ถ้านับให้ดีนี่ก็ผ่านล่วงเลยเข้าไปเดือนที่สี่แห่งการสร้างบ้าน “บ้านหลังสุดท้าย…”

เมรุหรือบ้านหลังสุดท้ายนี้ได้เปลี่ยนเราจากคุณหนูผู้อยู่กระดาษ สี่เดือนที่ผ่านมานี้จึงได้มีโอกาสมาเป็น “กรรมกร” เพื่อถ่ายถอนซึ่งอัตตา
เมื่อก่อนใครไปไหนเราก็ได้ไปด้วย แต่เมื่อเริ่มทำงานใคร ๆ ไปไหน เราก็ “เฝ้าวัด”
เราต้องทำงาน คุมงาน ต้องการบริการติดต่อสั่งของ สั่งเหล็ก สั่งปูน
เช้ามาก็ลุยกันแล้ว มอมแมมกันตั้งแต่เช้า
คลุกฝุ่น รุมปูนกันไม่เว้นแต่ละวัน

อารมณ์เดิม ๆ แบบนี้ทำให้ “จิตซึม” ได้ ซึมกับอารมณ์เดียว...
เมื่อซึมแล้วก็เซ็ง เซ็งจนเบื่อ เบื่อแล้วไปไหน “ไปนุ่งกางเกง...”
บางคนเบื่อมากปรับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทันก็อยากออกไปนุ่งกางเกง...!
อารมณ์ซึม ๆ เซ็ง ๆ นี่อันตรายเหมือนกันนะ
พระพุทธองค์ถึงได้ทรงตรัสสอนครูอาจารย์เป็นอุบายไว้ว่า
หากลูกศิษย์มาขอออกไปไปนุ่งกางเกงนั้น
ครั้งที่หนึ่งต้องให้ “ธรรมะ” นำกลับไปคิด เพื่อเตือนสติ และยั้งหัวใจ
ถ้ายังมิวายมาขอครั้งที่สองท่านว่าให้ “ไปเปลี่ยนอารมณ์”
ให้เดินทางไปที่โน้นบ้าง ที่นี่บ้าง ไปธุดงค์ ไปป่าดงพงไพร เพื่อปรับเปลี่ยนอารมณ์ของหัวใจให้เบาได้ซึ่งแรงกรรม
แต่หากมีครั้งที่สาม อันนี้ก็เข้าขั้นเป็น “คนหัวดื้อ” คงจะรั้งต่อไปไว้ไม่ได้ คงต้องปล่อยเขาไป ปล่อยเขาไป...
การเปลี่ยนอารมณ์นั้นมีประโยชน์มากหากเราสังเกตุได้ว่าเราเริ่ม “ซึม...”
ซึม เซื่อง ซ่ำ แซะ และ “เฉิ่ม”
อะไร ๆ ก็ไม่ได้ดั่งใจ อันนี้ต้องรีบไป “เปลี่ยนอารมณ์”

อุบายแห่งการภาวนานี้สามารถนำไปใช้ได้ แต่ก็ไม่ใช่อะไร ๆ ก็หาเรื่องแต่จะไป “เปลี่ยนอารมณ์”
เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนกลายเป็นข้ออ้างเพื่อการไปเที่ยว ไปเตร่ ไปสวนเส เฮฮา อันนี้ไม่มีเปลี่ยนอารมณ์แล้ว แต่เป็นการสร้างอารมณ์ ซึ่งเป็น “อารมณ์หลง”
คนเราเดี๋ยวนี้ชอบเป็นศรีธนญชัย แหมพอรู้หลักอะไรเข้าหน่อยก็เอาสีข้างถู ๆ ไถ ๆ ให้กำลังใจตนเอง
ทำผิด ทำไม่ถูก ก็ทำพูดดี หาเหตุผลอย่างโน้น อย่างนี้ นี่ “ (ทำเป็น) มีหลักการ”
การเปลี่ยนอารมณ์นี้ถ้าทำให้ดีนั้นมีประโยชน์
แต่ถ้าเปลี่ยนอารมณ์มาก ๆ จะมีโทษ ขอได้โปรดพึงระวัง
การเปลี่ยนอารมณ์นี่นะ ใช้ให้เหมาะกับกาลจักเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล
ชีวิตที่เหนื่อยมาก ๆ จมอยู่กับอารมณ์เดียวควรเปลี่ยนบ้าง
เปลี่ยนจากอารมณ์ที่ทำงานเพื่อหาเงิน เป็นอารมณ์ทำงานเพื่อการ “เสียสละ”
อารมณ์หาเงิน หาทองนี่ทำให้เราเหนื่อยนะ แต่อารมณ์การทำความดี อารมณ์เสียสละนั้นทำให้เราหายเหนื่อย เพราะเราได้ยิ้ม ได้สุข ได้ปีติ
เปลี่ยนจากอารมณ์เอา เป็นอารมณ์ให้ ความแช่มชื่น แจ่มใส จักเบิกบานในหัวใจของทุก ๆ คน
"เอา (take)" มาก ๆ เปลี่ยนเป็น "ให้ (give)" บ้างชีวิตจักมีความสุข
อารมณ์แห่งการให้นี้จะปลดแห่งความทุกข์ ความเร่าร้อนในชีวิต จิตสุขเอย...

พรุ่งนี้เป็นช่องว่างในระหว่างรอหินแกรนิตที่จะนำมาทำซุ้มประตู จึงได้มีโอกาสไปเปลี่ยนอารมณ์บ้าง พอหินแกรนิตเข้าวันพุธจึงจะได้กลับไปตะลุมบอนเป็น "กรรมกร" เหมือนเดิม...
สวัสดีค่ะ
อ่านแล้ว..ได้มุมมองเพิ่มขึ้น
จากเดิมที่ข้าวฟ่างคิดอีกค่ะ
คำว่า"กรรมกร"เนี่ย
ลึกซึ้งจริงๆค่ะ
ได้ข้อคิดดีมากค่ะ เพรากำลังซึมเหมือนกันค่ะ วันนี้คงมีอะไรตื่นเต้นขึ้น เพราะจะมีโอกาสเปลี่ยนอารมณ์จากอบรม 4 เดือน มาเป็นกลับไปทำงานแล้วค่ะ
เวลาที่เราตกปลา เมื่อการกินเหยื่อแล้ว ครั้นเมื่อเรากระตุกเบ็ด แล้วขันรอกเข้ามานั้น บางครั้งเราก็ต้องหย่อนเบ็ด คลายเอ็น หรือปล่อยรอกบ้าง เนื่องปลานั้นยังมีแรง มีกำลังอยู่ ดังนั้นเราจึงต้องเย่อ ต้องดึง ต้องปล่อยกับปลานั้นเป็นพักใหญ่ เพราะถ้าหากดึงแรงเกินไปไม่ผ่อน ไม่คลายสายเบ็ดนั้นก็ย่อมตึงจนขาดเสียได้ เราก็จะไม่ได้อะไร ไม่ได้ปลา แถมยังเสียเบ็ด เสียสายเอ็น เสียเวลา แถมยังต้องมานั่งเสียใจกับสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องสูญเสียไป
การปฏิบัติธรรมนี่ก็เช่นเดียวกัน หากเราปฏิบัติจนตึงไป เครียดไป ก็ต้องรู้จักผ่อน จักคลาย ตามภาษาวิปัสสนาท่านเรียกว่า “การเปลี่ยนอารมณ์”
ผ่อนบ้าง คลายบ้าง เข้าพรรษาก็ยังต้องมีออกพรรษาเลยเน๊อะ
อานิสงส์เข้าพรรษาท่านก็ยังหย่อนพระธรรมวินัยให้ถึง ๕ ข้อ
ข้อปฏิบัติ และจริยวัตรเหล่านี้เป็นอุบายแห่งการภาวนา
หากเราตึงก่อนเกินก็เกินพอดี
หากเราหย่อนเกินไปก็ไร้ความพอดี
ทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปานั้นจึงเป็นทางสายเอกแห่งพระพุทธศาสนา
และทางสายกลางนี้จักเป็นทางที่พาเราก้าวหน้าในสายแห่งการ “ปฏิบัติธรรม”