เล้าข้าวคงไม่เพียงเป็นแค่สถาปัตยกรรมพื้นบ้านของชาวนาเท่านั้น หากแต่ในทางคติชนวิทยานั้นกลับมีเรื่องราวมากมายให้ชวนขบคิดอย่างไม่รู้จบ

พักนี้ผมรู้สึกว่าตนเองมีภาระหลายอย่างต้องสะสาง  ทั้งงานเก่าและงานใหม่ต่างแยกเขี้ยวคำรามใส่ผมอยู่ไม่เว้นวัน  ยิ่งการกลับเข้าสู่งานที่มี "ตำแหน่ง"  ยิ่งทำให้ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า  ตนเองแบกรับอะไรอยู่มากมิใช่น้อย  โดยเฉพาะการมารับช่วงต่อในภาวะที่การงานต่าง ๆ ได้พร้อมใจกันดาหน้าตบเท้าเข้าประชิดแบบไม่พูดพร่ำทำเพลง  เลยยิ่งพลอยย้ำให้ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า การจัดการกับความสุขของแต่ละวันนั้น  ผมยังต้อง "ลงแรง"  อีกมากโขเลยทีเดียว

เช่นเดียวกับเช้าตรู่ของวันเสาร์   ผมตัดสินใจหอบหิ้วครอบครัวเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติภูผานของจังหวัดขอนแก่น  โดยมีภารกิจอย่างเป็นทางการคือการไปเป็นวิทยากรให้กับนิสิตที่จัด "เสวนากิจกรรมนำสู่ธรรมชาติ"  ส่วนภารกิจอย่างไม่เป็นทางการนั้นก็คือ  การพาคนของความรักไปพักผ่อนแบบง่ายๆ สบาย ๆ ด้วยการกางเต็นท์นอนฟังเสียงลมหนาวจากผืนป่า  ด้วยหวังว่า  วิธีการเช่นนี้จะช่วยให้พละกำลังของชีวิตหวนกลับมาเยือนตัวเองอย่างจริงจังอีกสักหน

ตลอดเส้นทางไปกลับ  ผมขับรถไม่เร็วนัก  แต่ในความไม่เร็วนั้นกลับไม่เคยได้จอดแวะตามรายทางเท่าที่ควร  ซึ่งผมเองก็แปลกใจมิใช่น้อย  เพราะโดยปกติแล้ว  เมื่อมีโอกาสเดินทางฝ่าสายถนนอันรายรอบไปด้วยทุ่งข้าวอันเหลืองเรืองรองเช่นนี้   ผมมักไม่ละเลยที่จะหยุดรถเพื่อลงไปสัมผัสกับวิถีของท้องทุ่ง  โดยเริ่มจากการยืนนิ่งเพ่งมองไปสู่ท้องทุ่งอันแสนงาม  พร้อม ๆ  กับการหลับตาลงอย่างช้า ๆ  จากนั้นก็สูดเอากลิ่นอายอันมีชีวิตเข้ามาสู่ตัวเองอย่างละเมียดละไม  และนั่นยังหมายถึงการหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพเหล่านั้นไว้ ราวกับว่าวันข้างหน้าอาจไม่พบเจอบรรยากาศเฉกเช่นวันนี้


ท้องทุ่งของวันนี้เหลืองงามอย่างมีชีวิต  ผืนนาหลายแปลงคึกคักไปด้วยเสียงคำรามลั่นของรถเกี่ยวข้าวอันทรงพลังที่ยิ่งดูยิ่งไม่รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อย  ขณะที่บางแห่ง  มีคนเพียงไม่ถึงสิบคนกำลังก้ม ๆ เงย ๆ เกี่ยวข้าวอยู่ขะมักเขม้น  เช่นเดียวกับบางแห่ง  ทุ่งทั้งทุ่งก็ปรากฏกองฟางเล็กใหญ่ยืนท้าแดดหนาวอยู่อย่างไม่สะทกสะท้าน  และบางแห่งก็เริ่มมีการลำเลียงข้าวเปลือกออกจากแปลงนา  ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่าการลำเลียงขนถ่ายที่ว่านั้น  มีเล้าข้าวในเรือนบ้านเป็นจุดหมาย  หรือโรงสีของนายเงินเป็นจุดหมายปลายทางกันแน่

ภาพที่ผมได้พานพบจากการเดินทางในวันหยุดเช่นนี้  เป็นเสมือนสายลมแห่งความทรงจำที่พัดพาให้ผมหวนกลับไปสู่วังวนชีวิตในวัยเด็กของตนเองอย่างง่ายดาย

 

 

ผมหวนคิดถึงภาพของเล้าข้าว (ยุ้งฉาง)  ของชาวนา หรือแต่เล้าข้าวที่ปลูกไว้ข้าง ๆ ตัวบ้านของผมเอง  ซึ่งเท่าที่จำความได้ก็มีทั้งที่มุงหลังคาด้วยไม้ หรือไม่ก็มุงด้วยสังกะสี  ส่วนฝาของเล้าข้าวนั้นก็มีทั้งที่ทำด้วยแผ่นไม้หนา ๆ  หรือไม่ก็เป็นแผ่นสังกะสี  แต่ที่เก่าแก่หรือโบราณหน่อย  ก็ดูเหมือนจะเป็นไม้ไผ่สาน ๆ กันให้แน่นหนา  และฉาบด้วยโคลนผสมแกลบ หรือบางทีถ้าจำไม่ผิดก็มีขี้วัวขึ้ควายเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย 

ขณะที่ประตูนั้นมักนิยมนำไม้แผ่นหนาหลาย ๆ แผ่นเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ  โดยที่ขาดไม่ได้ก็คือชานขนาดเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากตัวเล้าข้าว  เพื่อใช้สำหรับพักข้าวชั่วคราวที่เกิดขึ้นจากการลำเลียงเข้าออก  รวมถึงการเก็บวางสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ  ด้วยเช่นกัน  และชานเล็ก ๆ นี่เองที่ช่วยให้ผมได้ยืนเกาะประตูเล้าข้าวชะแง้มองแม่ที่กำลังตวงข้าวเปลือกใส่กระสอบเพื่อนำไปสีที่โรงสี  หรือไม่ก็แบ่งปันให้กับเครือญาติ

 

 

 

ชีวิตในวัยเด็ก  ผมไม่ค่อยมีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับสิ่งที่ปรากฏในตัวเล้าข้าวเท่าใดนัก  อีกทั้งส่วนก็ไม่ค่อยชอบที่จะมุดตัวเข้าไปในนั้น  เพราะผมเป็นคนแพ้ฝุ่น  จึงกลัวที่จะระคายเคืองกับละอองฝุ่นที่แปดปนอยู่กับข้าวเปลือก  และที่สำคัญที่ต้องขอสารภาพแบบตรง ๆ ในที่นี้เลยก็คือ  ผมกลัวเจ้าตุ๊กแกที่มักแฝงตัวอยู่ในนั้น  เพราะแต่ละตัวที่เคยปรากฏตัวออกมาให้ยลโฉมนั้น  ล้วนแล้วแต่ตัวโต ๆ หัวโต ๆ  แทบทั้งสิ้น  มิหนำซ้ำยังมีลายน่าเกลียดน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก ... เคยมีคนมาขอส่องไฟจับเจ้าตุ๊กแกตามเล้าข้าวในตอนกลางคืน  เห็นว่านำไปขายได้ตัวละ 10 - 12 บาทเลยทีเดียว

 

จะว่าไปแล้ว  เล้าข้าวคงไม่เพียงเป็นแค่สถาปัตยกรรมพื้นบ้านของชาวนาเท่านั้น  หากแต่ในทางคติชนวิทยานั้นกลับมีเรื่องราวมากมายให้ชวนขบคิดอย่างไม่รู้จบ  จะทั้งในมิติของการปลูกสร้าง  การใช้สอย  หรือแม้แต่ความเชื่ออันผูกแน่นไว้กับพิธีกรรมต่าง ๆ ก็ล้วนแล้วแต่น่าสนใจอยู่อย่างไม่รู้จบ ยกตัวอย่างเช่น  เท่าที่จำได้ แม่ไม่เคยขึ้นไปบนเล้าเพื่อตักข้าวในวันที่ตรงกับ "ศีลเล็กศีลใหญ่" (8 ค่ำ และ 15 ค่ำ)  รวมถึงการไม่ตักข้าวในยามที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว  หรือแม้แต่ก่อนการนำข้าวเปลือกขึ้นเล้าข้าว  แม่ก็จะทำพิธีกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นต้นว่า นำเอาฟางข้าวและน้ำเจ้า หรือ "ใบคูนใบยอ"  มาวางไว้บริเวณประตูเล้า  หรือไม่บางทีก็เหน็บไว้ตามฝาผนังของตัวเล้า  ซึ่งท่านบอกว่าเป็นการอัญเชิญให้แม่โพสพมาดูแลรักษาข้าวในยุ้งฉาง  เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล  ส่วนใบคูนก็เสมือนการช่วยให้เกิดความค้ำคูน มีผลผลิตเยอะ ๆ  ให้ข้าวออกดอกออกผล  พอถึง "วันพระวันเจ้า" บางครั้งหลังสวดมนต์เย็นเสร็จ  แม่ หรือพ่อก็มอบหน้าที่ให้ผมนำธูปเทียนและดอกไม้ไปปักไว้ใกล้ ๆ กับตัวเล้าด้วยเหมือนกัน -


ขณะที่พ่อก็เคยได้เปรยให้ฟังบ้างเหมือนกันว่า  เล้าข้าวที่ดีนั้นจะต้องไม่ปลูกอยู่ห่างจากตัวบ้านมากนัก  ไม่อยู่บนจอมปลวก  และต้องไม่นำไม้ที่ไม่เป็นมงคลมาปลูกเป็นเล้าข้าว เช่น ไม้ที่ยืนต้นตาย ไม้ที่เป็นโพรง ไม้ที่ถูกฟ้าผ่า เป็นต้น 

 

 

ผมไม่รู้หรอกว่า  สิ่งที่ได้ฟังและได้เห็นในวัยเด็กนั้นจะจริงหรือเท็จ  แต่ผมก็ยังจดจำและผูกพันกับบรรยากาศเช่นนั้นสืบมาจนถึงทุกวันนี้  เฉกเช่นกับการจดจำได้อย่างแม่นยำว่าในเล้าข้าวนั้นก็หาใช่จะมีแต่เฉพาะข้าวเปลือกเท่านั้นที่ถูกนำไปจัดเก็บไว้  แต่กลับพบว่าบรรดาของแห้งประเภทกระเทียม หัวหอม  พริกหรือแม้แต่ข้าวโพดก็นิยมนำไปแขวนไว้ในนั้นด้วยเช่นกัน 

 

ในทำนองเดียวกันนี้  สิ่งหนึ่งที่พบเห็นบ่อยครั้งไม่แพ้กันก็คือ  ในงานบุญ หรืองานแต่งงาน  บางครั้งก็มักนำเอาเนื้อวัวเนื้อควายไปเก็บไว้บนเล้า  เสร็จแล้วก็ทยอยนำออกมาประกอบอาหาร และแจกจ่ายให้กับคนที่มาร่วมงาน  ขณะที่ใต้ถุนของตัวเล้าก็มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า  โดยบางครัวเรือนก็ใช้เป็นที่แขวนอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือหาเลี้ยงชีพของชาวนา  ทั้งจอบ ตะกร้า กะบุง  คันไถ  คราด  รวมไปถึงการทำเป็นคอกหมู หรือไม่ก็เล้าไก่  บางทีด้านข้างยังเคยขุดเป็นแปลงปลูกผักสวนครัวเลยก็มี 

สิ่งเหล่านี้สำหรับผมแล้ว  ถือได้ว่า เป็นภาพ "ความทรงจำ" (ที่เป็นปัจจุบัน)  ที่มีคุณค่าอย่างมหาศาล และจะยังคงอยู่กับตัวผมสืบต่อไปอย่างไม่รู้จบ