ต้นไม้ นับว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับที่อยู่ของภิกษุ สมดังพระบาลีว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา... การบวชอาศัยโคนไม้เป็นที่นอนที่นั่ง... แม้เดียวนี้จะมีวัดมีตึกให้อยู่ แต่ต้นไม้ภายในวัดก็ยังถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเพื่อความร่มรื่น... และแม้แต่คำโบราณก็ยังสอนสั่งกันมาว่า ไม้ใหญ่ บ่อน้ำ ทางเดิน ผู้เป็นสมภารควรระวัง นั่นคือ ต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งปลูกเป็นร่มเงาภายในวัดมานาน สมภารบางรูปถืออำนาจสั่งให้ตัดโดยพลการ อาจเป็นที่ขุ่นเคืองของบรรดาญาติโยมจนยากที่จะประสานได้...
ผู้เขียนก็เหมือนคนทั่วไป ย่อมเล็งเห็นและรับรู้ซึ่งคุณูปการของต้นไม้ จำได้ว่าปีแรกๆ บวชนั้น (๒๕๒๘-๒๙) เคยมาขอกล้าไม้ที่ป่าไม้จังหวัดไปปลูกที่วัดกระดังงา และตอนมาอยู่วัดสุวรรณคีรี (๒๕๓๐) ก็เคยมาขอไปปลูกอีกคราว ที่นำไปปลูกทั้งสองวัดสองคราวนั้นจะยังเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันหรือไม่ ก็ไม่แน่ใจนัก เพราะนำมาแล้วช่วยกันปลูก จากนั้นผู้เขียนก็เที่ยวเรื่อยไป มิได้ดูแลเอง...
เมื่ออยู่วัดยางทอง (๒๕๓๐) และมาอยู่กุฏิปัจจุบัน เห็นว่ามีกระถางเก่าร้างอยู่หลายกระถาง จึงนำมาปรับปรุงเพื่อจะปลูกต้นไม้กับเค้าบ้าง แต่ปลูกได้ไม่นานก็เลิก ปล่อยไปตามยถากรรม สาเหตุก็คือ ผู้เขียนทำใจไม่ได้ซึ่งความอยุติธรรมของตนเอง...
ต้นไม้ที่ปลูกในกระถางนั้นเราต้องรดน้ำพรวนดิน
แล้วต้องคอยถอนบรรดาหน่อไม้ต่างๆ ที่งอกแซมมาภายในกระถาง
เมื่อต้องถอนบ่อยๆ เกือบทุกวัน ก็ค่อยๆ รู้สึกว่า
เราต้องการถนอมไว้เพียงต้นเดียว ส่วนต้นอื่นๆ เราไม่ต้องการ
ซึ่งต้นอื่นๆ นั้น มันก็ต้องการชีวิต ต้องการความเจริญเติบโต
เพียงแต่มีโอกาสเริ่มแตกหน่อจากเมล็ดที่แฝงอยู่กับดินเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้
แล้วถูกเรากำจัดออกไปนั้น ไม่ยุติธรรมกับมันเลย...
ไม่แน่ใจว่าใครเคยคิดอย่างนี้บ้างหรือไม่ ? ผู้เขียนคิด
เมื่อทำใจไม่ได้ จึงทิ้งไว้ตามยถากรรม ต้นใดจะขึ้นจะตายก็ช่างมัน
ให้เสรีภาพเต็มที่ (5 5 5...) และตั้งแต่นั้นมา แม้จะชอบต้นไม้
แต่ก็ไม่เคยใช้เวลาว่างโดยการปลูกหรือเลี้ยงต้นไม้อีกเลย...
เมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ (๒๕๓๔) กุฏิก็มีหลวงพี่อีกรูปย้ายเข้ามาอยู่แทนและอยู่มาถึงปัจจุบัน ท่านชอบปลูกต้นไม้ ดังนั้น เมื่อไหร่ที่มีโอกาสก็มักจะมีต้นไม้ติดมือไปให้ท่านปลูกประจำ จนกระทั้งปัจจุบันนี้ ใกล้ๆ กุฏิไม่ค่อยจะมีพื้นที่ว่างนัก... ดังเช่น ปีก่อนผู้เขียนได้พันธ์ยี่โถซึ่งเค้าว่ากันแมลงสาบได้มาต้นหนึ่ง ก็เพาะอยู่ในถุงชำเหมือนเดิมปีกว่า หลวงพี่ก็ยังบอกว่ายังหาที่เหมาะสมไม่ได้... ๒-๓ เดือนก่อน โยมมาเที่ยวจากหาดใหญ่ผู้เขียนจึงให้ไป ฟังว่าพอเอาไปลงดินไม่นานก็ออกดอกเลย ยังไม่ได้ไปดูเลยว่าดอกเป็นยังไง...
สรุปว่า บรรดาไม้บริเวณใกล้ๆ กุฏินั้น ผู้เขียนไม่ได้ปลูก แต่หลายต้นที่ผู้เขียนจัดหามาเองรวมทั้งมีส่วนร่วมอื่นๆ... เนื่องจากวัดมีพื้นที่แคบเพียงสี่ไร่กว่าๆ จึงเคยคุยกับหลวงพี่ว่า เราต้องไปหาวัดที่มีพื้นที่กว้างๆ จะได้หาต้นไม้มาปลูกเพิ่มขึ้นได้ (5 5 5...)
ตามความเห็นส่วนตัว ต้นไม้ในวัดมีหลากหลายประเภท เช่นสวนผลไม้ประจำวัด ผู้เขียนเคยอยู่ลำพูนซึ่งก็มีหลายวัดที่เป็นสวนลำใย แถวสุราษฎร์ธานีก็มีหลายวัดที่เป็นสวนเงาะ... แม้จะมิใช่สวนไม้ผลก็อาจเป็นไม้อย่างอื่นที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่นวัดที่เป็นสวนยางในปักษ์ใต้นั้นมีอยู่ทั่วไป หรือบางแห่งก็เป็นส่วนปาล์มและสวนมะพร้าวเป็นต้น...
ไม้ร่มเงาภายในวัด เช่น มะขาม พิกุล เลียบ ไทร ประดู่... จัดว่าเป็นไม้ใหญ่ซึ่งบางต้นมีอายุหลายร้อยปีมาแล้วและกลายเป็นสัญญลักษณ์หรือชื่อของวัดก็มี ไม้ใหญ่เหล่านี้เองที่โบราณบอกว่าให้ระวังเพราะอาจกระทบต่อศรัทธาของญาติโยมได้... อย่างไรก็ตามไม้ประเภทนี้ บางครั้งงอกขึ้นมาแล้วโตเร็วเกินไป และอยู่ในที่ไม่เหมาะสมก็จำเป็นต้องโค่นทิ้ง...
ไม้อื่นๆ ที่มิใช่ปลูกเพื่อเศรษฐกิจ เช่น แก้ว ใบเงินใบทอง พลู หมาก มะพร้าว มะม่วง... ที่มีมานานแล้วหรือใครจะเพิ่งปลูกก็ตาม ถือว่าเป็นของวัด เมื่อมีใครมาขอบางส่วนไปเพื่อประโยชน์บางอย่าง โดยมากพระ-เณรก็สามารถอนุญาตให้ได้... สมภารบางรูปชอบปลูกไม้ที่มีผลกินได้ ส่วนบางรูปรำคาญพวกมาขอจึงสั่งให้ตัดไม้ที่มีผลทิ้งแล้วปลูกไม้ที่ใช้เป็นร่มเงาหรือเป็นที่ร่มรื่นเพื่อความสวยงามเท่านั้น
ไม้ประดับในกระถาง เช่น กล้วยไม้ กุหลาบ ชวนชม... ไม้พวกนี้ มักจะเป็นของส่วนตัวที่พระ-เณรปลูกหรือเลี้ยงไว้ตามกุฏิ... แต่รู้กันว่า ไม้ประดับพวกนี้ ที่มีราคาแพงและสวยงามเกินไปนั้น ไม่ควรนำมาเลี้ยง เพราะไม่นานจะถูกมือดี (ที่จริงชั่ว) เอาไปเลี้ยงแทนต่อโดยมิได้บอกกล่าว...
พืชผักกินได้ เช่น ผักบุ้ง คะน้า โหระพา ถั่ว มะเขือ... พระ-เณรบางรูปก็ปลูกไว้เหมือนกัน... เมื่อตอนเย็น หลวงพี่ที่กุฏิเล่าว่า หลายปีก่อนท่านเคยปลูกมะระ ฉันไม่ทัน บอกพวกข้างวัดมาเก็บไปกินก็ยังเหลือ โยมผู้เฒ่าคนหนึ่งจึงช่วยเก็บไปขายให้ที่ตลาด... พืชผักกินได้เหล่านี้ แม้จะรู้กันว่าผิดวินัย แต่ญาติโยมไม่ค่อยตำหนิ... แต่ท่านผู้เป็นบัณฑิตพบเห็นมักจะตำหนิด้วยใจ หรือผู้ปลูกนึกละอายใจเอง จึงไม่ค่อยจะมีใครปลูกเยอะๆ หรือปลูกเป็นอาชีพ โดยมากมักจะปลูกเพียงเล็กๆ น้อยๆ หรือนานๆ ครั้งแก้เซ็งเท่านั้น...
ตอนนี้... หน้ากุฏิที่ผู้เขียนอยู่ มีดาหลาดอกแดงขนาดใหญ่กับเฟิร์นขนาดใหญ่อย่างละหนึ่งก่อเบียดเสียดกัน ซึ่งทั้งสองก่อนี้อยู่ใต้ต้นมะขาม นอกนั้นก็มีไม้เล็กๆ อีกจิปาถะ... เยื้องออกไปด้านหน้ากุฏิมีโรงเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ แต่ก็ไม่ค่อยมีดอก ติดๆ กันก็มีต้นชมพู่พลาสติกซึ่งออกลูกเต็มต้นเป็นคราวๆ... เยื้องไปอีกมีต้นมะกอกเล็กสูงเกือบสองเมตร แต่ก็ติดผลให้เก็บคราวละ ๒-๓ ช่อเสมอ ติดๆ กันก็มีต้นเชอรี่ ซึ่งมีผลให้เก็บเสมอเหมือนกัน แม้รสชาตจะไม่ได้เรื่อง แต่เด็กๆ มักแวะผ่านมาเก็บอยู่บ้าง...
นอกจากนั้น ด้านข้างกุฏิก็มีต้นมะยมซึ่งสูงประมาณ ๕ เมตร บางคราวลูกเต็มต้น หล่นเรี่ยราดไม่มีใครสนใจ ถัดออกไปก็เป็นก่อกล้วยซึ่งมีอยู่ประมาณ ๒๐ ต้น พระ-เณรไว้ฉันบ้าง แจกจ่ายพวกญาติโยมใกล้ไกลบ้าง แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่โยมหน้าวัดช่วยพาไปขาย... ถัดไปก็เป็นต้นลันทมหรือลีลาวดี ๒-๓ ต้น สูงประมาณ ๓-๕ เมตร ซึ่งมีคนมาขอตัดไปทำพันธุ์อยู่เนืองๆ... กล้วยและลันทมนี้ ขึ้นอยู่่ภายใต้ร่มเงาของต้นสาเกอีก ๒-๓ ต้น ซึ่งเป็นไม้ขนาดใหญ่...
ชีวิตอยู่ในวัด ถ้าไม่คิดอะไรมาก
ก็เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวเป็นเพื่อน ปลูกต้นไม้เล่นๆ เพื่อออกกำลังกาย
ฉันวันละมื้อพอเลี้ยงชีพ ก็มีความสุขสงบดี...
กราบนมัสการพระคุณท่านค่ะ
ครูแป๋มเป็นคนหนึ่งที่รักและชอบปลูกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ พอแวะมาอ่านเนื้อหาที่ท่านเขียน แหม...รู้สึกสุขใจจริงๆค่ะ แล้วจะมาสนทนา(ธรรม)กับท่านในแบบธรรมชาติๆนะคะ
เจริญพร
............
อามนฺตา
ต้นไม้และใบหญ้า เป็นทั้งยาและสุขใจ
ทุกวันคนสมัยใหม่ ไม่เข้าใจในคุณดี
ร่วมกันตัดร่วมกันผลาญ ภูเขาล้านลงทุกปี
ต้นไม้แทบไม่มี โลกเรานี้จึงร้อนลน
นมัสการครับ
ผมนึกถึงต้นสาเกที่วัดยางทองครับ คราวนั้นที่พระอาจารย์ให้มาต้มกินอร่อยมากเลยครับ
เคยเข้าไปอาศัยร่มไม้ในวัด เพื่ออ่านหนังสือเตรียมตัวสอบอยู่บ่อยๆ
ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ อ่านไปๆๆ หลับสบายเลยครับ
ยังจำคำขวัญที่ใครคนหนึ่งส่งเข้าประกวดหลายปีก่อนว่า...
..............
ตั้งใจอยู่เหมือนกันว่า จังหวะไหนคล่องๆ จะพาไปฝากอาจารย์ให้ถึงสำนักงานเป็นการเซอร์ไพรส์สักครั้ง (.......)
............
วัดเป็นที่พึ่งของคนยากเสมอ นอกจากจะเป็นที่นั่งที่นอน พักคลายร้อน หรือหลบฝนแล้ว ยังเป็นสถานที่นัดพบหรืออ่านหนังสือก็ได้...
แต่จะให้พระ-เณรภายในวัดช่วยเหลือเกื้อกูลตามที่ร้องขอนั้น บางท้องถิ่นอาจเป็นไปได้ยาก ซึ่งคุณโยมคงจะพอเข้าใจเหตุผล...
...........
เจริญพรทุกท่าน
นมัสการพระคุณท่านเจ้าค่ะ
....
อากาศร้อนๆ มาแวะชมต้นไม้ในวัดค่ะ
เวลาไปเที่ยวไหน ชอบไปสำรวจวัดค่ะ
....
หากเป็นผช. อยากจะบวช ค่ะ แต่
ตั้งใจว่า หากหมดภาระหนี้รัก แล้ว
จะไป อยู่ สวนสายน้ำธรรมะ สงบๆ ค่ะ
....
กราบขอบคุณเจ้าค่ะ มีความสุขนะคะ
การเที่ยวชมวัด ไห้วพระ เป็นความนิยมของคนกลุ่มหนึ่ง ญาติผู้ใหญ่ของอาตมาบางท่านก็ชมชอบ...
ตามความเห็นส่วนตัว กลุ่มคนเหล่านี้ จำแนกเป็น ๒ กลุ่ม คือพวกเอาหน้า แสดงตน ชอบเป็นคนสำคัญ ไปที่ไหนก็ต้องเข้าถึงเจ้าอาวาส... อีกกลุ่มคือพวกแฝงตัว เพียงเดินเที่ยว ไหว้พระ ทำบุญตามตู้บริจาคแล้วก็กลับ...
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มนี้ มักจะเป็นคนธัมมธัมโม ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวอบายมุขอื่นๆ...
เจริญพร
เจริญพร
กราบนมัสการพระอาจารย์ สาม ครั้ง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ได้อ่านบทความดีดีของพระอาจารย์ ทำให้รำลึกถึง
ของหลวงตาเสมอ เสมอ บางคนมีบุญมาวาสนาส่งเรื่องปลูกต้นไม้ แม้แต่ปักก้านธูป
ยังงอกรากเลย บางคนปลูกยังไงต้นไม้ก็ไม่ขึ้น วัด ความร่มเย็นของธรรม ความร่มเย็น
ของต้นไม้เป็นของคู่กันเสมอ พระอาจารย์ว่าจริงมั๊ย
กราบสามหนขอรับ.
ยุทธศักดิ์ ว.
คิดได้ยังไงเนียะ ก้านธูปงอกราก...
ไม่เจอคุณโยมนานแล้ว...
เจริญพร