ
ขอคำแนะนำจากอาจารย์ด้วยนะค่ะ อยากพูดเหมือนอาจารย์วรภัทร์ค่ะ
ขออภัยค่ะลืมใส่ชื่อค่ะ ต่อนะค่ะ
ในยุคที่องค์กรเริ่มมีการเลือกตั้งหัวหน้า มีปรากฏการณ์ ว่าคนที่จัดการคนอื่นมาก ๆ ถูกกลัว และไม่ได้รับเลือก แต่คนที่เอาพวกพ้องมากถูกเลือก ขาดความสมดุลย์ ขาดการกำกับ เด็ก ๆ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ถูกเอาใจมากขึ้น
หากองค์กรเป็นเช่นนี้คนที่เคยจัดการจะนิ่งมากขึ้น และเฉย สิ่งที่จะเกิดต่อไปอาจ เหมือนองค์กรที่ไร้หางเสือโดยเฉพาะเมื่อผู้นำลอยตัวเหนือปัญหา
สวัสดีครับคุณวงกลม
ก่อนอื่นยินดีที่มาเยี่ยมเยียนนะครับ
อืม... เรื่องนี้พูดยากจริงๆนะครับ เวลามีคนบอกว่าจริงๆแล้วคนไทยเป็นคนยังไง คนใต้เป็นคนยังไง คนเหนือ คนอีสาน คนอเมริกัน คนอังกฤษเป็นยังไง และน่าสนใจทีเดียวในแง่ผลกระทบของการที่เราพูดออกมา หรือคิดเช่นนั้น จนบางครั้งเราไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ที่ว่าอะไรเกิดก่อนเกิดหลัง คือคนเหล่านี้เป็นยังงี้แล้วคอยมีคนตั้งข้อสังเกต หรือว่าเพราะเรา "พูดว่าเป็นยังงี้" แล้วเราเป็นอย่างที่เราพูด
เรื่องความกลัว ที่เป็นระดับสัญชาติญานนั้น คงจะเป็นประเภทกลัวความสูง กลัวเสียงดัง กลัวตาย ส่วนกลัวเรื่องอื่นๆนั้น มักจะเป็นจากการ "ปรุงแต่ง" ของเราเอง การปรุงแต่งเหล่านี้ค่อยๆเกิด ค่อยๆมีขึ้น บางทีเราก็ไม่รู้ตัวว่าไปยังไงมายังไงเหมือนกัน แต่เป็น "พยาธิสภาพ" คือ เมื่อถึงระดับหนึ่ง มันไม่ใช่ตามเหตุผลเท่าไร อาทิ บางคนมีเงินมากมายใช้ไม่รู้จักหมด ก็ยังกลัวจนอยู่ ต้องดิ้นรนไขว่คว้าหาเพิ่ม บางคนรู้ทั้งรู้ว่าคนเราเกิดมาแล้วต้องตาย ก็ยังดิ้นรนหายาวิเศษ ยาอมตะ บางคนก็จะกลัวการพรากจากจนกระทั่งไม่สามารถทำใจมีความสัมพันธ์กับใครได้เลย เพราะคิดว่าจะทนไม่ได้ถ้าไปไม่รอดก็มี
ข่าวดีคือ ความกลัวนั้นจำกัดได้!!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกลัวปรุงแต่งนั้น มาจากจิตที่ไหวหวั่นไปเอง เราสามารถฝึกปรือให้หายได้
การกลัวไม่เหมือนเพื่อน กลัวเขาว่า กลัวคนอื่นได้ดีกว่านั้น ผมมองไปมองมาดูเหมือนจะเป็นรากฐานเดียวกัน คือ insecurity หรือการมีอัตตาที่เปราะบางมากๆ ไม่มั่นใจในตัวเอง อาทิ กลัวไม่เหมือนเพื่อนนี่ก็เป็นการ "ฝาก" สิ่งที่ดีๆก็คือสิ่งที่เพื่อนมีและตนไม่มี เราเลยขอยืมเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว กลัวเขาว่าก็เช่นกัน อะไรที่คนอื่นว่าไม่ดี แต่เราคิดว่าดี เรากลับเชื่อคนอื่น เพราะมี sense of inferiority หรืออะไรที่เราเป็นคนคิดไม่น่าจะดี กลัวคนอื่นได้ดีกว่าก็คล้ายๆอันแรกนั้นเอง ที่เขามีอะไร ต้องไม่มีเกินเรา
ข่าวดีอีกข้อหนึ่งก็คือ เมื่อเรา "มองเห็นความกลัว" ว่ามีอะไรบ้าง ตรงนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่หนทางที่จะหลุดจากกลัว เพราะมันยากตรงพยาธิกำเนิดนี่แหละครับ ถ้าเราหา the source หาตัวตน หาที่มาที่ไปของ "เรา" ได้ เราก็จะค่อยๆลด insecurity complex ลง จนหายไปในที่สุด
สำหรับกรณีที่สอง
ดูแล้วเห็นใจคนเลือกนะครับ เลือกคนที่ชอบนำมาก ชอบควบคุมมากก็จะทุกข์ เลือกคนที่ไม่ชอบนำ ก็อาจจะไปไหนไม่ถึงไหน องค์กรก็จะอืดอาด งุ่มง่าม
ในระบบที่ไม่ค่อยมีการ feedback หรือพูดจาไม่ค่อยมีใครฟังใคร จะเข้าวงจรอุบาทว์ไม่มีที่สิ้นสุด
มีสองทางครับ หนึ่งก็คือสมาชิกในที่ทำงาน จะผนึกกำลังกันได้ไหม พูดจากันได้ไหม และสื่อสารกับใครก็ตามว่าผู้นำแบบไหนที่จะทำให้คนส่วนใหญ่มีความสุข มีความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรี
วิธีที่สอง ไม่ค่อยนาภิรมย์เท่าไร คือ ถ้าพิจารณาว่า มันเป็นหยั่งรากลึกระดับแก้ไม่ได้ ก็ออกมาเถอะครับ ไปหาที่อื่นอยู่ดีกว่า ก่อนที่เราจะถูกติดเชื้อ ปรับตัวไป ปรับตัวมา เราเผลอๆจะกลายเป็นแบบที่เราเองเคยเกลียด เคยไม่ชอบมาก่อน จะยิ่งเศร้าใจ
ขอบคุณที่มาแลกเปลี่ยนระครับ
ขอบคุณค่ะ
การแก้ไขในวิธีที่ 2 กำลังพิจารณาค่ะอาจารย์ เพราะตอนนี้เริ่มปรับตัวแบบเข้าเมืองตาหลิ่ว เราก็เริ่มหลิ่วตาตามไปในหลายเรื่องแบบไม่มีความสุขเท่าใดนัก
ในยุคสมัยที่ขาดผู้นำ ที่ดี ในหลายระดับนั้นคิดว่า สิ่งที่ควรเร่งทำคือการพัฒนาผู้นำ น่าจะดีนะค่ะ
แต่การพัฒนาที่มีอยู่เหมือนจะเป็นการพัฒนาผู้จัดการมากกว่าค่ะ
ทำเป็นวาระแห่งชาติน่าจะดีนะค่ะ
เห็นด้วยครับ
แต่เห็นรัฐบาลไหนๆ แต่ละรัฐบาลก็ประกาศวาระแห่งชาติมากมายหลาย version โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิรูปการศึกษา เราก็ยังรอหายๆอยู่เลย
สงสัยต้องรอเป็นวาระความเป็นความตายเสียละกระมัง