หลังผ่าน workshop ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการหยอดเมล็ดพันธุ์ KM ในแบบของ สคส. ให้กับบุคลากรส่วนใหญ่ของสำนักฯ มาประมาณเกือบ 3 เดือน ผู้เขียนติดตาม สังเกต และสอบถามถึงการเจริญเติบโตงอกงามของต้น KM ในสำนักฯ อยู่ห่างๆ พบว่า พอจะมีบ้างที่บางกลุ่มนำเทคนิคเครื่องมือที่ได้เรียนรู้จาก ws ไปประยุกต์ใช้ แอบไปคุยกับพี่ๆ บางคนก็มีเสียงบอกว่า หลังกลับจาก ws สังเกตว่าเพื่อนร่วมงานบางคนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้พูดคุยประสานงานกันได้เข้าใจมากขึ้น แต่กิจกรรมหลายๆ อย่างที่สร้างสรรค์ และฝันร่วมกันใน ws ยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการสานต่อ
ช่วงกลับมาจาก ws ระยะแรกๆ กระแสการใช้ sst ดูเหมือนจะมาแรง ผู้เขียนสังเกตและสัมผัสได้ว่าหลายๆ คนตื่นตัวกันมาก กลุ่มที่ไม่ได้ไปร่วม ws เมื่อเจอหน้าผู้เขียนก็เข้ามาซักถามด้วยความสนใจเกี่ยวกับการใช้ sst แถมมีการฝึกเล่าเรื่องกันอย่างสนุกสนาน รู้สึกได้ว่าบรรยากาศช่วงนั้นมีสีสันและผ่อนคลายดีจริงๆ... แต่พอเวลาผ่านไปดูเหมือนกระแสก็ค่อยๆ แผ่วลง ด้วยเหตุผลที่ว่าหลายๆ คนมีภารกิจมากมาย จึงไม่มีเวลาทำกิจกรรมนี้กันอย่างจริงจัง ... ทำให้ผู้เขียนคิดว่าคงต้องออกแรงทำความเข้าใจเรื่องที่ว่า KM เป็น “เครื่องมือที่ช่วยผ่อนแรงในการทำงาน” ไม่ใช่ “งานหรือภาระที่เพิ่มขึ้น” จึงไม่จำเป็นต้องมีเวลาเพิ่มขึ้นมากมาย หรือต้องแบ่งเวลาแยกมาทำเป็นวาระพิเศษก็ได้
จากที่เราได้เรียนรู้ใน ws ก็คงพอเข้าใจในเบื้องต้นแล้วว่า KM เป็น "เครื่องมือพัฒนา" ที่ใช้ได้ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล กลุ่ม องค์กร หรือเครือข่าย ถ้ายอมเปิดใจเรียนรู้และทดลองนำสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังซักระยะ ก็จะรู้ได้เองว่ามันช่วยเพิ่มทักษะในการทำงานได้อย่างหลากหลาย เพียงแค่แต่ละคนลองเลือกเครื่องมือที่สนใจและคิดว่าเหมาะสมกับบริบทการปฏิบัติงานของตนเอง แล้วนำมาทดลองใช้ในงานประจำที่ทำอยู่ ผู้เขียนคิดว่าผ่านไปซัก 3 เดือน 6 เดือน ก็คงเห็นผลได้ในระดับหนึ่ง แต่จะให้เห็นผลทันใจคงเป็นไปไม่ได้ เพราะในการพัฒนาทุกๆ ด้านย่อมต้องใช้เวลาแบบค่อยเป็นค่อยไป... หากไม่เริ่มต้นทดลองปฏิบัติ ก็คงได้แค่รู้ แล้วผลก็ไม่เกิด ที่สุดก็เปลี่ยนไปสู่การมองหาเครื่องมือใหม่ๆ เวียนวนอยู่แบบนี้เรื่อยไป
ในส่วนของผู้เขียนเองหลังกลับจาก ws แล้วตั้งใจจะทำงานเชิง “ตั้งรับ” อยู่ห่างๆ ให้กระบวนการ KM ขับเคลื่อนไปด้วยความสนใจและความต้องการภายในของสำนักฯ แต่พอถึงวันนี้ก็รู้สึกเสียดายเพราะเกรงว่าหากยิ่งปล่อยเวลาผ่านไป สิ่งที่จุดประกายเริ่มต้นไว้ดีแล้วจาก ws จะค่อยๆ จางหายไป แต่พอนึกถึงหลายๆ ครั้งที่ต้องพบกับกำแพงที่ว่า “ไม่มีเวลา ต้องรีบทำงานเร่งด่วน” ทำให้ต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองว่าคงไม่มีความสามารถมากพอที่จะสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจได้ว่า KM ไม่ใช่งาน เพราะฉะนั้น คงจะต้องมองหาตัวช่วยมาเสริมแรงเพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า “หน่วยงานอื่นๆ เขาทำ KM กันอย่างไรให้เนียนไปกับงานประจำ แล้วยังสามารถเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้มากขึ้นด้วย”
โดยส่วนตัวผู้เขียนสนใจ KM ของ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่ประยุกต์ใช้ KM เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายการดำเนินงานในพื้นที่และชุมชนเกษตรกร แม้ในเชิงเนื้อหาจะมีความแตกต่างกัน แต่น่าจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันได้ในเชิงกระบวนการ เพราะกรมส่งเสริมการเกษตรมีความคล้ายคลึงกับสำนักฯ ในแง่ของการเป็นหน่วยงานส่วนกลางที่มีบทบาทพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานให้กับหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่ทั่วประเทศ
ส่วนอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ KM ของ สถาบันพัฒนาคุณภาพและรับรองมาตรฐานโรงพยาบาล (พรพ. หรือ HA) ในมุมของการนำ “เครื่องมือชุดธารปัญญา” ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จ
ถ้าสำนักฯ สนใจจะจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยเชิญตัวแทนจากสององค์กรดังกล่าวมาแบ่งปันประสบการณ์สู่กันฟัง หรือจัดทีมไปขอศึกษาดูงานจากทั้งสองหน่วยงานนี้ ก็คงมีส่วนช่วยให้เห็นภาพการประยุกต์ใช้เครื่องมือ KM ให้สอดคล้องกลมกลืนไปกับการทำงานประจำที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ปลาทูแม่กลอง
20 ธันวาคม 2551
สวัสดีค่ะ
มาเรียนรู้ด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ