เรื่องนี้น่าจะเกิดในปี 2512-2513 (พ่อไม่เขียนปีไว้ให้สืบเสาะ)

(จุดเริ่มต้น)

กาลครั้งหนึ่ง...

          ในสไลด์สีซีดจางมีเรื่องราวการผจญภัยบนสายแม่น้ำที่เกือบจำความไม่ได้ว่าไปทำไม ไปกันตั้งหลายครอบครัวและหลายวัน เดิมทีเข้าใจว่านั่นคงเป็นกิจกรรมสัมพันธ์ในสังคมคนโฮงยา ที่มีหลายโฮงมารวมกัน อาจจะต่อเนื่องจากการประชุมเครือข่ายคนโฮงยาที่หมุนเวียนสัญจรไปในภูมิภาคต่างๆ เพราะบ้านเรามักถือโอกาสติดสอยห้อยตามไปท่องเที่ยวพักผ่อนด้วย (แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ค่ะ กิจกรรมท่องเที่ยวทรหดต้องอดทนครานี้เกิดจากคุณหมอในโฮงยาชักชวนไปเหมือนกัน แต่ไปในหมู่คณะนอกโฮงยาค่ะ อ่านเรื่องเต็มๆ ที่ กอเอ๋ย กอแกะ  ค่ะ) (แก้ไขข้อมูล 25 ธ.ค. 2551)

 

          พอจำความได้ เดินทางท่องเที่ยวทุกปีๆ บางปีก็ขับรถตามกันไปเป็นหมู่คณะ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมที่จังหวัดเชียงราย ตาก (เขื่อนภูมิพล-ยันฮี)ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) ชลบุรี (พัทยา-บางแสน) หรือกรุงเทพ และแผ่นภาพที่ปรากฏในบันทึกนี้ ฉันเดาว่ามีการประชุมที่เชียงใหม่ เมื่อโฮงยาสวนดอกรับเป็นเจ้าภาพ มีกิจกรรมทัศนศึกษาตามอัธยาศัย ใครอยากไปก็ได้ไป ไปแบบนาน 3 วัน 2 คืน คือ ไปล่องแก่งน้ำแม่กก

          เมื่อสามสิบปีก่อนโน้น มันไม่ใช่งานง่ายเหมือนสมัยนี้ และไม่เหมือนการท่องเที่ยวโดยรถบัสชมทัศนียภาพข้างทาง อย่างเมื่อครั้งไปบ้านตาก และลงเรือล่องน้ำหลังเขื่อน หรือที่เชียงราย ที่เราได้ไปแม่สายแล้วข้ามฟากไปเมืองลาว และพม่า แต่วัยเด็กของพวกเราดูเหมือนจะมีหน้าที่ติดตามพวกผู้ใหญ่ไป แล้วก็เอาแต่เล่นเกมวิ่งไล่จับสนุกสนาน เฮฮาประสาเด็ก ไม่ได้คิดแสวงหาความรู้นอกห้องเรียนเท่าที่ควร

 

“ในยุคสมัยโน้นเป็นเด็กไม่ต้องคิดอะไร” ผิดกับสมัยนี้ คนละขั้วกับนิสัยของเด็กไทยยุคไอทีไปแล้ว

 

          ประสบการณ์ในวัยเด็กไม่ใช่จะหามาได้ง่ายๆ หากไม่ได้โอกาสจากคนรุ่นพ่อแม่ที่จะมองการณ์ไกล การได้ผจญทั้งความทุกข์ ความอยู่ไม่สุขสบาย ทำให้มองเห็นสภาพชีวิตอีกหลายด้านที่แวดล้อม และไม่ตกอกตกใจจนเกินไปนัก เมื่อเราพบกรณีมีการจมน้ำ การหาสถานที่ปลดทุกข์ขณะที่วัยเราก็เท่านั้น การทดลองพลัดพรากจากพี่น้องในสถานการณ์จำลอง (เลือกนอนแพหรือนอนเต้นท์บนเกาะแก่งริมน้ำ) 

มันน่ากลัวจะตายไป ที่มองไปทางไหนก็มีแต่ความมืด และเรื่องเล่าหลอกเด็ก

 

พ่อจ๋าแม่จ๋าเอาพวกหนูไปทรมานทำไม

          ลงแพที่ดูไม่น่าจะแข็งแรงแม้จะเป็นแพใหญ่โต แต่ฉันจำได้ว่าเมื่อถึงจุดหมาย จำนวนแพลดลงเหลือไม่ครบตามจำนวนที่ออกเดินทาง หรือบางลำห้องน้ำหายไปตอนที่เจอน้ำเชี่ยว แพที่มีพื้นที่ว่าง นอนเอกเขนกได้สบายๆ กลับดูคับแคบลง เมื่อเพิ่มจำนวนเพื่อนร่วมแพการเดินทาง

 

(ก่อนออกเดินทาง พวกเขาคงเป็นคนทำงาน)

(รอลงแพ)

แต่อย่างไรก็ตาม...เมื่อความทรงจำถูกรื้อค้น

ไปล่องแพในวัยเด็ก ฉันได้พบอะไร

  • ฉันรู้จักชีวิตที่ไม่สุขสบาย เมื่อต้องหาหลุมขุดและกลบแทนห้องน้ำ (แค่นี้ในวัยนั้นก็รู้สึกแย่แล้วค่ะ)
  • ฉันรู้จักการอาบน้ำในแม่น้ำสีน้ำตาลที่...แล้วมันจะสะอาดไหมเนี่ย (ตั้งสามวันสองคืนแน่ะ)
  • ฉันรู้จัก มะเขือพวง และได้รับประทานข้าวกับน้ำพริกกะปิตำฝีมือคุณยายและแม่ ที่ไม่เผ็ด(พ่อพาขึ้นแผ่นดินชวนทำความรู้จักต้นผัก พืชที่ขึ้นโดยธรรมชาติ รับประทานได้ แต่สงสัยจะไม่เจอต้นพริก)
  • พี่น้องและฉันสนุกสนานกับการเล่นน้ำ และยอมกลับไปเรียนว่ายน้ำในที่สุด (ก็ใครจะอยากให้ตัวดำ)
  • ฉันตื่นเต้นที่ได้เห็น “หลุก” ระหัดวิดน้ำ ครั้งแรก และฟังพ่ออธิบายความหมายและความสำคัญของมัน (เราได้เรียนรู้นอกห้องเรียน)
  • อือม์...แล้วมีอะไรอีกนะ ยังนึกไม่ออก (ความทรงจำสีจาง จาง)

 

เวลาผ่านไปนานแสนนาน

          พ.ศ. 2542? พ่อเริ่มเขียนหนังสือแนวชีวประวัติ เล่าวิถีชีวิต บางทีพ่อก็คงคิดถึงความหลังในตอนเหล่านี้ พ่อจึงชวนพวกเราลูกหลานไปเที่ยวเมืองปาย เพราะที่นั่นมีแพไม้ไผ่ให้ล่องเล่นระยะสั้นๆ แม้จะใช้เวลาเพียงไม่ถึงสามชั่วโมง แต่สามวันสองคืนในอดีต ประกอบกับแผ่นภาพจากแผนสไลด์ ก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นจากความทรงจำของฉันได้ในวันนี้

แกะฮอยล่องแก่งน้ำ  แม่กก
ละอ่อนต่อนแต่นตก  ม่วนใบ้
ลงจากท่าตอนบก     แปล่อง นาวา
กิ๋นอยู่บนแปไม้        ไผ่ปล้องลำหลาว
.
หนาวเย็นเยือกยิ่งแล้ว  แม่กก
สามวี่สองคืนยก         ฝั่งได้
เจียงฮายที่ขึ้นบก        งวายล่อง รถนา
เมื่อเก่ากับเดี๋ยวไซร้     ล่องได้ครือกั๋น
.
กันใผใคร่ล่องน้ำ        แม่กก
หลานไก่ไขความยก   บอกได้
เปิ้กษาท่าน้ำกก         ตอนท่า หั้นแล
หญิงหนึ่งพิมญดาไซร้  ต่อได้แปเหมา.

( ขอขอบคุณบล็อกเกอร์P  ทนัน ภิวงศ์งาม ความเห็นที่ 22-23 ค่ะ)