สิทธิเบื้องต้นของการที่จะมีความสงบสุข สบายใจ ซึ่งเป็นสิทธิส่วนตัวแท้ ๆ กลับยอมเสียไป...น่าแปลกเสียจริง...

 

คนบางคนจริง ๆ แล้ว ไม่ชอบที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากปัญหา ถ้าเขาไม่มีปัญหาของตัวเองให้ต้องกังวลพอ เขาก็จะเปิดทีวีดูละครน้ำเน่าเพื่อจะได้เอาปัญหาของตัวละครมาเป็นกังวล บางคนเห็นความกังวลเป็นเรื่องเร้าใจ เขามองความทุกข์เป็นเรื่องสนุก เขาไม่อยากมีความสุข นั่นเป็นเพราะเขาติดข้องอยู่กับปัญหาของเขามากเกินไป

 

                                                  บางส่วนจาก เรื่องเสน่ห์กองขี้ หน้า 258

                    หนังสือ ชวนม่วนชื่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า

                            โดยพระอาจารย์พรหม

                     20080929811

       สองสัปดาห์ที่ผ่านมา คนไม่มีรากได้สัมผัสกับคำว่า “กังวลใจ” ด้วยมีเหตุให้ต้องรับรู้ถึงความทุกข์และความล่อแหลมในการเลือกทางเดินชีวิตที่อันตรายของคนใกล้ตัว ซึ่งแม้จะไม่ใช่ญาติก็คล้ายญาติ เพราะมีความคุ้นเคยรู้จักกันมานาน

 

       เรื่องราวที่ ลิน(นามสมมติ) เล่าให้ฟัง ทำให้อดจะตกใจไม่ได้ว่า...สังคมปัจจุบันไปไกลมากเสียจนเราตามไม่ทันเสียแล้ว ...

ลินเล่าให้ฟังว่าที่ทำงานซึ่งเป็นบริษัทแถวสีลม มีพนักงานหญิงจำนวนมาก และเกือบ 1 ใน 3 นั้น มีอาชีพเสริมคือ “การเป็นเพื่อนนอนเพื่อนเที่ยว” กับชาวต่างชาติและเสี่ยกระเป๋าหนักบางคน รายได้แล้วแต่ตกลงกัน โดยรวมแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่นบาท แต่แม้ว่ารายได้จะมาก ก็ต้องมีรายจ่ายในการดูแลสุขภาพ หน้าตา เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์สูงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องคอยตรวจสุขภาพเพื่อระวังโรคร้ายจากการมีเพศสัมพันธ์ด้วย

 

       โดยมากหญิงสาวที่มีอาชีพเสริมนี้ ก็ไม่ได้เป็นคนเลวหรือชอบเที่ยวเตร่ แต่มักจะมีแฟนแล้วเลิกกับแฟนต้องส่งเงินไปให้พ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกที่ฝากไว้ บางคนมีภาระต้องส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่และน้อง ๆ ที่ต่างจังหวัด บ้างส่งเงินไปให้พ่อแม่ปลูกบ้าน มีหน้ามีตาในหมู่บ้านเป็นที่ชื่นชมยินดี...

                       Pb230031

      ลินเพิ่งเลิกกับสามีที่แต่งงานอยู่กินกันมา 3 ปี มีลูกอายุขวบเศษ ฝากให้พ่อแม่เลี้ยงดูที่ต่างจังหวัด และที่น่าหวั่นใจคือที่ลินบอกว่า...กำลังตัดสินใจว่าจะทำอาชีพเสริมเหมือนที่เพื่อน ๆ ชวนดีไหม...

 

       แรกที่ได้ฟังคำบอกเล่า ก็เกือบพลั้งปากไปแล้วว่า....อย่าเลยน้องเอ๋ย...อันตรายเสียจริงเส้นทางนี้ ไม่สนุกสบายใจหรอก ได้เงิน แต่เสี่ยงต่อโรคร้าย ชื่อเสียง เกียรติยศ ... แต่ก็ต้องหยุดไว้...

 

       เสียงหนึ่งในมโนสำนึกบอกว่า ... เรามีสิทธิ์อะไรไปห้าม ไปตัดสินว่า...เขาไม่ควรทำแบบนี้ แบบนั้น นั่นมันชีวิตเขานะ เธอไม่ได้เป็นเขาเสียหน่อย เขามีสิทธิ์ในชีวิตเขา เขาต้องตัดสินใจเองสิ...

       อีกเสียงก็บ่นขึ้นมาว่า ... อ้าว ก็เห็นทั้งเห็นรู้ทั้งรู้ว่าเขาเดินทางผิด แล้วจะไม่ห้ามเขาหรือ ... เธอนี่แย่จริง จะทนได้หรือ ถ้าน้องเขาใช้ชีวิตแบบนั้น แน่ใจหรือว่าทนได้ ไม่รู้สึกผิดหรือ...

       ก็ใช่ล่ะ ต้องเตือน ... แต่ต้องมีกลยุทธ์หน่อยนะ เธอคิดว่าบอกน้องเขาแล้ว เขาจะเชื่อหรือ ถ้าเตือนแล้ว เขาไม่เชื่อ เธอจะโกรธเขา  จะรู้สึกผิดหรือเปล่าล่ะ

       อ้าว...งั้น ต้องทำยังไงล่ะ ไอ้กลยุทธ์ที่ว่านี่น่ะ...

                     Pb270118_011

      คราวนี้จึงต้องงัดความรู้เดิม เรื่อง จิตวิทยาการให้คำปรึกษา ที่ได้ศึกษามาตอนเรียนปริญญาโท ต้องใช้วิธีการชวนพูดคุย หว่านล้อม ถามผลดี ผลเสียของทางที่จะเลือกเดิน ไม่ตัดสินผิดถูก ไม่บอกว่าควรทำอย่างไร แต่ช่วยคิด ช่วยหาทางเลือก ให้เจ้าของปัญหาตัดสินใจด้วยตัวเอง ชวนให้คิดถึงพ่อแม่ พี่น้อง และลูกน้อยน่ารัก ทั้ง ๆ ที่อยากจะพูดว่า ...

ลินจ้ะ...อย่าเดินเลยทางนี้ น้องเอ๋ย...ไม่สนุกสบายหรอก ไหนจะเสี่ยงกับโรคร้าย เสียชื่อเสียง เกียรติยศ ความนับถือตัวเอง แล้วยัง ศักดิ์ศรีของความเป็นคน” ที่เงินเท่าไรกัน...ถึงจะแลกคืนมาได้...

 

       ขอเบอร์น้องเขาไว้ เพียรโทรไปคุย เช้า-เย็น ทั้งที่เป็นคนไม่ชอบคุยโทรศัพท์นัก... ว่างเมื่อไหร่ก็คอยคิดห่วง เป็นกังวลกลัวว่าสาวเจ้าจะตัดสินใจพลาดพลั้งไป คิดไปคิดมา หนักเข้าก็โทษตัวเอง...เอ้า...น่าจะห้ามไปตรง ๆ เสียก็หมดเรื่อง มัวมาใช้จิตวิทยาการให้คำปรึกษาอยู่นั่นแหละ ถ้าน้องเขาตัดสินใจผิดไป...เธอนั่นแหละผิด รู้ตัวไหม...

       มารู้ตัวอีกที ก็เมื่อถูกทักถามจากพี่สาวและเพื่อนสนิท ... เรียนหนักมากหรือ? อย่าเครียดนักนะ ไปพักผ่อนบ้าง... จนถูกดึงไปเที่ยวภูหลวง จังหวัดเลยอย่างไม่ทันตั้งตัวเตรียมใจ ด้วยคิดว่าได้ไปเที่ยวภูเขาเห็นต้นไม้ใบหญ้าเสียบ้างจะได้หายเครียดจากการเรียน...ก็ได้ผลบ้างนั่นแหละ...

แต่มาคิดตกอีกที...ตอนคิดถึงที่แม่เคยบอกไว้เมื่อคราวที่ท่านยังมีชีวิต...คนไม่มีรากจะติดแม่มาก นอนคุยกับแม่ทุกคืน คุยทุกเรื่อง ปรึกษาได้ทุกอย่าง เคยพูดเล่น ๆ ว่า ถ้าไม่มีแม่...หนูจะคุยกับใครที่จะเข้าใจทุกอย่าง ทุกเรื่องอย่างแม่.... แม่ยิ้ม...บอกไว้ว่า...อ่านหนังสือเป็น..ก็อ่านหนังสือธรรมะสิ แม่อ่านหนังสือไทยไม่ออกสักตัว...รู้แต่ว่าธรรมะดี ๆ ช่วยเตือนใจได้มาก ... ก็เลยรีบคว้าหนังสือธรรมะบนหัวนอน ได้มาเล่มหนึ่ง... ชวนม่วนชื่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่าโดยพระอาจารย์พรหม เปิดขึ้นมาโดยไม่ดูหน้า ก็เจอข้อความดังที่นำไว้ส่วนหน้าของบันทึกนี้....

 

“คนบางคนจริง ๆ แล้ว ไม่ชอบที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากปัญหา ถ้าเขาไม่มีปัญหาของตัวเองให้ต้องกังวลพอ เขาก็จะเปิดทีวีดูละครน้ำเน่าเพื่อจะได้เอาปัญหาของตัวละครมาเป็นกังวล บางคนเห็นความกังวลเป็นเรื่องเร้าใจ เขามองความทุกข์เป็นเรื่องสนุก เขาไม่อยากมีความสุข นั่นเป็นเพราะเขาติดข้องอยู่กับปัญหาของเขามากเกินไป”

           200812041555

 

       ยิ้มได้ สบายใจขึ้นเป็นกอง .... โธ่เอ๋ย คนไม่มีรากเอ๋ย .. เจ้าเป็นคนที่ชอบเก็บความกังวลและความทุกข์มาใส่ใจหรือนี่ อ้าว..เป็นคนมองความทุกข์เป็นเรื่องสนุกเร้าใจหรอกหรือ?  คิดอย่างขำ ๆ ว่า...สิทธิเบื้องต้นของการที่จะมีความสงบสุข สบายใจ ซึ่งเป็นสิทธิส่วนตัวแท้ ๆ กลับยอมเสียไป...น่าแปลกเสียจริง....ว่าแล้วก็สรุปเองว่า...จากนี้ไปก็ช่วยในขอบเขตที่ช่วยได้แล้วกัน จากนั้นเราก็ต้องปล่อยวางลง ไม่เช่นนั้น...นอกจากจะไม่สามารถช่วยอะไรใครได้แล้ว เรากลับจะช่วยตัวเองไม่ได้เสียอีกด้วย

     คิดได้แล้ว...จึงบอกตัวเองว่า...อย่าเป็น ผู้แบกทุกข์ แบกโลกไว้โดยไม่จำเป็นเลย...เพราะชีวิตนี้สั้นนัก ทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จากโลกธรรมแปดก็มีมากพอแล้ว ใยจะไปเที่ยวแบกทุกข์ แบกโลกของคนอื่นไว้อีกเล่า? จะช่วยก็ต้องช่วยด้วยใจที่ปล่อยวาง อย่าให้ทุกข์มาเกาะกินใจเราเสียเอง...จริงไหมคะ?

อ้างอิง

หนังสือ“ชวนม่วนชื่น ธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า”  โดยพระอาจารย์พรหม