• กราบนมัสการพระคุณเจ้าครับ
  • พระคุณเจ้าคุยเรื่องทำนองนี้แล้วทำให้รู้สึกคึกคักขึ้นในใจเลย ผมพอจะนึกภาพออกเรื่องวิถีวัฒนธรรมและประเพณีที่ชาวบ้านยึดถือที่พระคุณเจ้านำมารำลึกถึง อย่างเรื่องการปลูกเรือนหอและการใช้ไม้มะค่าโมงหน้าใหญ่ๆเป็นสินสอด และเป็นเครื่องบ่งชี้ความพร้อมต่อการเริ่มต้นครอบครัวใหม่ของคู่บ่าวสาวนี่  ต้องเป็นคนหนองบัวหรือเป็นคนที่เคยไปหาไม้ในป่าเขาสูง เขาเหล็ก และเขาพระ เท่านั้น จึงจะซาบซึ้งความนัยหลายอย่างของการมีพื้นบ้านและเครื่องเรือนเป็นไม้มะค่าโมง
  • การได้ไม้มะค่าโมง และยิ่งหน้าใหญ่ๆมาทำบ้าน บ่งชี้หลายเรื่อง เป็นต้นว่า (๑) ต้องพากเพียรและตั้งใจมุ่งมัน วางแผนเป็นปี เพราะต้องเข้าไปหาไม้ลึกเข้าไปในป่า ผมเคยไปครับ ไปช่วยพวกผู้ใหญ่หาไม้มาทำศาลาวัดและสิ่งของสาธารณะ โรงเรียน ศาลาพักร้อน ไม่แน่จริงไม่มีทางได้ไม้มะค่าโมง (๒) ต้องเป็นลูกผู้ชายและเป็นงาน บอกไม่ถูกว่าความหมายที่แท้จริงคืออะไร คือ ต้องรู้ที่จะเป็นเดินสำรวจ และโดยส่วนใหญ่ ชาวบ้านจะเลือกไม้จำเพาะที่ต้องการใช้และขนได้ด้วยแรงวัวควาย ดังนั้น ต้องมีการเลือกเฟ้นที่ดี ไม่ใช่ตัดส่งเดช บางทีก็เป็นไม้ที่ล้มอยู่ในป่าลึก และหากเป็นไม้ใหญ่ ก็ต้องวางแผนที่ตัดและนำกลับมาใช้งานที่พอแก่ความต้องการ ดูไม้ไม่เป็นและไม่รู้จักป่า ก็ไม่ได้ไม้มะค่าโมงน่ะครับ (๓) การต้องเข้าป่าลึก เดินทางด้วยเท้าและขนด้วยเกวียน ต้องเลื่อยด้วยแรงมือและขนขึ้นเกวียนซึ่งไม่มีทางทำได้ด้วยตัวคนเดียว ทำให้การมีไม้มะค่าโมงกลับมาทำเรือนหอหรือทำสิ่งต่างๆ บ่งบอกถึงความเป็นคนที่ชุมชนและสังคมท้องถิ่นให้ความร่วมมือ ให้ความเป็นหมู่ญาติ และให้ความเป็นมิตร ต้องเป็นคนเอาสังคม ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีพรรคพวกหรือกลุ่มคนที่ไปเอาแรง ไปช่วยกันเอาไม้มะค่าโมงมาได้ การเห็นไม้มะค่าโมงทั้งที่เป็นพื้นบ้าน เครื่องสูง จึงเป็นตัวบอกว่า ผู้บ่าวผู้นั้น เป็นคนเอาถ่าน เป็นคนใช้ได้ เป็นเคยและเป็นตัวเชื่อมให้ญาติพี่น้องสองฝ่ายของบ่าวสาวเป็นดองกันได้  หรือเมื่อเห็นไม้มะค่าโมงอยู่ตามวัดหรือที่สาธารณะ ก็พอจะถอิดรหัสชุมชนได้ว่า หมู่บ้านนั้น  มีศรัทธาต่อส่วนรวมแข็งกร้า และมีความสามัคคี (๔) ไม้มะค่าโมงเป็นไม้เนื้อแข็งมาก แข็งชนิดที่เหวี่ยงขวานใส่นี้สะท้านไปทั้งตัวของเราเลยทีเดียว และระหว่างการเลื่อย ก็ต้องทำงานกันเป็นกลุ่มข้ามวันข้ามคืน ดังนั้น การมีไม้มะค่าโมงจึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงการผ่านวิชาช่างที่ชาวบ้านทุกคนต้องเรียนรู้และทำได้ในวิถีชีวิต นี้เป็นเพียงบางแง่มุมเท่านั้นครับ พระคุณเจ้าจุดประกายอย่างนี้ ทำให้เห็นหัวข้อการสร้างความรู้จากเรื่องเล่าของคนเก่าแก่ขึ้นมาอีก เวลากลับบ้านจะไม่ลืมเก็บรวบรวมเรื่องราวพวกนี้ไปด้วยเรื่อยๆครับ
  • ผมดีใจมากเลยครับที่พระคุณเจ้าก็เห็นความสำคัญเรื่องเหล่านี้ เรื่องทำนองนี้และการนำมาเขียนรวบรวมไปเรื่อยๆในนี้ อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้อื่น แต่เวลาผมเขียน ผมกลับนึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญที่ผมต้องเขียนไว้ และเมื่อเจอเพื่อนๆก็มักเซ้าซี้ให้ช่วยกันเขียน หรือไม่ก็ให้เล่าให้ผมฟัง เพราะผมอยากให้ลูกหลานหรือคนท้องถิ่นบ้านเราได้ความพากภูมิใจและได้ความรู้สึกต่อท้องถิ่นของตนเองที่ดี เพื่อออกไปเป็นคนดีของโลกภายนอก หากกลับบ้านก็เป็นคนรู้จักตนเอง ผมนึกภาพไปว่า เวลาเด็กๆและชาวบ้านเข้ามาในอินเตอร์เน็ต หากเขาเจอสิ่งต่างๆมากมาย เจอความรู้ทั่วโลก  เจอทุกๆอย่างท่วมท้น ยกเว้นการเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง ดังนั้น โดยไม่รู้ตัว  ผู้คนก็จะเรียนรู้ไปโดยทางอ้อมว่าพวกเขาและชุมชนของตนเองนั้นมีแต่ความว่างเปล่า ของดีมีแต่ของสังคมอื่นและการเปลี่ยนแปลงที่ดีก็คือทิ้งตนเองผ่านการแล่นไปเอาอย่างคนอื่น  ผมจึงทำไปอีกทางหนึ่ง โดยจินตนาการไปว่า เมื่อลูกหลานหรือคนท้องถิ่นเรา อยากเล่นคอมพิวเตอร์ ลองรู้จักคอมพิวเตอร์โดยป้อนข้อมูลให้มันค้นหาอะไรบางอย่างใกล้ๆตัวเอง และเป็นไปได้ที่ก็ใช้ข้อความที่รู้จักดี เช่นเรื่องบ้านตัวเอง อำเภอตัวเอง พอกดคลิ๊ก ก็เจอทันที่  มันจะเป็นเรื่องที่ทำให้คนจิตใหญ่และอัศจรรรย์ใจมากกว่าการกดคลิ๊กแล้ว เรื่องของตัวเองก็ไม่เป็นที่รู้จักของคอมพิวงเตอร์เลย  การใช้เทคโนโลยีอย่างนี้ เทคโนโลยีและสังคมภายนอกจะฉลาดครับ แต่เราจะกลวงและโง่มากยิ่งๆขึ้น ผมก็เลยทำพอเป็นเชื้ออย่างนี้แหละครับ  พระคุณเจ้าจะเห็นว่า นอกจากเด็กหนองบัวบ้านป่าแดนดงของเรา คลิ๊กเข้ามาแล้วจะเจอเรื่องที่น่าประทับใจแก่ตัวเองแล้ว แม้บ้านตาลิน ไกลออกไปอีก ลองกดคลิ๊กค้นหา ก็ยังเจอเรื่องอยู่รอบๆตัวเขาด้วยครับ สังคมมักนึกเรื่องความรู้มากมายใหญ่โตด้านเดียว ลองนึกถึงความรู้และการจัดการความรู้อย่างนี้ให้เต็มประเทศไทย  ผมว่าคงจะทำให้เด็กๆได้เข้าถึงจิตวิญญาณของสังคมอีกแบบน่ะครับ
  • ผมประทับใจที่พระคุณเจ้าคุยมากครับ ประทับใจที่พระคุณเจ้าเขียนครับ พระคุณเจ้าบอกว่าเขียนไม่เป็นนั้น ผมต้องขอไม่เชื่ออย่างสิ้นเชิง เพราะวิถีเขียนและโครงสร้างประโยคของพระคุณเจ้านั้นไม่ใช่พระชาวบ้าน และหากเป็นมหาก็ต้องเป็นพระมหาที่เป็นงานวิชาการอย่างมากครับ ต้องเป็นนักอ่านและนักศึกษาค้นคว้าตัวยงเลยทีเดียว  นี่ถ้าหากพระคุณเจ้าไม่บอกว่าเป็นพระ ผมจะนึกถึงคนที่เรียนปริญญาโทขึ้นไป ผมนึกถึงคนที่เป็นครูอาจารย์และคนที่เชี่ยวชาญการอ่านเขียนเอามากๆนะครับ (ไม่กล้าบอกว่าสำนวนอย่างนี้ ผมนึกถึงคุณครูเก่าแก่ของผมท่านหนึ่ง เดี๋ยวกลับบ้านแล้วโดนเบิร์ทกระโหลก)
  • ผมมีงานเขียนงานแนวชุมชนและงานสร้างทรรศนะทางสังคมในทำนองนี้อีกด้วยเหมือนกันครับ หากพระคุณเจ้าสนใจ ก็สามารถแวะไปเสวนาสิ่งต่างๆตามแต่จะเห็นสมควรนะครับ ที่บล๊อกโอเคเนชั่น ของ คุณสุทธิชัย หยุ่น ที่นี่ครับhttp://www.oknation.net/blog/moy และhttp://www.oknation.net/blog/silpa และ

     กราบนมัสการมาด้วยความเคารพยิ่งครับ

     ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์  สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล