มาตรฐานคุณภาพอยู่ที่ไหน และเป็นมาตรฐานของใคร

เมื่อครั้งที่ทำวิทยานิพนธ์  ระดับมหาบัณฑิตหรือดุษฎีบัณฑิต  เราต่างบอบช้ำจากการให้คำปรึกษาของ

อาจารย์ที่ปรึกษาตามๆ กัน  มีที่ปรึกษา  3 คน  พูดไปคนละทิศละทาง ปรับให้ถูกใจอาจารย์ท่านหนึ่ง อีก

ท่านหนึ่งก็ไม่พอใจ

แม้แต่อาจารย์คนเดิมคนเดียวนั้น  ปรับเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ถูกใจ  เพราะท่านจำไม่ได้ว่าท่านนั่นแหละที่

แนะนำไว้  ขนาดเก็บลายมือต้นฉบับนำไปให้ดู  ก็ยังข้างๆคูๆ (อิ อิ)

แทบกล่าวได้ว่า มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิตที่เครียดสุดๆ มิใช่อื่นใด  เครียดเพราะ...

ไม่ได้ทำผลงานด้วยตนเองหรอก  ความคิด ความเป็นตัวตน  มันหายไปไหนไม่อาจรู้  รู้แต่เพียงว่า

ต้องปรับตามใจอาจารย์  ไม่เช่นนั้นคุณไม่มีวันเรียนจบ   นี่คือ  เรื่องจริงของวงวิชาการ

และวิธีการดังกล่าวนี้ได้สืบทอดต่อๆ กัน  ครั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการประเมินผลงาน

วิชาการอาจารย์สาม  การประเมินก็ยังคงเป็นไปตามความคิดเห็นของผู้ประเมิน  เชื่อมั้ยล่ะคะ

บางคนยังเข้าใจว่ากำลังประเมินวิทยานิพนธ์ (ฮา ๆ) เพราะไปเสนอแนะ ไปแก้ไข ผลงานของเขาหมดจน

ลืมไปว่า  คำแนะนำนั้นไม่สอดคล้องกับสภาพจริงในห้องเรียน ลองพิจารณาดูเถิด  ติติงตั้งแต่กิตติกรรม

ประกาศ  ควรเขียนอย่างนั้นไม่ควรอย่างนี้  ขอให้เขาเป็นตัวตนของเขา

เขียนจากใจที่อยากเขียนสักแผ่นจะได้ไหม

เขาจะขอบคุณใครคุณหนูคุณแมวอะไร ที่ไหน อย่างไร ให้เป็นเรื่องของเจ้าของผลงานเถิด 

ท่านอย่าไปยุ่งอะไรกะเขาเลย  กรรมการควรพิจารณาผลงานตาม

หลักวิชาการที่สำคัญที่เป็นมาตรฐานจะดีกว่า  ในการอ้างอิงและบรรณานุกรมก็เช่นกัน  ผิดหรือที่เขาเขียน

คำว่า "หน้า" แทนเครื่องหมาย :  ตามหลักการจะเขียนแนวใดก็ได้แต่..ขอให้ใช้แนวนั้นตลอดเล่ม 

แต่จะเป็นรูปแบบของสถาบันใด ควรเป็นอิสระ ไม่ควรไปยุ่งกะเขาเพราะเขาไม่ทราบว่ากรรมการที่ตรวจงาน

จบสถาบันใดจะได้ใช้แนวของสถาบันนั้นๆ ให้ถูกใจ

ผู้เขียนเห็นคุณครูที่หอบผลงานวิชาการที่ได้รับการปรับปรุงมาปรึกษา  รู้สึกสงสารจับใจเพราะเขาเครียด

มาก  กรรมการเล่นให้แก้ไขในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น  เขาไปทดลองกับเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง  5 คน ถือว่า

ทดลองในกลุ่มย่อยแล้ว  แต่ท่านกรรมการไม่ยอมระบุให้ไปทดลองกับกลุ่มย่อยมาใหม่  สงสัยว่าทดลอง 

กับเด็ก  5  คนยังไม่นับเป็นกลุ่มย่อย   ดังนั้น คำว่า "เอกสิทธิ์"  ของกรรมการ บางครั้งต้องทบทวน  เพราะ

ท่านมีมาตรฐานแตกต่างกันมาก  บางครั้งควรมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเสนอแนะเชิงวิชาการบ้าง

อย่างน้อยเป็นการสะกิดเตือนใจ  มิใช่กรรมการทั้งหมดทั้งมวลยอมกรรมการเพียง  1  คนที่ใช้ความคิดเห็น

ของตนตัดสิน ด้วยถือว่า ให้เกียรติกันนั้นไม่ควร เพราะความกลัว ความเกรงใจทำให้เสื่อม

อีกประการหนึ่ง  ผู้เขียนก็ไม่เห็นด้วยกับหน่วยงานบางหน่วยงานที่แก้ไขเกณฑ์  แก้ไขวิธีการประเมิน

เปลี่ยนแปลงบ่อยจนตามแทบไม่ทัน   ก็เข้าใจว่าท่านทำเพื่อขวัญและกำลังใจของบุคลากรขององค์กร 

แต่มันเป็นการลดมาตรฐานวิชาการหรือไม่  น่าจะพิจารณา เพราะแม้แต่คุณครูด้วยกันยังบ่นและตัดพ้อว่า

ทำไมเขาได้ยากเย็นแสนเข็ญ ต้องใช้ความรู้ ความสามารถสุดๆ  ในรุ่นก่อน หรือรุ่นแรกๆ

บางคนสอนยังไม่เป็นเรื่องเป็นราวแต่ผ่านการประเมินไปได้อย่างไร   เป็นต้น

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาทุกฝ่ายน่าจะทบทวนมาตรฐานคุณภาพการศึกษา  และ

ร่วมสังฆายนากันเสียที  เหมือนกับคำกล่าวว่า "ปริญญาเต็มบ้านเต็มเมือง แต่คุณภาพการศึกษาต่ำกว่า

เกณฑ์ "  พอๆกับคำกล่าวว่า "อาจารย์สามเต็มโรงเรียน  แต่...เด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้  เกือบครึ่ง

ค่อน" ตัวของอาจารย์สามบางท่านก็ใช่ย่อย เขาถามว่า ได้อาจารย์สามมาอย่างไร   บรรณานุกรมยังเขียน

ไม่เป็น หาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานไม่ได้   เขียนคำนำยังต้องคัดลอกของคนอื่น  แล้วจะให้คุณภาพ

การศึกษาของประเทศไทย สู่ ISO ระดับสากลได้อย่างไร เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้  ผู้เขียนเชื่อว่าเกิดจากจิตสำนึกของทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่า 

ว่าเรามีส่วนช่วยกันสร้างสรรค์หรือทำลายคุณภาพกันแน่

มาตรฐานคุณภาพอยู่ที่ไหน  และเป็นมาตรฐานของใคร

วันนี้...ขอพูดความจริงสักวัน  เกลียด โกรธ อย่างไรไม่คำนึง