จะทำให้คนอื่นไว้วางใจที่จะมาคุยกันก็จะต้องเรียนรู้ที่จะไว้ใจคนอื่นด้วยเหมือนกัน

                คราวที่แล้วผมเขียนมาถึงเงื่อนไขแวดล้อมความไว้วางใจที่ความสัมพันธ์ทางสังคมบางอย่างที่เป็นพื้นฐานที่จะทำให้เกิดความไว้วางใจและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงได้

        ขณะที่เขียนบทความนี้ก็มีกรณีที่พันธมิตรบุกยึดสนามบินทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง ท่าน ผบ.ทบ.เป็นประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการ,นักวิชาการและภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหาความวุ่นวายในสังคม และมีมติออกมาว่านายกฯควรยุบสภา และพันธมิตรต้องยุติการชุมนุมและออกไปจากสนามบิน

เหตุที่พันธมิตรอ้างในการชุมนุมก็คือเพื่อไม่ให้มีการประชุมสภาแก้รัฐธรรมนูญ แต่แล้วเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นมา เพราะฝ่ายพันธมิตรไม่ไว้วางใจรัฐบาลเนื่องทราบมาว่า ร่างแก้รัฐธรรมนูญของหมอเหวงก็จ่ออยู่ในวาระแล้ว รัฐบาลไม่เสนอก็จริงแต่หมอเหวงเสนอไว้แล้ว อ้าว...เท่านั้นยังไม่พอโฆษกรัฐบาลเองก็ออกมาให้สัมภาษณ์แม้จะไม่ปลุกระดมแต่ก็พูดให้กองเชียร์เข้าใจว่าก็มันสมควรแก้รัฐธรรมนูญนี่...แล้วนี่ถ้าหากเสื้อแดงออกมาเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญก็เป็นสิทธิเขา...อยากรู้เหมือนกันว่าโฆษกรัฐบาลพูดเพื่ออะไร อยากจะให้ตีกันหรือ ฝ่ายรัฐบาลอยากแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงเองแต่ยุให้ให้ประชาชนใช้ความรุนแรงกันเองหรือ คำพูดมีเยอะแยะต้องอย่าลืมว่าท่านให้สัมภาษณ์ในฐานะโฆษกรัฐบาลไม่ใช่ผู้นำม๊อบ กรุณาแยกให้ออกด้วยเพราะคำพูดของท่านมันมีผลกระทบ แล้วจะให้ฝ่ายพันธมิตรไว้วางใจรัฐบาลได้อย่างไรล่ะ..เฮ้อ..เวรกรรมประเทศไทย

        เอาเหอะ..เรามาดูภาคทฤษฎีของเรากันต่อ คราวนี้เรามาดูการประเมินความไม่ไว้วางใจ ดูตรงไหนล่ะ...

        ดูความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น มันไม่เป็นไปตามสัญญา ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น มีการหักหลัง หลอกลวง พูดอย่างทำอย่าง เช่น ปากบอกว่าเราจะไม่ใช้ความรุนแรง แต่จากการประทะกลับมีคนตายจากอาวุธของผู้ปราบปราม

        หรือหากประเมินแล้วเห็นว่าจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เพราะที่ผ่านมากมักจะเป็นอย่างนี้แหละ  หรือว่าไม่ได้รับความร่วมมือ มีบรรยากาศของความระแวงฝ่ายตรงข้าม มีอคติ โกรธแค้น เกลียด เป็นปฏิปักษ์ เป็นฝ่ายตรงข้าม ต่อต้านซึ่งกันและกัน  เหมือนที่เราเห็นกันอยู่ ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามพูดก็จะผิดทั้งหมด ฝ่ายตัวเองพูดจะถูกทั้งหมด แล้วถ้าไม่มีคนอยู่ตรงกลางแล้วเราจะได้ความจริงหรือ...เพราะคนกลางจะฟังด้วยใจที่เป็นกลาง ฟังทั้งสองข้าง ไม่ใช่ฟังความข้างเดียว..เข้าใจไหม..(อิอิ ตูจะกลายเป็นพวกไม่รักชาติไหมเนี่ย)

        แต่ว่าก็ว่าเหอะ ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนเสื้อแดง และฝ่ายสนับสนุนเสื้อเหลือง ถ้าเขารู้จักกันเขาก็จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันอยู่  เช่น นักการเมืองที่เรารู้จักในฐานะเขาเป็นผู้แทนเราเห็นว่าเขาทำไม่ถูกเพราะเขาอยู่ฝ่ายแดง แต่ในฐานะคนรู้จักกันก็อาจจะมีสายสัมพันธ์กันอยู่บ้าง ใช่ไหมครับ ถึงจะชังก็ชังไม่หมดเสียทีเดียว อย่างนี้เป็นต้น

        คราวนี้เมื่อมันเกิดความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นแล้ว การเจรจามีปัญหา หากจะตั้งใจแก้ปัญหาต่อไปก็ต้องมีการประเมิน ผลเสียและผลกระทบ เพราะเมื่อเรื่องสำคัญไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร

ที่เห็นชัดคือไม่สามารถระดมความร่วมมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้

ในส่วนสภาพทางด้านจิตวิทยาและทางอารมณ์ แน่นอนครับว่าความโกรธ ความไม่พอใจ รวมไปถึงปฏิกิริยาตอบสนองในทางลบ รัฐอยากให้ทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์จัดการกับพวกพันธมิตร ทหารก็ไม่ปราบปรามประชาชน รัฐก็ผิดหวังกับกองทัพ  พันธมิตรอยากจะให้ทหารปฏิวัติล้มล้างอำนาจรัฐบาลให้มันจบๆเสียที ทหารก็ไม่ปฏิวัติ ทำไปทำมาทหารถูกจวกทั้งสองข้าง ผมไม่แน่ใจว่าผลักทหารเข้ามาอยู่กับพวกเสื้อไม่จำกัดสีไหม...

มีความเสียหายอันเนื่องมากจากความไม่ไว้วางใจระดับใด อาทิ ทำงานต่อไปไม่ได้ ความรุนแรงขยายตัวมากขึ้น การตัดความสัมพันธ์ ตอนนี้เราเห็นภาพค่อนข้างชัดขึ้นว่ารัฐบาลไม่ไว้วางใจทหาร ให้ตำรวจนำหน้าและให้ทหารเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุน อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปหากตำรวจใช้กำลังปราบปรามประชาชน ทหารจะทำอะไร....ฝ่ายรัฐที่จะทำหน้าที่จัดการก็ออกมาพูดว่าพันธมิตรเป็นกบฏ(อีกแล้ว) จะให้ศาลเดือดร้อนอีกแล้ว...อิอิ

จะทำอย่างไรให้ความไว้วางใจเกิดขึ้นมาอีก หากฝ่ายรัฐยังคงเติมเชื้อ แบบโต้วาทีด้วยกิริยาอาการหมั่นไส้พันธมิตร กระตุ้นเสื้อแดงอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องรักษาประชาธิปไตย ต้องไปจัดการ ต้องเตรียมอาวุธจะเพื่อป้องกันตัวหรืออะไรก็ตามที เห็นเสื้อแดงพกอาวุธออกข่าวทีวีก็เห็นกันอยู่ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ทำอะไรไม่ได้(หรือไม่ทำอะไร..) ฝ่ายพันธมิตรจะมีอาวุธบ้างมันจะแปลกอะไรล่ะ...ผมพูดอย่างเป็นกลางที่สุดแล้ว

จะทำให้คนอื่นไว้วางใจที่จะมาคุยกันก็จะต้องเรียนรู้ที่จะไว้ใจคนอื่นด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่รัฐจะบอกพันธมิตรให้ยุติการชุมนุม แต่กูจะอยู่ต่อ..เขาก็คนมีความคิดเหมือนกัน และในความคิดที่เกิดจากความไม่ไว้วางใจ เขาก็มีสิทธิคิดว่ารัฐบาลกำลังวางโครงการต่างๆที่เป็นเมกาโปรเจคส์เพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง ตราบใดที่ยังจัดการไม่เสร็จก็จะไม่ออก ตราบใดที่ย้ายข้าราชการระดับสูงไปคุมพื้นที่ไม่เสร็จ ก็ไม่ออก ตราบใดที่จะโปรยเงินหว่านเพื่อจัดการให้ได้เสียงข้างมากโดยใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนแทนที่จะใช้เงินของตัวเองยังไม่เรียบร้อย ก็จะไม่ออก เขาก็มีสิทธิคิดเหมือนกันใช่ไหมครับ....(คราวนี้จะโดนเสื้อแดงถีบไหมนี่..อิอิ)

สังคมที่ไว้วางใจกัน เราจะเห็นได้ในชนบทที่มีการไปมาหาสู่กัน พบปะพูดคุยกันเสมอๆ และคนจะน่าเชื่อถือก็จะมีบุคลิกภาพหรือคุณลักษณะพิเศษคือ

จะเป็นคนที่มีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในสาขาวิชาต่างๆ สามารถทำงานให้สำเร็จได้ จนทำให้เกิดความเชื่อว่าเขามีความสามารถทำงานตามที่เราคาดหวังได้

เป็นผู้มีศักดิ์ศรี ยึดมั่นให้หลักการบางอย่างที่คนทั่วไปยอมรับได้ โดยประเมินจากความคงเส้นคงวาในพฤติกรรมที่ผ่านมา ไม่ใช่พูดอย่างทำอย่าง

เป็นผู้มีใจโอบอ้อมอารี ห่วงใยผู้อื่น เปิดใจในการพูดคุย

เป็นผู้มีความจริงใจ แม้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งได้ก็ต้องสื่อสารให้เขาได้รับรู้อย่างตรงไปตรงมา

โดยสรุป หากทั้งสองฝ่ายมองว่าการเจรจายังสามารถเกิดขึ้นได้ สิ่งที่ต้องทำคือการฟื้นฟูความไว้วางใจกัน โดยเยียวยาภาวะทางจิตใจ การชดเชยความเสียหาย การแก้ไขข้อผิดพลาดในเวลาที่เหมาะสม การสื่อสารที่เปิดกว้างตรงไปตรงมา สร้างอัตลักษณ์หรือการหาสิ่งยึดเหนี่ยวร่วมกันใหม่ หรือความสนใจร่วมกัน สร้างผลงานร่วมกัน เป็นต้น และหากทำได้ ความไว้วางใจก็จะกลับคืนมาและหันหามาเจรจากันโดยสันติวิธี...

จะมีใครฟังบ้างไหมครับเนี่ย.....