จุ๊ ๆ ๆ มีอะไรจะบอก โรงเรียนครูตาลเป็นโรงเรียนแม่ม่ายค่ะ มีครู ๑๐ คน รวมผู้บริหารด้วย เป็นสุภาพสตรีหมดเลยค่ะ

 

 

               วันที่ ๑๐-๑๒ ธันวาคม  เป็นวันที่ครูตาลต้องนำลูกเสือ-ยุวกาชาดของโรงเรียน ไปเข้าค่าย ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่อำเภอบางสะพานค่ะ  ความจริงแล้วก็ผ่านประสบการณ์ การเข้าค่ายมาเยอะมาก และก็มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ ปัจจุบันคุณครูไม่ต้องเหนื่อยมาก เนื่องจาก ไม่ต้องฝึกเอง เพียงนำเงินรายหัวไปจ้าง ทหาร หรือ ตำรวจ ให้จัดการให้ ครูตาลเคยไปค่ายธนะรัชต์ ค่ายพระมงกุฏฯ ฯลฯ  แต่การเข้าค่ายในครั้งนี้ ครูตาลพอใจในการจัดการของเขามาก มันลงตัวไปหมด ไม่ตึง ไม่หย่อนจนเกินไป แม้ว่าจะมีลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด รวมกัน เป็นจำนวนมากถึง 352 คน  แต่เค้าก็มีวิธีการที่เอาอยู่  ไม่มีการพลุกพล่าน สรุปว่าทำได้ดีมากจริง ๆ ค่ะ ครบถ้วนกระบวนความ

วันที่ ๑๐ ธันวาคม

        เมื่อไปถึงค่าย  คุณครูส่วนใหญ่ก็จะเข้าที่พัก ที่เขาจัดไว้ให้ เป็นอาคาร  แต่ครูตาลคิดว่า ถ้าจะนอนแบบนั้น นอนที่บ้านก็ได้  ไหนๆ ไปแล้ว อยากให้เป็นอะไรที่หลุดจากความจำเจจากที่บ้าน ครูตาลเลยเดินหาบรรยากาศกางเต้นท์ค่ะ ได้ที่เหมาะมาก  ร่มรื่นทางกลางแวะและกลางคืน  กลางวันก็แอบมานอนได้ค่ะ

        ตกเย็นตะวันคล้อย ครูตาลก็เริ่มอับแสงตามตะวัน เหงาสุด ๆ คิดถึงลูก  คิดถึงบ้าน คิดถึง G2K ด้วยค่ะ ครูตาลเลยเดินสำรวจไปทั่ว เจอนายตำรวจท่านหนึ่ง ไม่ทราบยศอะไร  แต่ท่านกำลังเล่นเน็ตอยู่ค่ะ ได้การแหละ ครูตาลรีบเร่เข้าไปหาทันที

         "ท่านคะ  ครูตาลขอเล่นเน็ตหน่อยได้มั้ยคะ"

          "ตามสบายเลยครับอาจารย์"

          ครูตาลเลยได้แอบเข้าไปในบ้านของพี่คิมเป็นคนแรกค่ะ(คนอื่น ๆ อย่าน้อยใจนะคะ) แต่ไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้  ย่องไปบ้านน้องแอ๊ดค่ะ  บ้านคุณวิโรจน์ ไปแอบทิ้งร่องรอยไว้บ้านคุณวิโรจน์นิดหน่อย(ระเบิดเวลาค่ะ อิ..อิ...)

        พอตกกลางคืนซิคะ  อากาศหนาวสุด ๆ ค่ะ เพราะอยู่ใกล้ภูเขา  ครูตาลว่ามันหนาวกว่าตอนครูตาลไปเที่ยวดอยอินทนนท์เสียอีก ขนาดว่าน้ำค้างหยดแหมะที่หน้าผาก หนาวมาก ๆ จนปวดกระดูก นอนก็ไม่หลับ ปวดหัว ปวดขมับไปหมดเลย

วันที่ ๑๑ ธันวาคม 

           ก็ไม่มีอะไรทำค่ะ  เพราะทุกอย่างเป็นหน้าที่ของครูฝึก พวกเราแค่รอเวลากินเท่านั้น คุณครูและผู้บริหารท่านอื่น เค้าก็มีกิจกรรมนันทนาการของเค้า  จิบน้ำชากาแฟไปเรื่อยเปื่อย ครูตาลก็เซ็ง ๆ บังเอิญช่วงเด็กเดินทางไกล ได้ยินเสียงวิทยากรบางท่านร้องเพลงคาราโอเกะค่ะ เป็นเพลงโปรดของครูตาลด้วย "หิ่งห้อยกับแสงตะวัน"  โดนใจครูตาลมากค่ะ เหมือนโดนสะกดมนต์ ครูตาลเลยเข้าไปร่วมด้วยเลยโชว์ลีลาเสีย ๓ เพลงรวด มี สะตอพลัดถิ่น  สักคนบนฟ้า  และ ข้อความที่รอ  เศร้า ๆ ซึ้ง ๆ ตามสไตล์ครูตาล

         แต่พอลูกเสือ-ยุว บางหมู่ทยอยกลับมา  ลูกเสือบอกว่าครูตาล  ขอเพลงมันส์หน่อยได้มั้ยอยากเต้น ครูตาลเลยใจอ่อน  ด้วยเพลง โบว์แดงแสลงใจ ไปอีก ๑ เพลง  งานนี้หายเหงาเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ  ก็เลยได้รับหน้าที่ คีย์เพลง ให้เด็ก ๆ ร้องเพลงกันค่ะ  แน่นอนเด็กที่ได้ร้องเพลงมากที่สุด ก็ต้องเป็นเด็กโรงเรียนครูตาล  ฮิ....ฮิ...

                             

                                                           รอขึ้นรถทีหน้าโรงเรียนค่ะ

           

เด็กพิเศษ(บกพร่องในการเรียนรู้) ก็มาด้วยค่ะ

   

                                งานแบบนี้ ครูตาลชอบ                        บรรดาหกเขย

         

       การแสดงรอบกองไฟ (เจ้าเงาะกับเพื่อนเล่น)                 นางมณฑากับพระธิดาค่ะ

                    

 คุณครูนั่งปิคนิคกันตามสบายค่ะ

จุ๊ ๆ  ๆ มีอะไรจะบอก  โรงเรียนครูตาลเป็นโรงเรียนแม่ม่ายค่ะ  มีครู ๑๐ คน รวมผู้บริหารด้วย

เป็นสุภาพสตรีหมดเลยค่ะ  สูตร ๓  ๓  ๔ ค่ะ  บันทึกหน้าจะมาเฉลยนะคะ

       ตอนไหนเหงา ๆ ครูตาลก็นั่งพิงต้นไม้แต่งกลอยปล่อยอารมณ์ไปเรื่อยค่ะ ได้บทกลอนเยอะแยะเลย ขอบันทึกสักหน่อยนะคะ

      หนาวน้ำค้างพร่างพรมหนาวลมหนาว  

หนาวกายคราวจากบ้านมาไกลผ้าห่ม

หนาวในทรวงห่วงลูกรักเกรงจักตรม          

หนาวแรงลมก็ไม่เท่าหนาวที่ใจ

เคยอิงแอบแนบชิดใกล้กายขนาบ             

เคยทาทาบไออุ่นรักจักหาไหน

เคยขนาบซ้ายขวาสองยาใจ                   

เคยซบไหล่แม่นอนยามอ่อนแรง

เหงาคิดถึงสองเจ้าลูกบ่าวแม่                   

เหงาแท้แท้เมื่อตะวันพลันยอแสง

เหงาแม้มีผู้คนล้นกำแพง                        

เหงาเพราะแล้งที่ใจไกลเจ้ามา

อีกหนึ่งคืนสองวันฉันนั่งนับ                     

อีกสองวันก็ได้กลับไปแล้วหนา

อีกสองวันได้กอดเจ้าแล้วนะแก้วตา         

อีกสองวันรอแม่มากอดยอดดวงใจ