"....ไอ้เป๋หนองบัว และวัวหลวงพ่ออ๋อย เป็นประสบการณ์ร่วมของคนหนองบัวหลายรุ่น อีกทั้งสะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันของผู้คนและทุกสิ่งอย่าง ของคนหนองบัว...."
            คนอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ มีประสบการณ์สังคมผ่านเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน ปรากฏการณ์ และเหตุการณ์ต่างๆ หลายอย่าง รวมถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม

            หลายเรื่องสามารถใช้เป็นหลักอ้างอิง เหมือนกับบอกพิกัดหรือตำแหน่งแห่งหนของกาละ-เทศะ ในวิถีของชาวบ้านได้ อย่างเรื่อง คนเผาถ่าน ไอ้เป๋หนองบัว และ วัวหลวงพ่ออ๋อย ที่จะเล่าต่อไปนี้ครับ

คนเผาถ่าน

            เมื่อต้นปีนี้ ผมกลับบ้านโดยรถตู้โดยสารจากสวนจตุรจักร ไปยังอำเภอหนองบัว  มีผู้โดยสารคนหนึ่งขึ้นมาในรถ แล้วก็เริ่มทำความรู้จักกับทุกคน เขาแนะนำตนเองกับใครๆหลายคนว่า เขาเกิดหนองบัวแต่จากหนองบัวมาอยู่กรุงเทพมากกว่า 20 ปีแล้ว เขาเป็นลูกหลานของครอบครัวคนเผาถ่าน 

            คนเผาถ่าน !!!  คนอื่นที่อยู่นอกบริบทของคนหนองบัว ได้ยินเข้าก็คงงงว่า อะไรกัน การระบุคน  สถานที่ หรือเหตุการณ์อ้างอิง สิ่งที่มีความร่วมกันหรือ Commons เขามีแต่ใช้สิ่งใหญ่ๆโตๆ หรือมีบทบาทโดดเด่น เป็นต้นว่าลูกผู้ว่า ลูกนายตำรวจ  เจ้าของกิจการใหญ่ในท้องถิ่น.....อะไรเทือกนี้ 

            นี่ใช้ ลูกคนเผาถ่าน เป็นหมุดหมายให้คนในวงสังคมระดับอำเภอเชื่อมโยงเข้าหาตนเองเพื่อข้ามเส้นแบ่งความเป็นคนแปลกหน้าแล้วเริ่มทำความรู้จักกัน คนทั่วไปในระดับอำเภอมันชุมชนเล็กอยู่เสียเมื่อไหร่ ฟังดูประหลาดแท้ ใช้ได้ด้วยหรือ 

            สำหรับคนหนองบัวแล้ว ได้ครับ ได้  มันมีที่มาอยู่ครับ

            ชุมชนเผาถ่านที่เป็นย่านอาศัยและเผาถ่านขายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีอยู่แหล่งเดียวของอำเภอหนองบัว

            ละแวกดังกล่าว เป็นชุมชนอยู่ริมถนนดินทรายที่ตัดออกจากตลาด ปากทางไปโผล่ที่ร้านขายยาหมอหลุย ผ่านด้านหลังโรงเรียนหนองบัว(เทพวิทยาคม) ผ่านหลังอำเภอและโรงพัก  ทะลุไปยังโรงเรียนหนองคอก หรือ โรงเรียนหนองบัว..โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอหนองบัวในปัจจุบัน

            เมื่อ 20-30 ปีก่อนโน้น สองข้างทางเป็นป่าละเมาะ  ทุ่งนา และบ้านเรือนประปราย ทว่าพอไปถึงสักครึ่งทาง ก็เป็นกลุ่มบ้านเรือนของชุมชนเผาถ่าน ตรงข้ามก็เป็นท้องนาโล่งกว้างไปจรดแหล่งที่เป็นที่ตั้งโรงพยาบาลอำเภอในปัจจุบัน ริมถนนมีต้นมะม่วงป่า หน้าน้ำหลากก็มีแหล่งให้โดดน้ำเล่น

           เด็กโรงเรียนหนองคอก ต้องเดินและถีบจักรยานจากตลาดไปยังโรงเรียน  ร้อยทั้งร้อยต้องผ่านถนนสายนี้เป็น 3 ปี 6 ปี จึงทำให้รู้จักและต้องมีชุมชนคนเผาถ่านอยู่ในประสบการณ์ชีวิตแทบทุกคน

            อยู่ที่ว่าจะจดจำรายละเอียดได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง จึงถือเป็นสถานที่และแหล่งอ้างอิงทางสังคมของชุมชนท้องถิ่นได้

            ดังนั้น พักเดียวก็เริ่มเจอคนรู้จักและไปๆมาๆก็ได้รู้จักกับเด็กรุ่นน้อง ซึ่งก็กลายเป็นน้องของคนที่เป็นเพื่อนรักเพื่อนใคร่คนหนึ่งของเขา สลายความแปลกหน้าและกลายเป็นพวกกัน หรือคนบ้านเดียวกันได้ในที่สุด 

           ความเป็นชุมชนเป็นแหล่งความรู้ที่มีชีวิต สามารถเรียนรู้ และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพื่อการปรับตัวและทำสิ่งต่างๆร่วมกันผ่านการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงการเรียนรู้ทางสังคม อย่างนี้แหละครับ

                             

ไอ้เป๋หนองบัว

           ไอ้เป๋ เป็นคนสติไม่ดี มือข้างหนึ่งหงิกและเดินขากระเผลก  ตัวดำมะเมื่อม  มีหนวดเฟิ้มห้อยออกสองข้างมุมปากและยาวจนคลุมริมฝีปากบน นุ่งกางเกงขาก๊วยมอมแมมจนเป็นสีดินโคลน  เปลือยร่างกายส่วนบนตลอดเวลา ไม่พูดไม่คุยกับใคร ไม่มีส่งสียง

           ไอ้เป๋...ชาวบ้านร้านตลาดเรียกเขาว่าอย่างนี้ ผมขอใช้ในฐานะเป็นชื่อเรียกไปด้วยก็แล้วกันครับ มิใช่เรียกด้วยความรู้สึกหมิ่นแคลน ละเมิดความเป็นส่วนตัวผู้อื่นของผู้ถูกกล่าวถึง แต่อย่างใด

           เวลาไอ้เป๋อยากจะกินอะไรก็จะเดินไปยืนจ้อง ซึ่งส่วนใหญ่คนก็จะรู้ว่าเขาอยากกินข้าวหรือหิว ก็จะแบ่งปันอาหารให้  บางครั้งไอ้เป๋ก็จะไปคุ้ยหาอาหารเอาจากถังขยะ ยืนหยิบมากินเหมือนอาหารโต๊ะจีน จากนั้นก็จะเดินไปทั่วตลาด

          อยากนอนตรงไหนก็นอน  อยากยืนและควักไข่ออกมาเกาตรงไหนก็ทำ ซึ่งบางทีก็อยู่ตรงกลางตลาด ทำเอาคนที่อายและหลบวูบวาบกลายเป็นแม่ค้าและคนเดินซื้อของ ไม่ใช่ตัวเขา

           จะมีใครสามารถถลกกางเกงเปิดก้นและยืนเกาไข่กลางตลาดได้อย่างมีความสุขเหมือนเขา ไม่มีหรอกครับ ต่อให้เป็นนายห้างหรือนายพลก็ถูกจับข้อหาอนาจาร  แต่เป๋ไม่ครับ  เขาแน่จริงๆ

           แม้จะกินอาหารจากกองขยะ นอนตากยุง คลุกฝุ่น เกรอะกรัง ก็ไม่เคยมีใครเห็นไอ๋เป๋เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกอย่างยิ่ง  แม้ในยุคอดีตที่มีโรคระบาดในท้องถิ่นมากมายสารพัด 

            ต้องจัดว่าเขาเป็นตัวแทนของ สสส ได้เหมือนกัน ทว่า ไม่ใช่มาจาก สร้างเสริมสุขภาพ ครับ แต่คือ สติแตก สกปรก แต่ สุขภาพแข็งแรง !!!!

           ไอ้เป๋เป็นใครมาจากไหน ไม่มีใครยืนยันได้แน่ชัด  ต่างก็บอกเล่าสืบทอดกันไปคนละทิศละทาง บ้างก็ว่าเขาเป็นนักสืบและสายลับของ ผกค บ้างก็ว่าเป็นทหาร เพราะในยุคนั้น หนองบัวยังเป็นทางผ่านของรถถัง และรถยีเอ็มซีขนทหาร ที่มักเคลื่อนจากค่ายจิระประวัตินครสวรรค์ไปทางป่าเขาเชื่อมต่อกับเพชรบูรณ์ 

           มีกิจกรรมที่ไอ๋เป๋มักทำอยู่เป็นประจำเหมือนกัน  คือ ตอนสายๆ  เขามักออกไปยืนกลางถนนแถวหัวตลาด หันหน้าไปทางพระอาทิตย์ขึ้น  แล้วก็ทำมือเหมือนท่าบูชาแสงตะวันแล้วก็ชี้เปะปะไร้ทิศทาง  ช่วงเวลาที่เขาทำอย่างนี้  คนมักเตร่เข้าไปดูกันอย่างจริงๆจังๆแล้วก็ตีเป็นหวย บอกต่อๆกันไป 

           พอกัน ก็บ้ากันคนละอย่าง

          ไอ้เป๋จึงเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชาวหนองบัว ไม่มีใครทำร้ายและถือสาหาความ จึงไปไหนมาไหนและทำอะไรได้ตามใจชอบ นอนได้ทุกที่ มีคนหมุนเวียนปันอาหารเลี้ยงดู เรียกว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่และอยู่เหนือสารพันปัญหาใดๆอย่างแท้จริงทั้งของท้องถิ่นหนองบัวและของผู้คนทั่วไป

           ความเป็นชุมชนที่ผู้คนได้สิ่งต่างๆจากการอยู่ร่วมกันนั้น  แม้คนบ้า คนเมา คนจรจรัด กระทั่งสัตว์ ต่างก็เป็นองค์ประกอบความมีชีวิตชีวาของการอยู่ด้วยกัน อย่างใกล้ชิด 

วัวหลวงพ่ออ๋อย

           อีกสิ่งหนึ่งในความเป็นหนองบัวก็คือ วัวหลวงพ่ออ๋อย

           คนท้องถิ่นในอดีต ถือวัวควายเป็นสัตว์มีพระคุณ ในยุคผมนั้น มีโรงฆ่าสัตว์เชือดวัวควายเหมือนกัน แต่ทำส่งไปยังที่อื่น และทำโดยแขกปาทาน คนท้องถิ่นส่วนใหญ่โดยเฉพาะชาวบ้าน ยังไม่ค่อยรู้จักการทำวัวควายมาเป็นเนื้อบริโภค คือส่วนใหญ่ยังกินไม่เป็นกัน  เมื่อวัวควายแก่ หากไม่ปล่อยให้แก่ตายก็จะนำไปปล่อยวัด

           ควายที่แก่ตาย มักนำไปแล่หนัง  แล้วก็นำกระโหลกไปถวายวัด หรือไม่ก็เก็บไว้ในบ้านเป็นเครื่องรำลึกถึงกัน หนังก็นำไปทำเป็นเชือกถวายวัดหรือเป็นเครื่องมือเกษตรกรรม  หากตัวใดแก่มาก ตัวใหญ่ และชาวบ้านผูกพันนับถือ ก็จะนำหนังควายตัวนั้นไปทำหนังกลองถวายวัด

            ในอดีตนั้น จะมีการตีกลองย่ำค่ำ เป็นวัฒนธรรมการตีกลองบูชาพระรัตนตรัย  โดยถือว่ามนุษย์และชุมชนทำหน้าที่แทนคุณต่อควาย  ให้ควายซึ่งเป็นสัตว์มีบุณคุณได้เข้าใกล้พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ไม่ค่อยมีใครทำวัวควายกินเป็นอาหารอย่างจงใจ 

            การเห็นกลองหนังควายของวัดในชนบทแถวนั้น  แม้อาจจะดูฝีมือหยาบๆ  ทว่า มิติทางจิตวิญญาณกลับสูงส่งยิ่ง ชาวบ้านเขาพาควายและวัวที่มีบุญคุณต่อเขาให้ได้กราบบูชาพระพุทธเจ้า  ทุกครั้งเมื่อมีการตีกลองและย่ำค่ำ จึงหมายถึงการทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณควาย ให้ควายได้ร่วมกราบพระรัตนตรัย ซึ่งก็จะมีการตีเป็นชุด 3 ชุด  จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมการบูชาด้วยเสียงกลองและดนตรีกาลนั่นเอง

             เป็นวิถีชุมชนที่แยบคายและลึกซึ้งอย่างยิ่ง

            นอกจากนี้ มักนำหนังวัวไปทำเชือก ใช้เอง แบ่งปันกันใช้ หรือถวายวัดเช่นกัน ซึ่งมีบ้างที่ก็ไม่กล้าทำ ด้วยสำนึกต่อบุญคุณของวัวเช่นกัน ก็เลยนำไปปล่อยที่วัดหนองกลับ หรือวัดหลวงพ่ออ๋อย เลยก็กลายเป็นมีฝูงวัวแก่หลายตัวอยู่ในวัด  นอนตามต้นมะขวิด มะสังข์ หรือเตร็ดเตร่และเล็มหญ้าทั้งในลานวัดและเดินไปทั่วตลาดอำเภอหนองบัว ไม่มีใครทำอะไร แม้แต่จะดุด่าหยาบคายหรือตีให้เจ็บ เช่นกัน

            ไอ้เป๋หนองบัว และวัวหลวงพ่ออ๋อย เป็นประสบการณ์ร่วมของคนหนองบัวหลายรุ่น อีกทั้งสะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันของผู้คนและทุกสิ่งอย่าง ของคนหนองบัว

             เมื่อลองพิจารณาดู  ก็น่าสนใจว่า ลักษณะหนึ่งของการอยู่ร่วมกันในวิถีประชาหรือภาคประชาชน หรือในแหล่งที่มีความเป็นชุมชนก็คือ  ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ และสิ่งของส่วนรวม ก็มีความหมายต่อการอยู่ร่วมกัน  มีการผลิตระบบคุณค่าและการให้ความหมาย ที่ทุกคนต่างมีความหมายต่อกัน

             สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นทุนทำให้คนส่วนใหญ่ที่แม้จนเงิน  แต่ถ้าหากสามารถเรียนรู้  สร้างสังคมและสร้างความเป็นส่วนรวมกับคนที่อยู่ด้วยกันเป็น  ก็สร้างความสุขขึ้นได้  จึงเรียกว่าทุนทางสังคมที่ก่อให้เกิดสุขภาวะของชุมชน

             ชุมชนอย่างนี้  ไม่เพียงมีที่อยู่ให้แก่ไอ๋เป๋หนองบัวและวัวหลวงพ่ออ๋อยเท่านั้น  ทว่า  ทั้งมีที่อยู่และอยู่อย่างเป็นส่วนหนึ่งในสุขภาวะกันและกันเลยทีเดียวครับ