ขณะนี้เป็นเวลาค่ำคืน ใต้โคมจันทร์ซึ่งแวดล้อมบรรยากาศมิ่งไม้และสายน้ำ แมลงกลางคืนกำลังขับกล่อมบทกวีแห่งความถวิลหาอาวรณ์ คุณนั่งอยู่ตรงไหนสักแห่งกับความรู้สึกลึกซึ้งถึงใครบางคน…

รักนั้นเป็นฉันนี้

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

...................................... 

 

เป็นหนังสือกวีนิพนธ์ใน "มิติของอารมณ์และจินตนาการแห่งรักที่ดำรงพลังชีวิต" 

ผู้เขียนได้กล่าวไว้ใน "คำนำ" หนังสือนี้ว่า...

 

ผมรู้สึกอับจนปัญญายิ่งนัก ที่จะเขียนคำนำเพื่อกระตุ้นเร้าคนที่หัวใจของเขาไร้รักให้เกิดเสน่หาที่จะอ่านบทกวีเกี่ยวกับความรัก  และแม้ผมจะสามารถทำให้เขาหยิบมันขึ้นอ่านได้  ก็คงจะไม่เป็นประโยชน์สักเท่าไรนัก  เพราะเขาก็คงจะเพียงอ่านมันเพื่อค้นเอาแค่คำตอบของ “รัก” มากกว่าที่จะรู้สึกลึกซึ้งดื่มดิ่งลงในมิติต่าง ๆ ของรัก…ที่มีพลังและคุณค่าต่อชีวิต  ในขณะเดียวกัน  สำหรับคนที่หัวใจของเขาไม่แล้งรัก  ผมก็คิดว่า  ผมคงจะไม่สามารถเสกสรรคำนำใด ๆ ให้เกิดความกระหายใคร่อ่านแก่เขาได้ดีเท่าพลังกระตุ้นของรักที่มีอยู่ในหัวใจของเขานั้นเอง    คุณล่ะ,  มีรักอยู่ในหัวใจหรือมีหัวใจอยู่ในรักหรือเปล่า   ถ้ามี, ก็ให้ “รัก” ของคุณนั่นแหละเป็นคำนำนำคุณไปสู่ “รักนั้น…”   สิครับ

.

และได้เกริ่นนำไว้ก่อนตัวบทเชิงเชื้อเชิญให้ผู้อ่านนั่งลงในบรรยากาศและอารมณ์แห่งรักก่อนอ่าน...

 

ขณะนี้เป็นเวลาค่ำคืน  ใต้โคมจันทร์ซึ่งแวดล้อมบรรยากาศมิ่งไม้และสายน้ำ  แมลงกลางคืนกำลังขับกล่อมบทกวีแห่งความถวิลหาอาวรณ์   คุณนั่งอยู่ตรงไหนสักแห่งกับความรู้สึกลึกซึ้งถึงใครบางคน…

 

ตัวอย่างบทกวี

๑.

รักนั้นเป็นฉันนี้แหละที่รัก                   เป็นไข้หนักในวิญญาณสะท้านหนาว

เป็นจิ้งหรีดกรีดน้ำค้างกลางแสงดาว       เป็นแสงวาวของหิ่งห้อยน้อยน้อยนั้น 

ในค่ำคืนดื่นดึกบันทึกถวิล                  ในแว่วยินเพลงทิพย์จิบดื่มฝัน

ในกรอดเกรียดเขียดแมลงกล่อมแสงจันทร์   หอมพระพายร่ายรำพันวรรณกวี 

รักนั้นเป็นฉันนี้แหละที่รัก                   เป็นป่านปอทอถักใจเต้นถี่

เป็นมัจฉาอารมณ์โถมวารี                   เป็นราตรี…ที่ทรมานหวานลึกล้ำ 

รักบัญชาให้ฉันกลั่นคำหอม                ห่มถนอมใจเธออยู่เพ้อพร่ำ

เพรียกและกู่หวั่นไหวในลำนำ             ภาพเวิ้งน้ำเรือน้อยลอยเคว้งคว้าง 

รักนั้นเป็นฉันนี้แหละที่รัก                   ไม่อาจจักวาดเส้นเป็นเงาร่าง

เพียงเงารูปลูบไล้ใจบอบบาง               เพียงสัมผัสใจเธอบ้างสมหวังแล้ว 

.  

รู้สึกเหมือนมีพลังอย่างประหลาด          เหมือนถ่านธาตุปะทุฉายประกายแก้ว

ดั่งเลือดเนื้อเรื่อแรงแสงวับแวว             ดั่งรุ้งพร่างไผทแผ้วแววชีวิต 

รู้สึกว่ามีเธออยู่ในฉัน                        มันบรรเจิดอัศจรรย์สะท้านสถิต

มันซุกแทรกชำแรกลึกในนึกคิด            มันสนิทมันสนอมหลอมอารมณ์ 

รู้สึกว่าชีวิตฉันอยู่ในเธอ                     ในละเมอเพ้อฝันอันห้อมห่ม

ในอำนาจเหนี่ยวนำดิ่งด่ำจม                ในฝนพรำน้ำพรมลมหายใจ 

รู้สึกโลกทั้งโลกนี้ล้ำค่า                     มีแก้วมณีมีบุปผาค่ายิ่งใหญ่

มีความงามมีความหมายมีสายใย          มีน้ำฟ้ากว้างไกลในเวิ้งจินต์ 

รู้สึกได้เช่นนี้และเช่นนั้นรัก                 จุดไฟให้ฉันหวานถวิล

รู้สึกไหมที่รัก…จากคำริน                   ว่ารักกินกลืนฉันแล้วจริงจริง 

๓. 

สุขนัก, ที่ได้รักได้รู้รส                       ได้รู้อดรู้ออมรู้อ้อยอิ่ง

ได้รู้หวาดรู้หวั่นพรั่นประวิง                  ได้รู้พักรู้พิงรู้ผ่อนเพลา 

สุขนัก,  ที่ได้หน่วงที่ได้เหนี่ยว            ที่ได้เก็บและเกี่ยวความเปลี่ยวเหงา

ที่ได้โลมได้ลูบเพียงรูปเงา                 และได้เผาโรคาให้ราแรง 

สุขเรา…ได้ร่วมร้อยสร้อยดอกไม้          ในคืนค่ำน้ำใสใจทอแสง

ในเช้าชื่นฟื้นชีวาค่าแสนแพง               ในโลกแห่งความงามโอบความรัก 

สุขนั้น…อีกฉันใดจะไปถึง                  ด้วยฉันหนึ่งเธอหนึ่งใจตระหนัก

ด้วยเอื้ออุ่นด้วยหนุนนำล้ำค่านัก           จะค่อยตักค่อยเติมเพิ่มทวี 

นี้แหละสุขที่รักสอนอยู่ซ่อนเร้น            มีร้อนรุ่มชุ่มเย็นเป็นวิถี

มีทิศทางสร้างค่าสุขาวดี                    มีฉันมีเธอช่วยอำนวยชัย  

. 

แล้วรักนั้นเป็นฉันใดก็ได้ประจักษ์          เป็นฉันนี้แหละที่รัก…เธอรู้ไหม

เป็นชีวี เป็นชีวิต เป็นจิตใจ                  เป็นชาวสวน เป็นชาวไร่ เป็นชาวนา 

เฝ้าไถหว่านเพาะพรวนเพื่อวันพรุ่ง        สานกระบุงเตรียมกระจาดจัดตะกร้า

ปลูกกระท่อมดอกไม้ไว้ปลายฟ้า          ปลูกต้นถั่วต้นงากลางใจงาม 

ไปกับฉันเถิดที่รัก…อย่าลังเล              ไปนอนเปลไม้ไผ่ผูกไม้ง่าม

ฉันจะไกวเธอโยนถึงโพ้นฟ้าคราม         ให้เธอถามนิยามรักจากดวงดาว 

เอาดอกไม้จากปลายไร่ใส่กระจาด        ไปโปรยปรายให้ดื่นดาษในห้วงหาว

ให้อัปสรคนธรรพ์ฝันพริบพราว             อิจฉาชาวดินผู้ชื่นชูรัก 

เราจะเป็นราชาราชินี                         ในทิวาราตรีที่ปกปัก

ในนิทราสุนทรีย์ที่ฟูมฟัก                    ในตำหนัก ในตำนาน…แห่งฉันและเธอ  

. 

เธอเห็นน้ำในลำธารนั้นไหม                มีกำเนิดจากไหน…ไปไหนเสมอ

กี่ฝาย กี่ทำนบ ที่พบเจอ                   กี่เอ่อ กี่ท้น…เพื่อเดินทาง 

ฉันรู้ว่าเธอรักสายน้ำไหล                   แต่ก็มักกักไว้ในเวิ้งอ่าง

แม้คันดินหินขอบแสนบอบบาง             เงาและร่างของเธอก็ทระนง 

ฉันรู้ว่าเธอสู้ความรู้สึก                       บางเวลาเหงาลึก…ในสูงส่ง

กลางกระแสโชคชะตาพะว้าพะวง         ยังมั่นคงอุดมคติปณิธาน 

ฉันรู้ว่าเธอแพ้และชนะ                      เพื่อสัจจะชีวิตที่หอมหวาน

เพื่อให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่ในวิญญาณ            ได้ผลิบานบุปผาความการุณย์ 

เธอเห็นน้ำในลำธารนั้นไหม                เลี้ยงใบไม้รากไม้สายแดดอุ่น

แท้คือ “เรา” คือรัก…คือรุ่งอรุณ            ที่สมดุลลึกซึ้งเป็นหนึ่งเดียว 

. 

กอดฉันไว้แน่นแน่นนะแขนน้อย           เราจะลงเรือลอยสายน้ำเชี่ยว

เราจะเลาะเราจะลัดตัดคดเคี้ยว            ประเดี๋ยวก็จะถึงบึงเวิ้งว้าง 

ที่นั่นตะวันรุ่งจะเรืองแสง                    รอนักเสาะแสวงหัวใจสว่าง

นกฟ้า กาน้ำ จะนำทาง                     ไปสู่ความลึกกว้างอันพร่างพราย 

ระวังนะที่รัก…เรือเราเล็ก                    กายใจมิใช่เหล็กบอบช้ำง่าย

พบมัจฉาปลาปูอย่าดูดาย                   อาจบางทีคิดร้ายทำลายเรา 

กอดฉันไว้แน่นแน่นนะแขนน้อย           เรือจะคล้อยคลองคดและโขดเขา

ลมจะพัดเมฆจะพาฟ้าทึมเทา              จะเพียงหยอกเพียงเย้าให้เรายล 

ดูโน่นสิที่รัก…ฟ้าถักรุ้ง                      เรือเรากำลังมุ่งไม่สับสน

อยากฝันก็หลับตาเถอะนฤมล              ฝันถึงเราสองคนนะคนดี

..............................................

 

ความรักไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจแต่ประการใด หากผู้ที่มีรักจะเข้าใจในรักที่มีคุณค่า ไม่มุ่งหวังการครอบครอง แต่เรียนรู้และเข้าถึงมิติแห่งความงามและความหวานหอมอันพึงถนอมรักษาด้วยสติปัญญา มโนคติ และมโนธรรม ซึ่งย่อมต้องอิงอาศัยความดีงามในจิตวิญญาณ อาศัยบริบทแห่งความเกื้อกูลอันมีขอบเขต ที่จะให้อิสราภาแห่งกันและกัน ให้ความมีมีเกียรติยศสำหรับยืนหยัดเคียงข้างกันและกันในเส้นทางที่ต่างมีเป้าหมายอันสามารถภาคภูมิใจในตนเอง เพื่อให้พลังแห่งการมีชีวิตร่วมวิถีทางเดียวกันนั้นร่วมสรรค์สร้างความมหัศจรรย์อันเกิดแต่รัก...

.

.