“ ขอโทษ “มีเสียงเบา ๆ ปนเศร้าสำนึกผิดดังอยู่ใกล้ฉันมากประกอบกับมีเสียงเรียกของลูก ๆ ฉันจึงพยายามลืมตาอันแสนอ่อนล้าและเกรอะกรังไปด้วยขี้ตาอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นภาพที่อยู่ด้านหน้า เขาอุ้มลูกคนโตของฉันไว้อย่างทะนุถนอม ฉันก็ปลื้มใจ ลืมความเจ็บปวด ความตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวฉัน ส่งสายตาขอบคุณและอโหสิกรรมไปยังเจ้าของเสียง หลับตาลงช้า ๆ ไม่มีความกังวลเหลืออยู่แม้น้อยนิด ฉันได้ทำหน้าที่ของฉันสมบูรณ์แล้ว

http://www.ktc.co.th/ktcworld/data/uploadimage/20071114-0725361.jpg

“เพราะรักนี้มิอาจลืม”

 

            “ ขอโทษ “

            มีเสียงเบา ๆ ปนเศร้าสำนึกผิดดังอยู่ใกล้ฉันมากประกอบกับมีเสียงเรียกของลูก ๆ ฉันจึงพยายามลืมตาอันแสนอ่อนล้าและเกรอะกรังไปด้วยขี้ตาอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นภาพที่อยู่ด้านหน้า เขาอุ้มลูกคนโตของฉันไว้อย่างทะนุถนอม ฉันก็ปลื้มใจ ลืมความเจ็บปวด ความตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวฉัน ส่งสายตาขอบคุณและอโหสิกรรมไปยังเจ้าของเสียง หลับตาลงช้า ๆ ไม่มีความกังวลเหลืออยู่แม้น้อยนิด ฉันได้ทำหน้าที่ของฉันสมบูรณ์แล้ว  

 

          “ น้องจ๋า....มานี่ซิลูก...มาหาแม่มา ”

            ฉันหันกลับไปดูตามเสียงเรียก โอ้แม่กลับมาแล้ว ฉันรีบทิ้งของเล่นวิ่งอย่างเร็วโผเข้าหาอ้อมกอดของแม่ แม่กอดฉันไว้แน่น แม่บอกว่าปีนี้ฉันโตขึ้น น้ำหนักมากขึ้น แต่แม่ก็อุ้มฉันได้เหมือนเดิมโดยไม่มีเสียงบ่นว่าหนักแม้แต่ครั้งเดียว ทุกครั้งที่แม่กลับจากทำงานจะกอดฉันไว้แน่น เปรียบเหมือนเป็นของรักของหวงไม่อยากให้ฉันจากไปไหนไกล ๆ ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น ฉันได้แต่กระซิบและแสดงท่าทางกอดตอบแม่เพื่อบอกแม่ว่าฉันรักแม่ที่สุด 

            บ้านของแม่เป็นบ้านหลังใหญ่เท่า ๆ กับบ้านหลังอื่นในย่านนี้ มีคนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา เมื่อฉันวิ่งเล่นอยู่ที่สนามหน้าบ้านจะมีคนทักทายและคุยกับฉันเกือบทั้งวัน บางครั้งฉันก็จะส่งเสียงทักทายเขาก่อน ฉันจึงไม่เหงาแม้ว่าแม่จะไม่อยู่

            ตอนเย็นของทุกวันเมื่อแม่กลับจากทำงาน และขับรถเก็บในโรงรถแล้ว แม่จะพาฉันไปเดินเล่นที่สนามหน้าหมู่บ้าน ฉันจะตื่นเต้นทุกครั้ง เพราะจะได้เห็นบ้านหลังอื่นที่ใหญ่โตแต่บางหลังเล็กกว่าบ้านของแม่ ได้เล่นกับเพื่อน ๆ ได้กินขนมอร่อย ๆ ได้พบกับผู้คนมากมาย และที่สำคัญทุกคนจะใจดีมีมิตรภาพและชมว่าฉันน่ารัก

            โลกนี้ในชีวิตฉันช่างงดงามและอะไรก็ง่ายเหลือเกิน จนทำให้ฉันคิดว่าฉันสามารถยืนด้วยตัวฉันเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้คนอื่นใดก็ได้ ความคิดเช่นนี้ฉันไม่สามารถบอกได้ว่าเข้ามาอยู่ในวังวนแห่งความคิดของฉันได้อย่างไรและเข้ามาฝังตัวตั้งแต่เมื่อไร

            ความคิดนี้ทำให้ฉันดิ้นรนหาความเป็นอิสระ คิดว่าสามารถหาความสุขให้กับตัวเองอย่างที่ไม่มีใครมาจำกัดขอบเขตได้อย่างสบาย เพราะทุกคนที่รายรอบตัวฉันดีกับฉันทุกคน สามารถหาสิ่งที่ฉันต้องการมามอบให้ฉันได้ถูกโดยที่ฉันไม่ต้องร้องขอ...หนี!!! คือคำตอบสุดท้ายที่ฉันคิดได้ในขณะนั้น

            แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่ฉันต้องจดจำไปตลอดชีวิตก็ได้เกิดขึ้น โดยที่ฉันไม่สามารถจะแก้ไขหรือขอโทษใครได้แม้แต่แม่ของฉัน เพราะเป็นความคิดจากผู้โง่เง่าแต่แสนเย่อหยิ่งในตัวเอง ที่คิดว่าทุกคนต้องยอมก้มหัวให้ และเฝ้าแต่ยกย่องชมเชยโดยมิรู้จบ มาถึงบัดนี้ฉันจึงรู้ว่าฉันมีแต่สมองที่โง่เง่า...แม่จ๋า...ลูกฝากคำขอโทษมากับลิขิตนี้ ยกโทษให้ลูกด้วย

               เช้าวันนั้นเมื่อถึงเวลาที่แม่ต้องไปทำงาน แม่ก็มากอดฉันและบอกลาฉัน “ แม่ไปทำงานละน่ะอย่าดื้อกับน้าสาน้าแอ้ดล่ะ เดี๋ยวเย็น ๆ งานเลิกแม่จะซื้อขนมมาฝากนะจ๊ะ ”

              แล้วแม่ก็กอดฉันแน่นอีกครั้งก่อนขึ้นรถและสตาร์ทรถแต่ต้องสตาร์ทถึงสองครั้งเครื่องยนต์ถึงจะติด ซึ่งต่างกับทุกวันที่สตาร์ทครั้งเดียวก็ติด เสมือนเป็นลางบอกเหตุอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่มีใครสนใจ เมื่อรถสตาร์ทติดแล้วแม่ก็ขับออกจากบ้านไปทำงาน เสียงเครื่องยนต์สดุดอีกสองครั้งก่อนออกประตูแล้วจึงเป็นปกติ

             น้าสาเดินมาปิดประตูบ้านแล้วไปทำความสะอาดบ้านต่อ ส่วนน้าแอ้ดปั่นจักรยานตามหลังรถแม่ออกไปซื้อของที่ปากซอย ฉันตัดสินใจครั้งสุดท้ายนะบัดเดี๋ยวนั้น หันดูรอบบ้านไม่มีใครอยู่แถวนั้นแน่ ฉันรีบเปิดประตูบ้านออกมาเองแล้วปิดไว้เหมือนเดิมตามวิธีการของฉันเหมือนครั้งก่อน ๆ เัพื่อไม่ให้ใครสังเกตความผิดปกติของประตู

            ถนนในหมู่บ้านทางซ้ายจะไปปากซอยทางเข้าออกมีสนามหญ้าและสโมสรของหมู่บ้าน เมื่อกลับจากทำงานแม่จะพาฉันออกไปเดินเล่นแทบทุกวันทำให้ฉันได้พบเพื่อนและได้เล่นกันจนเกือบมืดแม่จึงพากลับบ้าน ส่วนทางขวาจะไปท้ายหมู่บ้านซึ่งเป็นทางเข้าออกอีกทางหนึ่ง ฉันรู้ว่าน้าแอ้ดออกไปซื้อของที่ปากซอย และปั่นจักรยานออกไปทางซ้าย ดังนั้นฉันต้องออกไปทางขวาเพื่อไม่ให้ต้องเจอกับน้าแอ้ด

            ถนนด้านนี้แม่ไม่ค่อยพาฉันมา มีครั้งหนึ่งแม่พาฉันไปเดินเล่นตามถนนสายนี้ แต่มันเงียบและวังเวงมากแม่จึงพาฉันกลับเมื่อเห็นว่าไม่ค่อยมีผู้คนเดินสวนไปมาแล้ว เพราะกลัวอันตราย นาน ๆ ถึงจะัมีรปภ.หมู่บ้านปั่นจักรยานผ่านมาหยุดทักทายและสวัสดีแม่

            ฉันเดินอย่างเร่งรีบมองหน้าระวังหลังกลัวใครจะมาเห็นและรู้ว่าฉันหนีมาทางนี้ และฉันต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อฉันเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งที่กำลังมีการก่อสร้างต่อเติมบ้านอยู่

     “ น้องจ๋า...มาเดินเที่ยวหรือคะ “

            ฉันไม่ตอบอะไร เพียงแต่ยืนทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม จนเจ้าของเสียงเดินออกมาฉันจึงจำได้ว่าเป็นพี่คนที่ปั่นจักรยานผ่านหน้าบ้านและหยุดคุยกับฉันทุกวันนั่นเองและมีเสียงถามอีกครั้ง

      “ อ้าว...มาคนเดียวหรือคะ เข้ามาในบ้านก่อนซิคะ “

            ฉันยืนลังเลอยู่แต่ตาเหลือบไปเห็นรปภ.ปั่นจักยานมาแต่ไกล จึงรีบเดินเข้าไปในบ้านเพื่อหลบให้พ้นสายตาก่อนที่การหลบหนีครั้งนี้ของฉันจะประสบความล้มเหลว

            รปภ.ปั่นจักรยานผ่านไปแล้วฉันรู้สึกโล่งอก หันไปดูเจ้าของเสียงที่ทักฉันครั้งแรกกำลังง่วนอยู่กับการขนของขึ้นรถกระบะอยู่จนเขาขนของเสร็จจึงหันมาทางฉันอีกครั้งและพูดขึ้นว่า

      “ กำลังขนของทยอยกลับบ้าน งานต่อเติมบ้านเสร็จแล้ว อีกหน่อยก็ไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้ว ว้า....ก็ไม่ได้เจอน้องจ๋าละซิทีนี้ “

            ฉันได้แต่ยืนงง บ้านหลังนี้ฉันสังเกตเห็นว่าหลังใหญ่กว่าบ้านของแม่มาก สวยงามกว่ามาก ฉันยืนชื่นชมจนได้ยินเสียงพี่เขาถามอีกครั้ง

     “ น้องจ๋าไปเที่ยวบ้านพี่นะ เดี๋ยวพี่กลับมาส่ง “ เมื่อเห็นว่าฉันไม่ปฏิเสธอะไร พี่เขาก็พาฉันไปนั่งด้านหน้าของรถ แล้วขับรถออกจากบ้านนั้นทันที

            เขาขับรถผ่านหน้าบ้านฉัน ฉันมองเข้าไปในบ้านทุกอย่างเงียบสงบ ป่านนี้พี่สาและพี่แอ้ดคงง่วนอยู่กับการทำงาน กว่าจะรู้ว่าฉันหนีออกจากบ้านก็คงตอนที่เที่ยวตามหาฉันตอนอาหารเที่ยงโน่นแหละ

            เมื่อผ่านออกมานอกหมู่บ้าน ฉันรู้สึกตื่นเต้น มีรถเยอะมากวิ่งสวนกันไปมา มีอยู่ครั้งหนึ่งรถที่วิ่งสวนมาเหมือนรถของแม่มาก ฉันรู้สึกดีใจแต่ก็รีบหลบกลัวจะเป็นรถแม่จริง ๆ เมื่อรถคันนั้นวิ่งผ่านไปแล้วฉันได้แต่คิดว่า“ เย็นนี้เมื่อแม่กลับไปบ้านและรู้ว่าฉันหนีออกจากบ้านไปแล้ว แม่จะอยู่อย่างไรเมื่อไม่มีฉันที่แม่รักสุดหัวใจ ฉันรู้สึกสงสารแม่เหลือเกิน “

            พี่เขาขับรถพาฉันผ่านบ้านเรือนที่แปลกตา ฉันนั่งดูทิวทัศน์ข้างทางที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามความเร็วของรถ บางครั้งฉันก็มองตามไม่ทันแต่ก็พยายามมองให้ได้จนรู้สึกตาลาย ในที่สุดฉันก็เผลอหลับไปจริง ๆ ทั้งที่พยายามเบิ่งตามองจนสุด ๆ ก็ตาม

            ฉันลืมตาตื่นขึ้นเมื่อมีเสียงเอะอะโวยวาย และตามมาด้วยเสียงโครมคราม ที่นี่ที่ไหนกันนะ ฉันพยายามหันไปดูรอบ ๆ ก็ได้เห็นว่าเป็นบ้านหลังใหญ่เป็นไม้ทั้งหลัง แต่ไม่สวยเท่ากับบ้านของแม่ แถมมีของวางเกะกะไปหมด

            “อ้าว...ตื่นแล้วหรือจ๊ะน้องจ๋า...มาลงมาข้างล่างก่อน เดี๋ยวให้เด็ก ๆ ขนของเสร็จ พี่ก็จะพาน้องจ๋ากลับบ้านนะจ๊ะ” เสียงพี่เขาพูดซะยาวจนฉันรู้สึกตื่นเต็มที่

            ฉันลงจากรถมองรอบ ๆ อีกครั้ง รู้สึกตื่นตาตื่นใจกว่าตอนที่มองจากบนรถ บ้านนี้กว้างมากมีรั้วลวดหนามล้อมรอบ มีบ้านพักอีกหลายหลังแต่ละหลังต่อกันเป็นแนวยาว มีคนงานเดินเข้าบ้านกันเป็นแถวยาว แต่ละคนถือเครื่องมือก่อสร้างประจำตัวตามหน้าที่ที่ตนเองถนัด หลังจากเลิกงานแล้วคงมีรถมาส่งที่สนามหน้าบ้านพัก

            มองออกไปนอกรั้วไม่ไกลมากนักเห็นเป็นบ้านคนต่อกันเป็นแนวยาวตามแนวถนน มีคนเดินเข้าเดินออกบ้านโน้นบ้านนี้ตลอดเวลา ทุกคนหิ้วตะกร้า ตะกร้าของแต่ละคนมีของเต็มไปหมด..ที่นั่นคงเป็นตลาด

            ฉันเดินชมรอบ ๆ บ้านพี่จนทั่ว แต่พี่เขาก็ยังไม่ออกมาจากบ้านเพื่อพาฉันกลับบ้านตามที่ได้บอกไว้ ฉันได้ยินพี่เขาพูดโทรศัพท์กับใครไม่รู้ ได้ยินแต่พูดว่าได้ค่ะ ได้ค่ะ ซ้ำอยู่อย่างนั้นหลายรอบ

            สักครู่ได้ยินเสียงรถมาจอดหน้าบ้าน พี่เขารีบวิ่งออกจากในบ้าน สวมรองเท้าแล้ววิ่งไปแต่ก็ยังหันมาบอกฉัน “น้องจ๋ารอพี่อยู่ที่นี่นะจ๊ะ พี่ไปสักครู่แล้วจะกลับมา พี่บอกน้องสาวให้จัดอาหารให้แล้วเผื่อน้องจ๋าหิวค่ะ” ถึงรถก็รีบปิดประตูคนขับก็ขับรถออกไปด้วยความเร็ว

            ฉันรออยู่จนเย็นพี่เขาก็ยังไม่กลับมา ฉันเดินออกไปที่ตลาด มีคนหันมาดูฉันและทักทายฉันตลอดทาง ทำให้ฉันรู้สึกภูมิใจในความสวยของฉัน ฉันเดินยิ้มไปตลอดทาง

            ฉันเดินไปเรื่อย ๆ ไม่รู้สึกเหนื่อยไม่รู้สึกหิว จนกระทั่งความมืดเข้ามาแทนที่โดยฉันไม่รู้ตัว ฉันหยุดเดินหันไปรอบ ๆ อากาศกำลังสบาย กระโดดขึ้นไปยืนบนกระบะรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ มองออกไปรอบ ๆ รถเห็นตลาดมีแสงไฟสว่างไสวไปหมด คนที่มาเดินซื้อของก็ยังเดินกันขวักไขว่ ตลาดไม่มีวันหลับจริง ๆ

            ยืนมองจนรู้สึกเหนื่อย เลยนั่งลงและหลับตาเพื่อผ่อนคลายเพราะยืนมองคนที่เดินในตลาดอยู่ันาน รู้สึกดีขึ้นก็เลยนั่งอยู่อย่างนั้นจนเผลอหลับไป

            ตื่นขึ้นอีกครั้ง รู้สึกหิว และคิดได้ว่าป่านนี้ถ้าพี่เขากลับมาจากธุระคงจะเดินตามหาฉันวุ่นแล้วละ ฉันรีบกระโดดลงจากรถ เดินกลับไปทางที่ฉันเดินมาจากบ้านพี่ เดินอยู่นานก็ไม่ถึงบ้านพี่เขาสักที ฉันเริ่มสงสัย มองไปรอบ ๆ ก็ไม่เหมือนกับตลาดที่ฉันเดินมาเมื่อตอนเย็น

            ฉันเดินกลับไปที่รถคันที่ฉันอาศัยยืนชมตลาดและเผลอนั่งหลับไปนั้น แต่ก็ไม่พบรถคันนั้นเจ้าของเขาคงขับออกไปแล้ว ฉันยิ่งงงหนักขึ้น และเป็นไปได้ว่ารถคันนั้นคงวิ่งไปหลายตลาดโดยที่ฉันหลับและไม่รู้สึกตัว...”ฉันคงหลงทางเสียแล้ว” ฉันคิดน้ำตาก็เริ่มไหลลงมาจนเปียกแก้ม...คิดถึงแม่...แม่จ๋าลูกกลับไปหาแม่ไม่ได้แล้ว ลูกกลัวจังเลยมันไม่ใช่บ้านของเรา...ลูกหิว...แล้วคืนนี้ลูกจะนอนที่ไหน...แม่จ๋า

               ฉันวิ่งกลับไปกลับมาระหว่างหัวตลาดกับท้ายตลาดหลายรอบ เพื่อหาทางไปบ้านพี่คนที่พาฉันออกมาจากหมู่บ้าน ในเขตตลาดไฟฟ้าสว่างไสวแต่นอกเขตตลาดไม่มีแสงสว่างมืดจนมองอะไรไม่เห็น ฉันรู้สึกกลัวไม่กล้าออกไปนอกเขตตลาด เพราะไม่แน่ใจในความปลอดภัย

            ฉันเหนื่อย...ฉันหิว...ฉันคิดถึงแม่...เป็นสิ่งที่เกิดกับตัวฉันในขณะนี้ ฉันจะทำอย่างไรดี ฉันค่อย ๆ หมดแรงทีละน้อย ๆ จากวิ่งในที่สุดก็กลายเป็นเดิน

            แล้วฉันก็หย่อนตัวเองลงข้าง ๆ แผงขายผัก นึกสมน้ำหน้าตัวเอง...หยิ่งในความสวยดีนัก ถ้าอยู่บ้านป่านนี้ฉันคงนอนหลับสบายไปแล้ว เจ้าความคิดเพียงเสี้ยววินาทีเดียวทำให้ชีวิตฉันทั้งชีวิตต้องมาผจญกับความเหนื่อย...ความหิว...และยุงที่มารุมกันดูดเลือดตามตัวฉันแม้จะไล่อย่างไรก็ไม่ไป ไปก็จะบินกลับมาใหม่อีก เป็นเช่นนี้อยู่นานจนฉันคันไปหมดทั้งตัวอากาศก็หนาวด้วย ฉันรู้สึกว่าตัวเองทนแทบไม่ไหวแล้ว

            ฉันหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ต้องตกใจตื่นเมื่อมีเสียงคนสองคนพูดอยู่ใกล้ ๆ กับที่ฉันนอนหลับอยู่

            “ อากาศเย็นแล้วนะพี่...ฝนเพิ่งหยุดตกไปได้ไม่กี่วัน” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูด มีเสียงผู้ชายพูดตอบว่า “ ใช่อากาศเริ่มเย็นแล้ว เมื่อตอนออกจากบ้านมาตลาด น้องห่มผ้าให้ลูกหรือเปล่า” “ห่มแล้วจ๊ะ”เสียงผู้หญิงตอบคำถาม

            ฉันได้ฟังก็ให้คิดถึงแม่ ถ้าอากาศหนาวอย่างนี้แม่จะมาดูแลห่มผ้าให้ฉัน...แม่จ๋า...ลูกจะทำอย่างไรดี

            ฉันนอนคิด ฟ้าก็ค่อย ๆ สว่างขึ้น ฉันลุกขึ้นยืนเห็นแผงในตลาดหลายแผงเปิดไฟเพื่อจัดเตรียมสินค้าสำหรับจำหน่ายให้ลูกค้าในตอนเช้า

            คนเริ่มเดินทางมาซื้อข้าวของในตลาดหนาตาขึ้น ฉันเริ่มรู้สึกกลัว เพราะหลายคนมองฉันด้วยความสงสัย ฉันรีบเดินออกไปท้ายตลาด เห็นอาหารของใครก็ไม่รู้กินเหลือวางอยู่บนโต๊ะ ฉันมองซ้ายมองขวาไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น ก็รีบกินด้วยความหิวโดยไม่สนใจว่ามันอร่อยหรือไม่ เป็นอาหารมื้อแรกนับแต่เมื่อบ่ายวานนี้ที่บ้านพี่เขา

            อาหารที่มีอยู่พอดีกับท้องน้อย ๆ แสนหิวของฉัน ฉันกินน้ำในแก้วที่วางอยู่แล้วรีบเดินออกมาทันที ฉันเดินออกมาไกลพอสมควรแต่ก็ยังพอได้ยินเสียงบ่นดัง ๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง  “ ใครนะมาแอบกินข้าวฉันหมด...โธ่เอ๋ย...ฉันยังกินไม่อิ่มเลย “ ฉันรีบเดินเร็วขึ้นและยิ้มด้วยหัวใจพองโต “ ขอโทษ...ฉันเองแหละ...อิอิ...ก็อยากวางไว้ทำไมล่ะ กำลังหิวพอดี...ขอบคุณนะ“ ฉันขอโทษและขอบคุณเขาในใจ

            เมื่อเดินออกสู่ที่สว่างฉันก็มองเห็นสารรูปตัวเอง มิน่าคนเขาจึงมองฉันด้วยความสงสัยมากกว่าชมความสวยของฉันเหมือนเมื่อวานนี้ เนื้อตัวฉันสกปรกมอมแมม มีรอยยุงกัดเต็มไปหมด...นี่ตัวฉันหรือ ? แม้ตัวฉันเองยังไม่ค่อยเชื่อสายตาของตัวเองเลย....

            วันนั้นฉันเดินวนเวียนอยู่ในตลาดเมื่อฉันหิวก็ขออาหารจากคนที่เดินผ่านไปมา บางคนใจดีก็แบ่งให้ บางคนใจร้ายไล่ฉันเสียงดังจนฉันกลัว แล้วนี่ความสวยที่ฉันหยิ่งยโสว่าทุกคนที่รายรอบตัวฉันดีกับฉันทุกคน สามารถหาสิ่งที่ฉันต้องการมามอบให้ฉันได้ถูกต้องโดยที่ฉันไม่ต้องร้องขอ แล้ววันนี้ทำไมจึงกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า แล้ววันต่อไปเราจะทำอย่างไร

            ฉันเดินไปคิดไปจนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง แล้วฉันก็รู้สึกว่ามีอะไรมากระทบหัวฉันอย่างแรง...โอ้ย...ฉันเจ็บนะ...ฉันรีบวิ่งอย่างเร็วไปหลบในพงหญ้าที่ไกลออกมาจากตัวบ้านนั้นพอสมควร แล้วมองกลับมายังหน้าบ้านหลังที่ฉันเพิ่งวิ่งจากมา เห็นผู้ชายร่างสูงใหญ่เดินถือไม้ยาวพอประมาณออกมาจากในบ้าน “ ไปไหนแล้วนะ นึกว่าทีเดียวจะอยู่ ชอบขโมยดีนัก” ฉันได้ฟังแล้วงงฉันไปขโมยอะไรของเขานะ ก็ฉันเดินของฉันอยู่ดี ๆ

            หลังจากที่เขาเดินดูตามหน้าบ้านไม่เจอใครเขาก็ถือไม้ตรงมายังพงหญ้าที่ฉันหลบอยู่...แล้วฉันจะทำอย่างไรนี่...เขาเดินใกล้เข้ามาแล้ว ชีวิตนอกบ้านของฉันวันแรกทำไมมีแต่เรื่องน่ากลัวอย่างนี้ ฉันนึกและเฝ้าแต่ภาวนาให้แม่ช่วยฉันให้ปลอดภัยจากผู้ชายใจร้ายคนนี้ด้วยเถอะ  “ แม่จ๋าหนูกลัว...ช่วยหนูด้วย “

             ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกจากบ้านของผู้ชายร่างใหญ่ที่กำลังเดินตรงมายังที่ฉันหลบอยู่

      “ พี่ชิต ๆ ป้าเรียก “ เป็นเสียงเด็กผู้ชาย ชายผู้นั้นชะงักหันกลับไปทางเสียงเรียก “ เออ...เดี๋ยวข้าไป “ ว่าแล้วก็หันกลับไปแหวกพงหญ้าเพื่อหาคู่กรณีให้พบให้จงได้

            ในระหว่างที่ชายคนนั้นชะงักและหันกลับไปตอบโต้กับเด็กผู้ชายคนนั้น ฉันที่กำลังนอนแนบกับพื้นด้วยอาการอกสั่นขวัญแขวนกลัวว่าจะโดนหาเจอ ก็เหลือบไปเห็นร่างอีกร่างหนึ่งนอนหลบอยู่เช่นกัน และกำลังพยักพเยิดให้ฉันเข้าไปหา และบุ้ยบ้ายชี้ทางที่จะพากันหนีออกไป ฉันมองตามและตัดสินใจคลานไปหาเขาผู้นั้นอย่างเร็ว แล้วพากันคลานออกไปตามทางที่หมายตากันไว้อย่างรวดเร็ว

            เมื่อคลานออกมาจนไกลจากที่นอนหลบอยู่ในตอนแรกพอสมควร ก็ถึงต้นไม้ใหญ่ที่มีร่มเงาพอให้เราหลบและแอบดูชายคนนั้นซึ่งกำลังเดินกลับไปบ้านอย่างรวดเร็ว เขาคงแหวกพงหญ้าแถวนั้นดูจนทั่วแล้วไม่มีใครหลบอยู่ก็เลยเดินกลับบ้านไปด้วยความโมโห

            เราสองคนต่างก็ถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งอกพร้อม ๆ กัน เราหันมายิ้มให้กัน ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาเป็นหนุ่มร่างใหญ่ ท่าทางเรียบร้อยอ่อนโยน เขามองฉันด้วยสายตาใสซื่อบริสุทธิ์ ฉันเริ่มไว้ใจเขา เราต่างเล่าประวัติของตัวเองก่อนที่จะมาพบกันที่นี่

            จากนั้นเขาก็ชวนฉันไปยังที่พักของเขา “พี่เทา” คือชื่อของหนุ่มที่เราได้พบกันโดยบังเอิญ ในช่วงวินาทีวิกฤต และเราก็ผ่านพ้นมาด้วยดี พี่เทาได้เอาอาหารมาให้ฉันกินในเย็นนั้นมากมาย พี่เทาบอกว่าเป็นการเลี้ยงต้อนรับสมาชิกใหม่ของบ้าน

            ฉันพักอยู่กับพี่เทาหลายวัน ฉันช่วยทำงานบ้านเพื่อเป็นการตอบแทน พี่เทาออกจากบ้านไปตั้งแต่ตอนเช้าและกลับมาในตอนเย็นพร้อมอาหารสำหรับมื้อเย็นและมื้อเช้าของวันรุ่งขึ้น

            ฉันเห็นใจพี่เขามากบางวันเขากลับมาบ้านพร้อมอาการเหนื่อยหอบ แต่เมื่อเข้ามาในบ้านเจอหน้าฉันเขาก็แสดงอาการยินดี พี่เขาบอกว่าชีวิตเขาสมบูรณ์แล้ว กลับมาบ้านทีไรเขามีความสุขมาก แถมบ้านเขาก็ดูสะอาดสะอ้านผิดหูผิดตา

            นานวันเข้าเรา ความสนิทสนม ทำให้เราก็ต่างห่วงหาซึ่งกันและกัน เมื่อพี่เขากลับบ้านผิดเวลาฉันก็จะกระวนกระวาย เดินเข้าออกบ้านเป็นสิบ ๆ รอบ และถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นพี่เขากลับเข้าบ้านพร้อมอาหาร

            และค่ำวันหนึ่งหลังจากที่เรากินอาหารเย็นเสร็จ ก็มืดพอดีคืนนั้นเดือนมืด ตามเต็มท้องฟ้าไปหมด เราออกมานั่งดูดาวกันที่ชานบ้าน ลมพัดเอื่อย ๆ ทำให้อากาศหายร้อน เราคุยกันหลายเรื่องสุดท้ายมาจบกันที่เรื่องของหัวใจ เราต่างมีใจให้กันและกัน

            ดึกมากแล้วเราสองคนรู้สึกถึงน้ำค้างที่มากระทบตัวเรา จึงชวนกันเข้าบ้านเพื่อคุยกันต่อ คืนนั้นฉันหลับอย่างเป็นสุขอยู่ในอ้อมกอดของพี่เทา หลังจากที่เราคุยกันเรื่องการสร้างครอบครัวจนล่วงเข้าวันใหม่

            เช้าวันรุ่งขึ้นฉันในฐานะใหม่เป็นคู่ใจของพี่เทาก็ลุกขึ้นมาดูแลบ้านเตรียมอาหาร เมื่อพี่เทาตื่นขึ้นก็กินอาหารเช้าก่อนออกจากบ้านไป

            ฉันอยู่กับพี่เทามาได้หลายเดือน วันหนึ่งพี่เทากลับมาบ้านในตอนเย็น ฉันก็เล่าัถึงความผิดปกติในร่างกายของฉันให้พี่เทาฟัง เมื่อฉันเล่าเสร็จพี่เทาก็บอกฉันด้วยหน้าตาที่แสดงออกซึ่งความยินดีอย่างที่สุด “น้องจ๋า...เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน”

            เมื่อฉันครบกำหนดคลอดลูก ฉันรู้สึกถึงความเป็นแม่ ฉันพยายามดูแลลูกฉันอย่างดีโดยมีพี่เทาเป็นผู้ช่วย

            แล้ววันหนึ่งพี่เทาก็หายไปฉันรอกระทั่งฟ้ามืดสนิท พี่เขาก็ยังไม่กลับมา ฉันเริ่มเป็นห่วง คิดไปต่าง ๆ นา ๆ พี่เขาคงเบื่อฉันและลูก หรือพี่เขาได้รับอันตราย หรือพี่เขากำลังเดินทางกลับบ้าน แต่จนกระทั่งฟ้าสางพี่เทาก็ไม่กลับมา

             เช้าวันนั้นฉันตัดสินใจออกตามหาพี่เทา หลังจากให้นมลูกฉันก็เดินทางเข้าไปในตลาด สอบถามเพื่อน ๆ พี่เทาก็ไม่มีใครเห็น ฉันรีบกลับบ้านเพราะเป็นห่วงลูก

            เจ็ดวันแล้วที่พี่เทาหายไป ฉันต้องเลี้ยงดูลูกคนเดียว มีบางวันที่เพื่อนของพี่เทาเอาอาหารมาเผื่อฉัน ฉันรู้สึกกลุ้มใจมาก ๆ เป็นห่วงแต่ลูกฉันต้องออกไปทำมาหากินเพื่อเลี้ยงตัวเองและมีน้ำน