คนอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ มีประสบการณ์สังคมผ่านเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน ปรากฏการณ์ และเหตุการณ์ต่างๆ หลายอย่าง รวมถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม
หลายเรื่องสามารถใช้เป็นหลักอ้างอิง เหมือนกับบอกพิกัดหรือตำแหน่งแห่งหนของกาละ-เทศะ ในวิถีของชาวบ้านได้ อย่างเรื่อง คนเผาถ่าน ไอ้เป๋หนองบัว และ วัวหลวงพ่ออ๋อย ที่จะเล่าต่อไปนี้ครับ
คนเผาถ่าน
เมื่อต้นปีนี้ ผมกลับบ้านโดยรถตู้โดยสารจากสวนจตุรจักร ไปยังอำเภอหนองบัว มีผู้โดยสารคนหนึ่งขึ้นมาในรถ แล้วก็เริ่มทำความรู้จักกับทุกคน เขาแนะนำตนเองกับใครๆหลายคนว่า เขาเกิดหนองบัวแต่จากหนองบัวมาอยู่กรุงเทพมากกว่า 20 ปีแล้ว เขาเป็นลูกหลานของครอบครัวคนเผาถ่าน
คนเผาถ่าน !!! คนอื่นที่อยู่นอกบริบทของคนหนองบัว ได้ยินเข้าก็คงงงว่า อะไรกัน การระบุคน สถานที่ หรือเหตุการณ์อ้างอิง สิ่งที่มีความร่วมกันหรือ Commons เขามีแต่ใช้สิ่งใหญ่ๆโตๆ หรือมีบทบาทโดดเด่น เป็นต้นว่าลูกผู้ว่า ลูกนายตำรวจ เจ้าของกิจการใหญ่ในท้องถิ่น.....อะไรเทือกนี้
นี่ใช้ ลูกคนเผาถ่าน เป็นหมุดหมายให้คนในวงสังคมระดับอำเภอเชื่อมโยงเข้าหาตนเองเพื่อข้ามเส้นแบ่งความเป็นคนแปลกหน้าแล้วเริ่มทำความรู้จักกัน คนทั่วไปในระดับอำเภอมันชุมชนเล็กอยู่เสียเมื่อไหร่ ฟังดูประหลาดแท้ ใช้ได้ด้วยหรือ
สำหรับคนหนองบัวแล้ว ได้ครับ ได้ มันมีที่มาอยู่ครับ
ชุมชนเผาถ่านที่เป็นย่านอาศัยและเผาถ่านขายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีอยู่แหล่งเดียวของอำเภอหนองบัว
ละแวกดังกล่าว เป็นชุมชนอยู่ริมถนนดินทรายที่ตัดออกจากตลาด ปากทางไปโผล่ที่ร้านขายยาหมอหลุย ผ่านด้านหลังโรงเรียนหนองบัว(เทพวิทยาคม) ผ่านหลังอำเภอและโรงพัก ทะลุไปยังโรงเรียนหนองคอก หรือ โรงเรียนหนองบัว..โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอหนองบัวในปัจจุบัน
เมื่อ 20-30 ปีก่อนโน้น สองข้างทางเป็นป่าละเมาะ ทุ่งนา และบ้านเรือนประปราย ทว่าพอไปถึงสักครึ่งทาง ก็เป็นกลุ่มบ้านเรือนของชุมชนเผาถ่าน ตรงข้ามก็เป็นท้องนาโล่งกว้างไปจรดแหล่งที่เป็นที่ตั้งโรงพยาบาลอำเภอในปัจจุบัน ริมถนนมีต้นมะม่วงป่า หน้าน้ำหลากก็มีแหล่งให้โดดน้ำเล่น
เด็กโรงเรียนหนองคอก ต้องเดินและถีบจักรยานจากตลาดไปยังโรงเรียน ร้อยทั้งร้อยต้องผ่านถนนสายนี้เป็น 3 ปี 6 ปี จึงทำให้รู้จักและต้องมีชุมชนคนเผาถ่านอยู่ในประสบการณ์ชีวิตแทบทุกคน
อยู่ที่ว่าจะจดจำรายละเอียดได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง จึงถือเป็นสถานที่และแหล่งอ้างอิงทางสังคมของชุมชนท้องถิ่นได้
ดังนั้น พักเดียวก็เริ่มเจอคนรู้จักและไปๆมาๆก็ได้รู้จักกับเด็กรุ่นน้อง ซึ่งก็กลายเป็นน้องของคนที่เป็นเพื่อนรักเพื่อนใคร่คนหนึ่งของเขา สลายความแปลกหน้าและกลายเป็นพวกกัน หรือคนบ้านเดียวกันได้ในที่สุด
ความเป็นชุมชนเป็นแหล่งความรู้ที่มีชีวิต สามารถเรียนรู้ และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพื่อการปรับตัวและทำสิ่งต่างๆร่วมกันผ่านการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงการเรียนรู้ทางสังคม อย่างนี้แหละครับ

ไอ้เป๋หนองบัว
ไอ้เป๋ เป็นคนสติไม่ดี มือข้างหนึ่งหงิกและเดินขากระเผลก ตัวดำมะเมื่อม มีหนวดเฟิ้มห้อยออกสองข้างมุมปากและยาวจนคลุมริมฝีปากบน นุ่งกางเกงขาก๊วยมอมแมมจนเป็นสีดินโคลน เปลือยร่างกายส่วนบนตลอดเวลา ไม่พูดไม่คุยกับใคร ไม่มีส่งสียง
ไอ้เป๋...ชาวบ้านร้านตลาดเรียกเขาว่าอย่างนี้ ผมขอใช้ในฐานะเป็นชื่อเรียกไปด้วยก็แล้วกันครับ มิใช่เรียกด้วยความรู้สึกหมิ่นแคลน ละเมิดความเป็นส่วนตัวผู้อื่นของผู้ถูกกล่าวถึง แต่อย่างใด
เวลาไอ้เป๋อยากจะกินอะไรก็จะเดินไปยืนจ้อง ซึ่งส่วนใหญ่คนก็จะรู้ว่าเขาอยากกินข้าวหรือหิว ก็จะแบ่งปันอาหารให้ บางครั้งไอ้เป๋ก็จะไปคุ้ยหาอาหารเอาจากถังขยะ ยืนหยิบมากินเหมือนอาหารโต๊ะจีน จากนั้นก็จะเดินไปทั่วตลาด
อยากนอนตรงไหนก็นอน อยากยืนและควักไข่ออกมาเกาตรงไหนก็ทำ ซึ่งบางทีก็อยู่ตรงกลางตลาด ทำเอาคนที่อายและหลบวูบวาบกลายเป็นแม่ค้าและคนเดินซื้อของ ไม่ใช่ตัวเขา
จะมีใครสามารถถลกกางเกงเปิดก้นและยืนเกาไข่กลางตลาดได้อย่างมีความสุขเหมือนเขา ไม่มีหรอกครับ ต่อให้เป็นนายห้างหรือนายพลก็ถูกจับข้อหาอนาจาร แต่เป๋ไม่ครับ เขาแน่จริงๆ
แม้จะกินอาหารจากกองขยะ นอนตากยุง คลุกฝุ่น เกรอะกรัง ก็ไม่เคยมีใครเห็นไอ๋เป๋เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกอย่างยิ่ง แม้ในยุคอดีตที่มีโรคระบาดในท้องถิ่นมากมายสารพัด
ต้องจัดว่าเขาเป็นตัวแทนของ สสส ได้เหมือนกัน ทว่า ไม่ใช่มาจาก สร้างเสริมสุขภาพ ครับ แต่คือ สติแตก สกปรก แต่ สุขภาพแข็งแรง !!!!
ไอ้เป๋เป็นใครมาจากไหน ไม่มีใครยืนยันได้แน่ชัด ต่างก็บอกเล่าสืบทอดกันไปคนละทิศละทาง บ้างก็ว่าเขาเป็นนักสืบและสายลับของ ผกค บ้างก็ว่าเป็นทหาร เพราะในยุคนั้น หนองบัวยังเป็นทางผ่านของรถถัง และรถยีเอ็มซีขนทหาร ที่มักเคลื่อนจากค่ายจิระประวัตินครสวรรค์ไปทางป่าเขาเชื่อมต่อกับเพชรบูรณ์
มีกิจกรรมที่ไอ๋เป๋มักทำอยู่เป็นประจำเหมือนกัน คือ ตอนสายๆ เขามักออกไปยืนกลางถนนแถวหัวตลาด หันหน้าไปทางพระอาทิตย์ขึ้น แล้วก็ทำมือเหมือนท่าบูชาแสงตะวันแล้วก็ชี้เปะปะไร้ทิศทาง ช่วงเวลาที่เขาทำอย่างนี้ คนมักเตร่เข้าไปดูกันอย่างจริงๆจังๆแล้วก็ตีเป็นหวย บอกต่อๆกันไป
พอกัน ก็บ้ากันคนละอย่าง
ไอ้เป๋จึงเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชาวหนองบัว ไม่มีใครทำร้ายและถือสาหาความ จึงไปไหนมาไหนและทำอะไรได้ตามใจชอบ นอนได้ทุกที่ มีคนหมุนเวียนปันอาหารเลี้ยงดู เรียกว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่และอยู่เหนือสารพันปัญหาใดๆอย่างแท้จริงทั้งของท้องถิ่นหนองบัวและของผู้คนทั่วไป
ความเป็นชุมชนที่ผู้คนได้สิ่งต่างๆจากการอยู่ร่วมกันนั้น แม้คนบ้า คนเมา คนจรจรัด กระทั่งสัตว์ ต่างก็เป็นองค์ประกอบความมีชีวิตชีวาของการอยู่ด้วยกัน อย่างใกล้ชิด
วัวหลวงพ่ออ๋อย
อีกสิ่งหนึ่งในความเป็นหนองบัวก็คือ วัวหลวงพ่ออ๋อย
คนท้องถิ่นในอดีต ถือวัวควายเป็นสัตว์มีพระคุณ ในยุคผมนั้น มีโรงฆ่าสัตว์เชือดวัวควายเหมือนกัน แต่ทำส่งไปยังที่อื่น และทำโดยแขกปาทาน คนท้องถิ่นส่วนใหญ่โดยเฉพาะชาวบ้าน ยังไม่ค่อยรู้จักการทำวัวควายมาเป็นเนื้อบริโภค คือส่วนใหญ่ยังกินไม่เป็นกัน เมื่อวัวควายแก่ หากไม่ปล่อยให้แก่ตายก็จะนำไปปล่อยวัด
ควายที่แก่ตาย มักนำไปแล่หนัง แล้วก็นำกระโหลกไปถวายวัด หรือไม่ก็เก็บไว้ในบ้านเป็นเครื่องรำลึกถึงกัน หนังก็นำไปทำเป็นเชือกถวายวัดหรือเป็นเครื่องมือเกษตรกรรม หากตัวใดแก่มาก ตัวใหญ่ และชาวบ้านผูกพันนับถือ ก็จะนำหนังควายตัวนั้นไปทำหนังกลองถวายวัด
ในอดีตนั้น จะมีการตีกลองย่ำค่ำ เป็นวัฒนธรรมการตีกลองบูชาพระรัตนตรัย โดยถือว่ามนุษย์และชุมชนทำหน้าที่แทนคุณต่อควาย ให้ควายซึ่งเป็นสัตว์มีบุณคุณได้เข้าใกล้พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ไม่ค่อยมีใครทำวัวควายกินเป็นอาหารอย่างจงใจ
การเห็นกลองหนังควายของวัดในชนบทแถวนั้น แม้อาจจะดูฝีมือหยาบๆ ทว่า มิติทางจิตวิญญาณกลับสูงส่งยิ่ง ชาวบ้านเขาพาควายและวัวที่มีบุญคุณต่อเขาให้ได้กราบบูชาพระพุทธเจ้า ทุกครั้งเมื่อมีการตีกลองและย่ำค่ำ จึงหมายถึงการทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณควาย ให้ควายได้ร่วมกราบพระรัตนตรัย ซึ่งก็จะมีการตีเป็นชุด 3 ชุด จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมการบูชาด้วยเสียงกลองและดนตรีกาลนั่นเอง
เป็นวิถีชุมชนที่แยบคายและลึกซึ้งอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ มักนำหนังวัวไปทำเชือก ใช้เอง แบ่งปันกันใช้ หรือถวายวัดเช่นกัน ซึ่งมีบ้างที่ก็ไม่กล้าทำ ด้วยสำนึกต่อบุญคุณของวัวเช่นกัน ก็เลยนำไปปล่อยที่วัดหนองกลับ หรือวัดหลวงพ่ออ๋อย เลยก็กลายเป็นมีฝูงวัวแก่หลายตัวอยู่ในวัด นอนตามต้นมะขวิด มะสังข์ หรือเตร็ดเตร่และเล็มหญ้าทั้งในลานวัดและเดินไปทั่วตลาดอำเภอหนองบัว ไม่มีใครทำอะไร แม้แต่จะดุด่าหยาบคายหรือตีให้เจ็บ เช่นกัน
ไอ้เป๋หนองบัว และวัวหลวงพ่ออ๋อย เป็นประสบการณ์ร่วมของคนหนองบัวหลายรุ่น อีกทั้งสะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันของผู้คนและทุกสิ่งอย่าง ของคนหนองบัว
เมื่อลองพิจารณาดู ก็น่าสนใจว่า ลักษณะหนึ่งของการอยู่ร่วมกันในวิถีประชาหรือภาคประชาชน หรือในแหล่งที่มีความเป็นชุมชนก็คือ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ และสิ่งของส่วนรวม ก็มีความหมายต่อการอยู่ร่วมกัน มีการผลิตระบบคุณค่าและการให้ความหมาย ที่ทุกคนต่างมีความหมายต่อกัน
สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นทุนทำให้คนส่วนใหญ่ที่แม้จนเงิน แต่ถ้าหากสามารถเรียนรู้ สร้างสังคมและสร้างความเป็นส่วนรวมกับคนที่อยู่ด้วยกันเป็น ก็สร้างความสุขขึ้นได้ จึงเรียกว่าทุนทางสังคมที่ก่อให้เกิดสุขภาวะของชุมชน
ชุมชนอย่างนี้ ไม่เพียงมีที่อยู่ให้แก่ไอ๋เป๋หนองบัวและวัวหลวงพ่ออ๋อยเท่านั้น ทว่า ทั้งมีที่อยู่และอยู่อย่างเป็นส่วนหนึ่งในสุขภาวะกันและกันเลยทีเดียวครับ.
ขอบคุณสำหรับบทความ อ่านสนุกค่ะ
ขอบพระคุณเช่นกันครับคุณ krutoi แล้วจะเก็บรวบรวมมาเล่าไว้ให้อ่านอีกครับ ดีใจครับที่บอกว่าสนุก การอ่านที่ทำให้สนุกนี่ อย่างน้อยก็ทำให้เรามีเวลามีความสุขที่ลึกซึ้งไปหลายนาที และก็เป็นกำลังใจ ให้ผมได้มีความสุขไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
อ้างอิง
เรายังลืมบุคคลที่ถือว่าเป็นจุเด่นของหนองบัวนี้อีก 2 คน
ไอ้นพ เขาเป็นนักร้องหนุ่มชื่อดังแนวน้ำเสียง ยอดรัก และพระเอกลิเกขวัญใจแม่ยกชาวตลาดสดหนองบัวบ้านอยู่ห้วยร่วม
และอีกคนนึงคือคนขายน้ำตาลสดเขามีซโลแกรนและหลักการขายของเขาและเป็นที่รู้จักกับคนทั่วไปว่า
น้ำตาลสดจร้าถุงระ.......................บาดจร้า........พี่
คุ้นๆ นะครับ แต่นึกรายละเอียดไม่ออก โดยเฉพาะคนขายน้ำตาลสดนี่คุ้นๆมากเลย ไอ้นพที่คุณเก๊ากล่าวถึงนี่ก็เหมือนกัน ไม่รู้ว่า อาจจะเป็นรุ่นหลัง 2520 หรือเปล่า เพราะก่อนหน้านั้น ผมพอจะคุ้นเคยอยู่มาก
พวกห้วยร่วมมีคนเล่นแตรวงและร้องเพลงเชียร์รำวงเก่งๆ เยอะ ไอ้นิจ หรือพินิจ รุ่นน้องผมปีนึงที่โรงเรียนหนองคอก ก็เล่นแตรวงและอยู่บ้านห้วยร่วม แล้วก็เล่นทรัมเป็ตของโรงเรียนหนองคอกด้วย ดูเหมือนว่าจบจากหนองคอกแล้วก็ไม่เคยเจอะเจอกันเลย เป็นคนเรียบร้อย สุภาพบุรุษ เล่นทรัมเป็ตในไสตล์ที่คนเล่นเครื่องเป่าเรียกกันว่า'เสียงกลม' ซึ่งต้องคนปากอยู่ ปอดแข็ง และควบคุมลมได้สมำเสมอ ถึงจะทำได้
อันที่จริงผมว่ามีอีกเยอะนะครับ เชิญเขียนเก็บรวบรวมไว้ตามสบายเลยนะครับ
เค้าว่าไอ้นพเป็นคนห้วยร่วมครับอาจารย์
ขอบคุณมากครับที่มีคนดีๆที่ทำรายการเกี่ยวกับบ้านเรา
รู้สึกดีมากเลยที่คุณเสวกเรียกเรื่องพวกนี้ว่า เป็นเรื่องของบ้านเรา มันเหมือนการที่เราได้เรียนรู้และเห็นตนเองร่วมกันจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น นอกจากต้องสร้างขึ้นจากเราเอง ทำนองว่า แม้นเป็นแสงหิ่งห้อย ก็ยิ่งใหญ่ตรงที่เป็นการเรียนรู้ที่จะร่วมเปล่งแสงออกจากตนเองของสิ่งงดงามเล็กๆจากชาวบ้านร้านถิ่นต่างๆ
เหมือนกับเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้คนเราสามารถมีความคุ้นเคย มีความเป็นญาติมิตร และสร้างสำนึกความเป็นพี่น้องกันได้ ดีจริงๆครับ
เหอะๆๆ..ดีๆๆ..ไม่เคยได้ยินเลย..แต่อ่านแล้วได้เนื้อหาสารดี..อยากทราบว่าผู้เขียนเป็นใครหรอคับ..ผมก็เป็นคนหนองบัวเหมือนกัน..อยากอ่านอีกอ่ะคับ
เหอๆๆ เป็นคนหนองบัวครือกันครับ แต่รุ่นแก่ไปหน่อยเลยร่วมสมัยกับเรื่องนี้ ผมเป็นรุ่นที่หนองบัวมีโทรทัศน์ขาวดำเครื่องแรกที่ร้านขายข้าวหัวตลาด และตอนนั้นโรงเรียนต้องหยุดให้นักเรียนไปดูอพอลโล 11 ลงจอดดวงจันทร์จากโทรทัศน์ขาวดำเครื่องแรกนั้นน่ะครับ ร้านที่ตอนนี้อยู่ตรงข้ามร้านเจ้าเง็กน่ะครับ เถ้าแง่เนี๊ยเง๊กนั่น เป็นเพื่อนร่วมรุ่นผมทั้งหนองบัวเทพและหนองคอกครับ
สวัสดีครับ ท่านอาจาย์
หวังว่าทานสะบายดีครับ ตอนนี้ใกล้ปีใหม่ของไทยแล้วก็อดนึกถึงภาพเก่าๆของการเล่นตรุดสงกรานต์ที่คนเถ้าคนแก่มาเล่นชิงช้า ร้องเพลงพวงมาลัยใต้ต้นมะขวิดทีวัดหนองกลับเสียมิได้ครับ
และขอให้ท่านอาจารย์มีความสุขมากๆนะครับ
อยากให้โยมอาจารย์เขียนถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในท้องถิ่นหนองบัวต่อไปนี้
ประเพณีกินดอง
บวชนาคหมู่
อาสาทำงานช่วยคู่ดอง(คู่หมั้น)
ลงแขกดำนา-เกี่ยวข้าว
ขอเจริญพรโยมอาจารย์ เคยมีความรู้สึกว่า หนองบัวมีดีหลายอย่างแต่กาลเวลาผ่านไปเหมือนกับความดีเหล่านั้นได้สูญหายไปกับบุคคลและกาลเวลาด้วย พอดีเมื่อคืน(๑๓ พ.ค. ๕๒)ได้เปิดเว็บไซต์เจอโยมอาจารย์เขียนวิถีชีวิตคนหนองบัวออกเผยแพร่ก็ดีใจและขอชื่นชมอนุโมทนาและขอให้โยมอาจารย์ ได้เขียนต่อไปเรื่อย ๆ เพราะโยมอาจารย์เขียนได้ดีวิเคราะห์ได้ลึกซึ้งกว้างขวาง ครอบคลุมเชื่อมโยงหลายมิติน่าอ่านน่าสนใจ ยิ่งเป็นคนหนองบัวด้วยแล้วจะรู้สึกได้ถึงความดีงามและรักท้องถิ่นบ้านเกิดตัวเองมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย
คนหนองบัว-หนองกลับ จะมีประเพณีที่แตกต่างจากถิ่นอื่นอันเป็นลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นที่ยังจำได้อย่างหนึ่งก็คือ การแต่งงานจะมีการปลูกเรือนหอ โดยฝ่ายชายจะหาอุปกรณ์ไม้ปลูกบ้านคนละครึ่งกับฝ่ายหญิง เป็นต้นว่าพื้นบ้าน เครื่องบน เวลานี้ยังหาดูได้พื้นบ้านไม้มะค่าโมงหน้าใหญ่ ๆ สวยงามมาก วันแต่งงานเจ้าบ่าวจะนำวัวหนึ่งคู่ เทียมเกวียนใหม่ ๆ เรียกว่าเกวียนมือหนึ่งเลยแหละ แถมควาย ๑ -๒ ตัว มาเป็นค่าสินสอนเพื่อประกอบอาชีพการเริ่มต้นชีวิตคู่
อาตมาภาพไม่มีความสามารถทางการขีดเขียน แต่อยากจะให้ผู้ที่มีความสามารถด้านการขีดเขียนได้ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นมรดกของท้องถิ่นหนองบัวให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้รากเหง้าตนเองต่อไป
แต่ก็ดีใจที่ของดีหนองบัวยังไม่สูญหายแน่นอน เพราะมีโยมอาจารย์ได้ช่วยสืบสานสืบต่ออย่างแข็งแรงอาตมาก็ขอให้กำลังใจและจะคอยติดตามงานโยมอาจารย์ต่อไป
ขอเจริญพร
พระมหาแล ขำสุข (อาสโย)
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพยิ่งครับ
ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล
ขอเจริญพรโยมอาจารย์ อาตมาภาพจะขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้เผยแพร่เรื่อง กินดอง-หนองบัว คือเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ อาตมาให้หลานสาวที่ศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยนเรศวรเขียนเกี่ยวกับประเพณีกินดอง และหลานสาวก็เขียนได้ดีมากตามความรู้สึกของอาตมาที่ว่าดีนั้นไม่ใช่ว่าเป็นหลานตัวเองแล้วจึงชมว่าดี แต่เห็นสำนวนการเขียนการใช้ภาษาการเรียบเรียงเรื่องราวติดต่ออ่านได้ใจความและต่อเนื่องเห็นภาพพจน์ดี
เรื่องเวลาหรือจำนวนปี พ.ศ.ของเรื่องคงไม่ใช่เนื้อหาหลักแต่เนื้อหาสาระอยู่ที่ความเป็นท้องถิ่นเฉพาะตน ซึ่งความน่าสนใจก็จะอยู่ในวิถีทางอันเป็นแบบของตัวนั่นเอง
จริง ๆ แล้วอาตมาอยากเห็นผู้รู้ในท้องถิ่งหนองบัวได้เขียนไว้ให้อ่านบ้าง ถ้าผู้อ่านที่เป็นคนหนองบัว จะมีข้อสังเกตหรือเพิ่มเติมส่วนไหนบ้างก็ยินดีเป็นอย่างมาก
มีอีกเรืองหนึ่งน่ะโยมอาจารย์ คือมีเพื่อนพระด้วยกันอยากถามเรื่องการทำวิจัยคุณภาพเพราะเทอมนี้(มิ.ย.๕๒)ท่านลงเรียนวิชาวิจัยเชิงคุณภาพที่มหาวิทยาลัยนเรศวร และท่านก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำวิทยานิพนธ์เชิงคุณภาพด้วย ฉะนั้นก็เลยขอคำแนะนำการทำวิจัยและให้โยมอาจรย์เป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ทางไกลด้วย หวังว่าคงจะได้รับความอนุเคราะห์จากโยมอาจารย์
ขอเจริญพร
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
ประเพณีกินดอง
ประมาณปี พ.ศ. 2475 วัฒนธรรมการกินดองเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในหนองบัวการกินดองยุคแรกๆ นั้น มีขั้นตอนที่พอจะสรุปได้ดังนี้
1.พูดทาบทาม
การพูดทาบทามนั้นฝ่ายชายจะจัดให้ผู้ใหญ่ 3-4 คนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนนับหน้าถือตาในสังคม มีชีวิตครอบครัวที่ดี ไปทาบทามกับผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง และส่วนมากจะมีการตกลงระยะการดอง ว่าจะดองกันกี่ปี จึงจะแต่งงาน
2. เป็น “คู่ดอง”
การเป็น “คู่ดอง” กัน มีข้อปฏิบัติ หลายประการอาทิ คู่ดองจะเข้าใกล้กันได้มไม่เกิน 2 เมตร ซึ่งในการดูใจกันของทั้ง 2 ฝ่าย ว่าฝ่ายชายจะให้เกียจฝ่ายหญิงอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการดองหรือไม่ และเป็นการพิจารนาการวางตัวให้เหมาะสมที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกต่อไปในอนาคตได้หรือไม่ หากฝ่ายใดประพฤติตนเหมาะสม จะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป เป็นต้น
3.ปลูกเรือน
การปลูกเรือน ส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยฝ่ายชาย ซึ่งจะต้องตัดไม้ในป่า มีความเชื่อ เกี่ยวกับการเลือกตัดไม้ที่จะใช้ปลูกเรือน กล่าวคือ ฝ่ายชายจะนำไก่เป็นเข้าป่าไปด้วย 1 ตัว เมื่อเห็นต้นไม้ที่จะใช้ปลูกเรือนได้ ต้องมองหาตาของต้นไม้นั้นที่อยู่ต่ำที่สุด จากนั้นแปะอาหารไก่ไว้ที่ตานั้น ถ้าไก่จิกกินอาหารได้ห้ามตัดต้นไม้นั้นเป็นอันขาด
เมื่อฝ่ายชายตัดต้นไม้เสร็จ จะเข็นมาไว้ในบ้าน เตรียมทำการแปรรูปไปเป็น
เสา ฝาเรือน ฯลฯ บางบ้านจะมีการทำขวัญไม้โดยจะเชิญหมอมาทำขวัญให้ไม้ที่ตัดมาจากป่าก่อนทำการแปรรูป
จากนั้น ทำการหาทำเลขุดหลุมเสา โดยจะทำการซ่อนเงิน-ทอง ไว้ในที่ที่คาดว่าจะขุดหลุมจากนั้น ให้ “ผัวคู่เมียคู่” หมายถึง คู่สามีภรรยาคูหนึ่งที่ครองเรือนกันมานาน และชีวิตครอบครัวมีความสุขดี) หาเงิน-ทองที่ซ่อนอยู่จนพบ (โดยถือเคล็ดที่ว่า ทำเลนี้มีแต่เงินแต่ทอง จะทำมาค้าขึ้น) จากนั้น จะทำการขุดหลุมเสาและทำขวัญเสาโดยหมอทำขวัญ ก่อนทำการยกเสา(เอาเสาลงหลุม)เวลาตี 5 ของวันยกเสาจึงนิมนต์พระมา สวดชยันโตฯ แล้วยกเสาลงหลุมได้ จากนั้นจะให้ฝ่ายชายและหญิงปลูกกล้วยและอ้อยคนละต้น เพื่อเสี่ยงทายชีวิดคู่ หากต้นไม้ที่ปลูกมีอาการผิดปรกติไป แสดงว่า ชาย-หญิงคู่นั้นต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตคู่ให้มากขึ้นเป็นพิเศษ
เมื่อยกเสาเรียบร้อยแล้ว จะทำการปลูก เรือนต่อ โดยแรงงานที่ปลูกเรือนนั้นได้จากการไหว้วานเครือญาติของทั้งสองฝ่ายจนเรือนเสร็จ
จากนั้นจะเป็นการหาฤกษ์แต่งงาน ส่วนใหญ่จะได้ฤกษ์จากพระที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือ เมื่อได้ฤกษ์แล้ว จะทำการเตรียมการจัดงานแต่งงานต่อไป
พิธีการแต่งงาน
พิธีแต่งงานเป็นผลต่อเนื่องมาจากวัฒนธรรมการกินดอง โดยพิธีแต่งงานของชาวหนองบัวสมัยก่อน จะมีขั้นตอนดังนี้
1.กินเลี้ยง
การกินเลี้ยงส่วนใหญ่จะทำตอนเย็นก่อนวันผูกข้อมือ โดยจะเชิญผู้ที่ช่วยปลูกเรือน ทั้งหมดมาเลี้ยงอาหารเป็นการขอบคุณ รวมทั้งร่วมเป็นพยานในงานแต่งงานของเจ้าภาพอีกด้วย
2.ทำบุญ รดน้ำสังข์
เวลาประมาณ 7.00 น.ของวันผูกข้อมือจะทำบุญเลี้ยงพระ จากนั้นพระสงฆ์จะรดน้ำสังข์ ให้คู่บ่าว - สาว ตามด้วยญาติผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่าย
3.ยกขันหมาก
เมื่อทำบุญรดน้ำสังข์แล้ว ฝ่ายชายจะไปตั้งขบวนขันหมากนอกบริเวณบ้านฝ่ายหญิง ซึ่งขันหมากจะประกอบด้วย ขนนต้ม ข้าวเหนียวห่อ (แป้งข้าวเหนียวห่อไส้มะพร้าว)ข้าเหนียวหัวหงอก(ข้าวเหนียวโรยมะพร้าว) ไก่ตัวผู้ต้ม 1 ตัว เหล้าขาว 1 ขวด กล้วย 2 หวี ขนมกงชะมุด ขนมสามเกลอ ขนมนางว่าว ขนมนางเล็ด หมาก พลู จำนวนลงท้ายด้วยเลข 4 เช่น หมาก 4 ผล พลู 4 ใบ เป็นต้น
4.เปิดขันหมาก
เมื่อเจ้าบ่าวมาถึงบนเรือนผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย จะทำการเปิดขันหมาก และเปิดสินสอดว่าครบหรือไม่ ในสมัยนั้น เงินสินสอดจะเป็นเงินขวัญถุงสำหรับคู่บ่าว-สาว จำนวน 44 บาท 44 สตางค์ เงินขวัญถุงนี้ ห้ามนำไปซื้อสิ่งได้เป็นอันขาดคู่บ่าว-สาวจะ ต้องเก็บไว้เป็นเงินสินสอดไห้ลูกชายของตน (ถ้ามี) ไปสู่ขอเจ้าสาวในอนาคต
5.ส่งตัว
การส่งตัวจะกระทำเมื่อถึงเวลาค่ำ ถือฤกษ์สะดวก หรือฤกษ์ที่คิดว่าตัวเลขเป็นมงคล เช่น 19.09 น. เป็นต้น
ผัวคู่เมียคู่จะพาคู่บ่าว-สาว เข้าห้องหอ แล้วสอนการใช้ชีวิตคู่ จากนั้นจะให้ เจ้าสาวล้างเท้าเจ้าบ่าว แล้วกราบเท้าของเจ้าบ่าว 3 ครั้ง หลังจากนั้นเจ้าบาวจะถอดเครื่องประดับทั้งหมด(ซึ่งส่วนใหญ่จะทำด้วยทอง)ไห้เจ้าสาวเก็บไว้ ตลอดระยะเวลาที่แต่งงานกัน ภรรยาจะต้องกราบเท้าสามีก่อนนอนทุกคืน
ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2535 วัฒนธรรมการกินดองของหนองบัวได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบไป จากที่เคยเรียกว่า “การกินดอง” จะเปลี่ยน เป็นการ “หมั่นหมั้น” รวมทั้งขั้นตอนและกิจกรรมก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนี้
1.พูดทาบทาม
ในวันศุกร์ตอนเย็นฝ่าย ชายจะจัดผู้ใหญ่ 7 คนไปบ้านของฝ่ายหญิงเพื่อทำการทาบทามและนัดหมายกำหนดวันหมั้นและตกลงค่าสินสอดด้วย
2.หมั้น
หลังจากตกลงกำหนดวันและค่าสินสอดหมั้นแล้ว ในวันจันทร์ใด ๆ ของทุกปีก็ได้ฝ่ายชายจะยกขบวนขันหมากมาสู่ขอฝ่ายหญิง ซึ่งขันหมากจะประกอบด้วยสิ่งของคล้ายกับขันหมากแต่งงานสมัยก่อนแต่จะเพิ่มทองรูปพรรน โดยน้ำหนักทองจะลงจำนวนคู่เช่น ทอง 2 บาท เงิน 2 หมื่นบาท หรือทอง 4 บาท เงิน 4 หมื่นบาท
3.เป็น “คู่หมั้น”
การเป็น “คู่หมั้น” จะแตกต่างจากการเป็นคู่ดอง คือคู่หมั้นใกล้ชิดกันได้มากขึ้น แต่ต้องไม่น้องกว่าครึ่งเมตร
หากระหว่างหมั้นมีการเกิดสุริยุปราคา หรือจันทรุปราคา ฝ่ายหญิงจะต้องคืนทองให้ฝ่ายชาย แล้ว ฝ่ายชายจะยกขันหมากมาหมั้นมาอีกครั้ง ตอนเช้ามืด (ประมาณ 5.00 น.) ของวันผูกข้อมือ
4.ปลูกเรือน
การตัดไม้จากป่าและการทำขวัญยังมีการยึดถือคล้ายสมัยก่อน(ยกเว้น กรณีที่ซื้อไม้สำเร็จรูป) จะแตกต่างกันตรงที่สมัยนี้มีการว่าจ้างปลูกเรือน เนื่องจากญาติอาจไม่มีเวลามาช่วยปลูกเรือน ซึ่งจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในพิธีการแต่งงานต่อไป
พิธีแต่งงาน
โดยทั่วไป พิธีการแต่งงานสมัยนี้จะคล้ายกับสมัยก่อน แต่มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนี้
-การกินเลี้ยง ซึ่งในสมัยก่อนนั้น จะเลี้ยงอาหารผู้ที่มาช่วยปลูกเรือน แต่เมื่อทำการว่าจ้างแทน การเลี้ยงอาหารจะกระทำโดยแจกบัตรเชิญให้เครือญาติมาร่วมงาน ซึ่งผู้ที่มาในงานจะนำเงินใส่ซองมาช่วยเจ้าภาพ
เป็นการเอาแรงตอนพิธีหมั้น
-สินสอดซึ่งในสมัยก่อนจะมีเพียงเงินขวัญถุงให้กันเท่านั้น แต่สมัยนี้ ค่าสินสอดจะเพิ่มจำนวนขึ้น คู่แต่งงานบางคู่จะเพิ่มค่าสินสอดแทนการปลูกเรือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างสองฝ่าย
-การส่งตัว ในการส่งตัวสมัยก่อนนั้น เจ้าบ่าวจะถอดเครื่องประดับให้เจ้าสาวเก็บไว้ แต่เมื่อมีการหมั้นด้วยทองรูปพรรนแล้วเจ้าบ่าวจึงไม่จำเป็นต้องถอดเครื่องประดับให้เจ้าสาวเก็บไว้อีก
การสืบทอด
พิธีการต่าง ๆ ถูกสืบทอดโดยการดูตัวอย่างและการบอกเล่าจากบรรพบุรุษ
วิธีการหาข้อมูลในชุมชน
สัมภาษณ์
นางลึ้ม นุชเฉย อายุ 84 ปี อาศัยอยู่บ้าน เลขที่ 152 ม.1
ต.หนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์
นางบังอร นุชเฉย อายุ 48 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 152/1 ม.1 ต.หนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์
น.ส.สุภาเพ็ญ(อ้อย)นุชเฉย นิสิตคณะเกษตรศาสตร์ปีที่ 4 มหาวิทยาลัยนเรศวร จ. พิษณุโลก ผู้สัมภาษณ์ วันที่ 17-19 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2547
ขอเจริญพรโยมอาจารย์ดร.วิรัตน์ บทความเรื่องกินดอง มีผิดพลาดตอนท้าย ๆ อยู่ตรงข้อความ"หมั่นหมั้น" ขอแก้ไขเป็น"การหมั้น"
อาตมาได้เข้าไปดูที่บล๊อคโอเคเนชั่นแล้วงานศิลปะของโยมอาจารย์สื่อความหมายได้ดีและการบรรยายประกอบเรื่องได้ชัดเจนดีมากเชื่อมโยงได้หลากหลายมิติอ่านแล้วมีความสุขสงบชุ่มชื่นใจเกิดปัญญาความรู้มีมุมองในการดำเนินชีวิตดี
จะแสดงความคิดเห็นบ้างก็ยังสมัครไม่ได้ ข้อมูลของอาตมากำลังรอการตรวจสอบจาก admi... หนังสือพุทธธรรมของท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์
(ป.อ.ปยุตฺโต)หาซื้อได้ยากหน่อยตามร้านหนังสือทั่วไป ถ้าใครมีความประสงค์จะซื้อให้ไปซื้อได้ที่ร้านจุฬาบรรณาคารภายในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กทม.
ขอเจริญพร
phramaha lae
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระมหาแล ขำสุข (อาสโย) ครับ
นมัสการมาด้วยความเคารพ
วิรัตน์ คำศรีจันทร์
กราบขอบพระคุณที่พระคุณเจ้าได้เข้าไปชมบล๊อกผมในโอเคเนชั่นและให้การสะท้อนต่อเรื่องงานศิลปะของผมครับ งานที่นำเสนอในบล๊อกโอเคเนชั่นที่พระคุณเจ้าได้เข้าไปดูนั้น เป็นการนำเอางานวิจัยและองค์ความรู้จากวิธีสร้างความรู้ท้องถิ่นร่วมกับคนในท้องถิ่น มาทำงานสร้างสรรค์ และนำเสนอต่อสังคมในอีกรูปแบบหนึ่งโดยวิธีการทางศิลปะ
ทรรศนะที่พระคุณเจ้าสะท้อนว่า อ่านแล้วสุขสงบชุ่มชื่นใจและได้ปัญญา นั้น สื่อแนวคิดสำหรับการทำงานชุดนี้ได้ดีที่สุดเลยครับ คือ ต้องการหาวิธีนำคนให้เข้าถึงความเป็นสุนทรียภาพและได้สัมผัสกับความละเอียดประณีตทางจิตวิญญาณภายใต้งานทางความรู้ ซึ่งวิธีการวิจัยและการถ่ายทอดความรู้แบบทั่วไปมีข้อจำกัด ทำให้คนได้ความรู้แต่เข้าไม่ถึงผัสสะระดับมโนปัญญาได้
คนก็เลยเกิดประสบการณ์ได้แค่ประสบการณ์ทางสมอง ไม่สามารถเกิดประสบการณ์ทางจิตวิญญาณจากงานวิจัยและงานทางความรู้ได้
ผมเลยทดลองผสมผสานงานสองด้าน คือ งานวิจัยและงานความรู้ที่นำมาพูดด้วยภาษาและวิธีการศิลปะ แล้วก็ลองนำมานำเสนอดูครับ
งานบางส่วนในนั้น ได้ทำขึ้นเพื่อไปจัดแสดงต่อสาธารณะ ที่หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปีที่ผ่านมาด้วยครับ ท่านที่สนใจ สามารถเข้าไปชมเรื่องที่พระคุณเจ้ากล่าวถึงที่นี่นะครับ http://www.oknation.net/blog/silpa
อีกบล๊อกหนึ่ง มีตัวอย่างงานทำให้เรื่องของวัดและชุมชน เข้ามาอยู่ในโลกไซเบอร์ได้อย่างพอเหมาะ อาจจะเป็นแนวทำงานวิจัยชุมชนและสร้างความรู้ให้กับท้องถิ่นได้ ที่บล๊อกนี้ครับ http://www.oknation.net/blog/moy
ขอร่วมอณุโมทนา และยินดีนสรรเสิญเป็นอย่างยิ่ง
และร่วมแสดงความยินดีกับท่านอาจารย์วิรัตน์
นี่แหละครับ การศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มีไว้ในห้องเรียนดังที่เค้าบอก การค้นหาหรือได้รับการถ่ายทอดจากโลกนอกห้องไม่สิ้นสุดเช่นในตำราจริงๆครับ
ผมได้ครูเพิ่มอีกเป็น 2ท่านแล้วมีความสุขมากถึงแม้ยังไม่ได้เอ่ยรับเป็นศิษก็ตาม
งานกินดองนี้ผมเคยเข้าไปเปิดดูกรณีศึกษา ของนักศึกษา เรื่อง งานกินดองที่บ้านเนินตาเกิด แต่ไม่สามารเข้าชมได้ไม่ทราบว่าเป็นคนๆเดียวกันที่ทำอยู่หรือป่าว ดังเช่นพระมหาอาจารย์ได้กล่าวข้างต้น
ผมยินดีที่สุดที่อาจารย์เอ่ยจะจัดเวทีคุย ถ้าเป็นไปได้ผมขอเสนอว่า น่าจะเป็นวันเข้าพรรษาที่วัดเทพสุทาวาส ถ้าเห็นด้วยเป็นการสมควร
ผมอยากชักชวนพักพวก พริกเกลือ ไปร่วมรับฟังการสนทนาบันยาย และจะขอกราบแสดงตนฝากตนเป็นศิษด้วยครับ