น้ำตาเทียนหยดลง ไปยังผิวน้ำ มองเหมือนอ่างน้ำมนต์ขนาดใหญ่

 

       วันลอยกระทง เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความหมายต่อชีวิตคนไทย ผู้เขียนรักวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะการใช้ฝีมือในการรังสรรค์ ผลงานรูปแบบต่างๆ เช่น การแกะสลักเทียน การร้อยพวงมาลัย การประดิษฐ์กระทง ที่สวยงามปราณีต จนต่างชาติต้องตะลึง

  คืนนี้ ชาวไทยคงได้แสดงฝีมือกันเต็มที่ ตามชนบท มักแต่งกระทงด้วยตนเอง สมัยเด็กๆ ผู้เขียนต้องตัดต้นกล้วย มาทอนเป็นท่อน ขนาดพอดี เป็นพื้นกระทง จากนั้นก็ไปตัดใบตอง(ใบกล้วย) ตั้งแต่เช้ามาผึ่งให้หมดน้ำค้าง และอ่อนตัวลง จะได้นำมาพับกลีบกระทงได้ง่ายขึ้น ใช้ไม้กลัดจากก้านมะพร้าว แทนเข็มหมุด มาตรึงกลีบใบตอง เป็นบัวคว่ำ บัวหงาย ไม่นานกระทงน้อยก็ดูสวยงามขึ้น

 บ้านนอกจะเอาดอกอะไรได้ นอกจาก บานไม่รู้โรย ดาวเรือง และบานชื่น นำมาวางสลับๆตกแต่งจนเต็มกระทง มีช่องว่างให้ใส่หมากพลู ที่เจียนเป็นคำ ใสข้าวตอกด้วย นำตะเกียบมาเจาะรูกระทง เพื่อปักเทียนให้มั่น กระทงจะสวยก็เพราะมีแสงเทียนนี่แหละ ธูปสามดอก พร้อมเศษสตางค์ เป็นอันเครื่องบูชาพระแม่คงคาของผู้เขียน ก็ครบถ้วนบริบูรณ์

   ช่วงเดินทางไปยังคลองลอยกระทงน้ัน สนุกมาก จะมีการร้องเพลงกันตลอดทาง

การได้อยู่ท่ามกลางแสงจันทร์นี้ เป็นสุขนัก บางปีมีอากาศเย็นมาก เรียกว่าหนาวน้ำค้าง คางกระทบกัน แต่ใจกลับอบอุ่นหรรษา แต่ในคืนแบบนี้แหละ ท้องฟ้าจะโปร่ง ไม่มีปุยเมฆมาบดบัง แสงจันทร์ และแสงดาว ระยะทางที่เดิน ก็ไกลพอสมควร แต่เราไม่ต้องใช้ไฟฉายกันเลย

  พอมาถึงสถานที่นัดหมายจะลอยกระทงกัน เส้นทางนั้นผู้ใหญ่ได้ถากถางจนเตียน ตั้งแต่กลางวันแล้ว จึงสามารถเดินลงไปปล่อยกระทงได้สบายๆ ปลอดภัย

 น้ำในคลองจะนิ่ง จนมองเห็นดวงจันทร์ อีกดวง อยู่ใต้น้ำ เพียงภาพเบื้องหน้า ก็พาให้ใจเราสงบลงแล้ว ทำให้มีสมาธิในการอธิษฐาน เด็กๆ คำอธิษฐานก็แสนสั้น ไม่ซับซ้อน คือ ขอให้มีความสุข ให้เรียนเก่งๆ ให้มีคนรักมากๆ เท่านี้เอง สูตรสำเร็จของผู้เขียน ไม่ปรารถนาอะไรมากมาย เหมือนเมื่อยามโตขึ้น

  กระทงของผู้เขียน ล่องลอยไปแล้ว ด้วยการวักน้ำส่งเบาๆ กระทงมีอาการโคลงนิดๆ เหมือนเต้นระบำ บางครั้งก็ลอยไปเป็นหมู่ บางครั้งก็แยกไปโดดเดี่ยว แต่กระทงก็ไม่เคยจม นอกจากมีการเอียงบ้าง แต่ก็ทำให้น่าดู น้ำตาเทียนหยดลง ไปยังผิวน้ำ มองเหมือนอ่างน้ำมนต์ขนาดใหญ่

  ใจเจ้าของกระทง เป็นสุขนัก มองเพลิน ไม่นานนัก คนทั้งหมู่บ้าน ก็พากันลอยกระทงเต็มคลอง ความมืดสลัว กับการลอยห่างออกไป ทำให้เริ่มจำกระทงไม่ได้ แหละเมื่อนั้น ผู้เขียนก็รู้สึกเหมือนกับว่า กระทงของเรา ได้ลอยไปจนถึงสวรรค์ชั้นฟ้า นำเครื่องบูชาไปถวายแด่พระแม่คงคาแล้ว

   ดึกมากแล้ว ต่างก็ชักชวนกันกลับบ้าน คราวนี้ ไม่มีเสียงเพลง มีแต่เสียงย่ำเท้า ที่ประสานกับเสียงแมลงกลางคืน ที่ออกมากรีดเสียงเพลงแทนเรา ทุกคนคงกำลังนึกถึงภาพ อันวิจิตรในคืนนี้

   ความทรงจำวันลอยกระทงของผู้เขียน แจ่มชัดสดใสเสมอ แม้หลายปีที่ผ่านมานี้ จะไม่ได้มีโอกาส เช่นนั้นอีกแล้ว แต่ในความทรงจำ วันลอยกระทงของผู้เขียน เหมือนจะเพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นานนี่เอง

   คืนนี้ คงเป็นคืนที่ฝันดี ของผู้เขียน เพราะได้ย้อนระลึกถึง วันลอยกระทง ด้วยความรู้สึกว่า...

.....ลอยกระทงกันแล้ว......

.......บุญจะส่งให้เราสุขใจ...บุญจะส่งให้เราสุขใจ..