วันที่ ๔ ธ.ค. ๕๑ ผมไปเป็นประธานการประชุมปึกษาหารือของ สช. – สวรส. เรื่องการจัดการงานวิจัยระบสุขภาพ ด้วยเหตุผลว่าระบบสุขภาพไทยกำลังขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว มีการเปลี่ยนแปลงมาก จนฝ่ายวิชาการตามไม่ทัน หรือกล่าวว่ามีโจทย์วิจัยที่ยังไม่มีคำตอบ ไม่มีนักวิจัย จับไปทำ อยู่มากมาย
หรือมองจากอีกมุมหนึ่ง มีโจทย์วิจัยซ่อนอยู่เยอะ และมีการจัดการให้เกิดโจทย์วิจัยที่คมและตรงกับความต้องการใช้ผล ไปแล้วส่วนหนึ่ง เฉพาะส่วนที่เป็นโจทย์เล็กๆ เฉพาะเรื่อง ยังไม่มีกลไกทำให้เกิด “โจทย์ใหญ่” จริงๆ
ที่จริง สวรส. ได้ “ออกลูก” คือสร้างหน่วยวิจัยเฉพาะด้านมากมาย ทำงานวิจัยเกี่ยวกับระบบสุขภาพมากมาย แต่งานวิจัยนั้นตอบโจทย์เฉพาะ “ชิ้นส่วน” ของระบบ ไม่ได้มอง “ระบบ” ภาพใหญ่จริงๆ
ได้ตกลงกันว่า คสช. จะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง ทำหน้าที่จัดให้มีผู้จัดกระบวนการ (แบบมีส่วนร่วม) เพื่อสร้างโจทย์วิจัยเชิงระบบ ที่เป็น macro-system ของระบบสุขภาพ และจัดให้มีชุดโครงการวิจัยเป็นชุดๆ เพื่อตอบโจทย์ใหญ่เชิงระบบ และเชิงอนาคต ต้องใช้นักวิจัยจากหลากหลายสาขาวิชา และการทำงานนี้ จะประสานกับ สวรส. อย่างใกล้ชิด โดยจะเป็นกลไกสร้าง capacity ของ สวรส. ในการจัดการงานวิจัยที่เป็นโจทย์ใหญ่เชิงระบบของระบบสุขภาพ ไปในตัว
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ธ.ค. ๕๑
หากมองผ่านเลนส์พลวัตระบบ จะเห็นว่า ในระยะแรก คงต้องสร้างโมเดลที่ละรายละเอียดปลีกย่อย (highly aggregated model) โดยกำหนดวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าการวิจัยเชิงระบบดังกล่าวนี้ มุ่งหวังจะปรับปรุงพฤติกรรมของตัวแปรใดในระบบ ตรงนี้จะทำให้โมเดลไม่ซับซ้อนและมีขอบเขตจำกัด
เมื่อได้ valid macro model แล้ว จึงวิเคราะห์ความไวเพื่อหาตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของระบบที่สนใจ แล้วกำหนดหัวข้อที่จำเป็นต้องวิจัยตามผลการวิเคราะห์นั้น การสร้างโมเดลนี้ควรทำก่อนการวางแผนการวิจัยทางสถิติ
ในทางปฏิบัติไม่ทราบว่ามีโมเดลดังที่ว่านี้หรือว่าไม่มี เพราะจากประสบการณ์ บ่อยครั้งมีการวิจัยตามสาขาที่ถนัดโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเติม gap of knowledge โดยไม่ได้อธิบายได้ว่า gap นั้นมีส่วนในการพัฒนาระบบอย่างไร เพียงแต่อธิบายว่ายังไม่มีผู้ใดศึกษา จึงวิจัยเพื่อเป็นฐานข้อมูล ต่อมาก็ไม่ค่อยมีผู้ใดนำผลวิจัยนั้นไปต่อยอดหรือใช้ประโยชน์อื่นใด นอกจากการอ้างถึงเพื่อวิจัยเรื่องใหม่ๆ
การศึกษาเชิงระบบน่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ และจะทำให้การวิจัยมีประโยชน์ชัดเจนครับ