ขอเจริญพรโยมอาจารย์ อาตมาภาพจะขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้เผยแพร่เรื่อง กินดอง-หนองบัว คือเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ อาตมาให้หลานสาวที่ศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยนเรศวรเขียนเกี่ยวกับประเพณีกินดอง และหลานสาวก็เขียนได้ดีมากตามความรู้สึกของอาตมาที่ว่าดีนั้นไม่ใช่ว่าเป็นหลานตัวเองแล้วจึงชมว่าดี แต่เห็นสำนวนการเขียนการใช้ภาษาการเรียบเรียงเรื่องราวติดต่ออ่านได้ใจความและต่อเนื่องเห็นภาพพจน์ดี
เรื่องเวลาหรือจำนวนปี พ.ศ.ของเรื่องคงไม่ใช่เนื้อหาหลักแต่เนื้อหาสาระอยู่ที่ความเป็นท้องถิ่นเฉพาะตน ซึ่งความน่าสนใจก็จะอยู่ในวิถีทางอันเป็นแบบของตัวนั่นเอง
จริง ๆ แล้วอาตมาอยากเห็นผู้รู้ในท้องถิ่งหนองบัวได้เขียนไว้ให้อ่านบ้าง ถ้าผู้อ่านที่เป็นคนหนองบัว จะมีข้อสังเกตหรือเพิ่มเติมส่วนไหนบ้างก็ยินดีเป็นอย่างมาก
มีอีกเรืองหนึ่งน่ะโยมอาจารย์ คือมีเพื่อนพระด้วยกันอยากถามเรื่องการทำวิจัยคุณภาพเพราะเทอมนี้(มิ.ย.๕๒)ท่านลงเรียนวิชาวิจัยเชิงคุณภาพที่มหาวิทยาลัยนเรศวร และท่านก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำวิทยานิพนธ์เชิงคุณภาพด้วย ฉะนั้นก็เลยขอคำแนะนำการทำวิจัยและให้โยมอาจรย์เป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ทางไกลด้วย หวังว่าคงจะได้รับความอนุเคราะห์จากโยมอาจารย์
ขอเจริญพร
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
ประเพณีกินดอง
ประมาณปี พ.ศ. 2475 วัฒนธรรมการกินดองเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในหนองบัวการกินดองยุคแรกๆ นั้น มีขั้นตอนที่พอจะสรุปได้ดังนี้
1.พูดทาบทาม
การพูดทาบทามนั้นฝ่ายชายจะจัดให้ผู้ใหญ่ 3-4 คนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนนับหน้าถือตาในสังคม มีชีวิตครอบครัวที่ดี ไปทาบทามกับผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง และส่วนมากจะมีการตกลงระยะการดอง ว่าจะดองกันกี่ปี จึงจะแต่งงาน
2. เป็น “คู่ดอง”
การเป็น “คู่ดอง” กัน มีข้อปฏิบัติ หลายประการอาทิ คู่ดองจะเข้าใกล้กันได้มไม่เกิน 2 เมตร ซึ่งในการดูใจกันของทั้ง 2 ฝ่าย ว่าฝ่ายชายจะให้เกียจฝ่ายหญิงอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการดองหรือไม่ และเป็นการพิจารนาการวางตัวให้เหมาะสมที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกต่อไปในอนาคตได้หรือไม่ หากฝ่ายใดประพฤติตนเหมาะสม จะนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป เป็นต้น
3.ปลูกเรือน
การปลูกเรือน ส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยฝ่ายชาย ซึ่งจะต้องตัดไม้ในป่า มีความเชื่อ เกี่ยวกับการเลือกตัดไม้ที่จะใช้ปลูกเรือน กล่าวคือ ฝ่ายชายจะนำไก่เป็นเข้าป่าไปด้วย 1 ตัว เมื่อเห็นต้นไม้ที่จะใช้ปลูกเรือนได้ ต้องมองหาตาของต้นไม้นั้นที่อยู่ต่ำที่สุด จากนั้นแปะอาหารไก่ไว้ที่ตานั้น ถ้าไก่จิกกินอาหารได้ห้ามตัดต้นไม้นั้นเป็นอันขาด
เมื่อฝ่ายชายตัดต้นไม้เสร็จ จะเข็นมาไว้ในบ้าน เตรียมทำการแปรรูปไปเป็น
เสา ฝาเรือน ฯลฯ บางบ้านจะมีการทำขวัญไม้โดยจะเชิญหมอมาทำขวัญให้ไม้ที่ตัดมาจากป่าก่อนทำการแปรรูป
จากนั้น ทำการหาทำเลขุดหลุมเสา โดยจะทำการซ่อนเงิน-ทอง ไว้ในที่ที่คาดว่าจะขุดหลุมจากนั้น ให้ “ผัวคู่เมียคู่” หมายถึง คู่สามีภรรยาคูหนึ่งที่ครองเรือนกันมานาน และชีวิตครอบครัวมีความสุขดี) หาเงิน-ทองที่ซ่อนอยู่จนพบ (โดยถือเคล็ดที่ว่า ทำเลนี้มีแต่เงินแต่ทอง จะทำมาค้าขึ้น) จากนั้น จะทำการขุดหลุมเสาและทำขวัญเสาโดยหมอทำขวัญ ก่อนทำการยกเสา(เอาเสาลงหลุม)เวลาตี 5 ของวันยกเสาจึงนิมนต์พระมา สวดชยันโตฯ แล้วยกเสาลงหลุมได้ จากนั้นจะให้ฝ่ายชายและหญิงปลูกกล้วยและอ้อยคนละต้น เพื่อเสี่ยงทายชีวิดคู่ หากต้นไม้ที่ปลูกมีอาการผิดปรกติไป แสดงว่า ชาย-หญิงคู่นั้นต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตคู่ให้มากขึ้นเป็นพิเศษ
เมื่อยกเสาเรียบร้อยแล้ว จะทำการปลูก เรือนต่อ โดยแรงงานที่ปลูกเรือนนั้นได้จากการไหว้วานเครือญาติของทั้งสองฝ่ายจนเรือนเสร็จ
จากนั้นจะเป็นการหาฤกษ์แต่งงาน ส่วนใหญ่จะได้ฤกษ์จากพระที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือ เมื่อได้ฤกษ์แล้ว จะทำการเตรียมการจัดงานแต่งงานต่อไป
พิธีการแต่งงาน
พิธีแต่งงานเป็นผลต่อเนื่องมาจากวัฒนธรรมการกินดอง โดยพิธีแต่งงานของชาวหนองบัวสมัยก่อน จะมีขั้นตอนดังนี้
1.กินเลี้ยง
การกินเลี้ยงส่วนใหญ่จะทำตอนเย็นก่อนวันผูกข้อมือ โดยจะเชิญผู้ที่ช่วยปลูกเรือน ทั้งหมดมาเลี้ยงอาหารเป็นการขอบคุณ รวมทั้งร่วมเป็นพยานในงานแต่งงานของเจ้าภาพอีกด้วย
2.ทำบุญ รดน้ำสังข์
เวลาประมาณ 7.00 น.ของวันผูกข้อมือจะทำบุญเลี้ยงพระ จากนั้นพระสงฆ์จะรดน้ำสังข์ ให้คู่บ่าว - สาว ตามด้วยญาติผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่าย
3.ยกขันหมาก
เมื่อทำบุญรดน้ำสังข์แล้ว ฝ่ายชายจะไปตั้งขบวนขันหมากนอกบริเวณบ้านฝ่ายหญิง ซึ่งขันหมากจะประกอบด้วย ขนนต้ม ข้าวเหนียวห่อ (แป้งข้าวเหนียวห่อไส้มะพร้าว)ข้าเหนียวหัวหงอก(ข้าวเหนียวโรยมะพร้าว) ไก่ตัวผู้ต้ม 1 ตัว เหล้าขาว 1 ขวด กล้วย 2 หวี ขนมกงชะมุด ขนมสามเกลอ ขนมนางว่าว ขนมนางเล็ด หมาก พลู จำนวนลงท้ายด้วยเลข 4 เช่น หมาก 4 ผล พลู 4 ใบ เป็นต้น
4.เปิดขันหมาก
เมื่อเจ้าบ่าวมาถึงบนเรือนผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย จะทำการเปิดขันหมาก และเปิดสินสอดว่าครบหรือไม่ ในสมัยนั้น เงินสินสอดจะเป็นเงินขวัญถุงสำหรับคู่บ่าว-สาว จำนวน 44 บาท 44 สตางค์ เงินขวัญถุงนี้ ห้ามนำไปซื้อสิ่งได้เป็นอันขาดคู่บ่าว-สาวจะ ต้องเก็บไว้เป็นเงินสินสอดไห้ลูกชายของตน (ถ้ามี) ไปสู่ขอเจ้าสาวในอนาคต
5.ส่งตัว
การส่งตัวจะกระทำเมื่อถึงเวลาค่ำ ถือฤกษ์สะดวก หรือฤกษ์ที่คิดว่าตัวเลขเป็นมงคล เช่น 19.09 น. เป็นต้น
ผัวคู่เมียคู่จะพาคู่บ่าว-สาว เข้าห้องหอ แล้วสอนการใช้ชีวิตคู่ จากนั้นจะให้ เจ้าสาวล้างเท้าเจ้าบ่าว แล้วกราบเท้าของเจ้าบ่าว 3 ครั้ง หลังจากนั้นเจ้าบาวจะถอดเครื่องประดับทั้งหมด(ซึ่งส่วนใหญ่จะทำด้วยทอง)ไห้เจ้าสาวเก็บไว้ ตลอดระยะเวลาที่แต่งงานกัน ภรรยาจะต้องกราบเท้าสามีก่อนนอนทุกคืน
ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2535 วัฒนธรรมการกินดองของหนองบัวได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบไป จากที่เคยเรียกว่า “การกินดอง” จะเปลี่ยน เป็นการ “หมั่นหมั้น” รวมทั้งขั้นตอนและกิจกรรมก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนี้
1.พูดทาบทาม
ในวันศุกร์ตอนเย็นฝ่าย ชายจะจัดผู้ใหญ่ 7 คนไปบ้านของฝ่ายหญิงเพื่อทำการทาบทามและนัดหมายกำหนดวันหมั้นและตกลงค่าสินสอดด้วย
2.หมั้น
หลังจากตกลงกำหนดวันและค่าสินสอดหมั้นแล้ว ในวันจันทร์ใด ๆ ของทุกปีก็ได้ฝ่ายชายจะยกขบวนขันหมากมาสู่ขอฝ่ายหญิง ซึ่งขันหมากจะประกอบด้วยสิ่งของคล้ายกับขันหมากแต่งงานสมัยก่อนแต่จะเพิ่มทองรูปพรรน โดยน้ำหนักทองจะลงจำนวนคู่เช่น ทอง 2 บาท เงิน 2 หมื่นบาท หรือทอง 4 บาท เงิน 4 หมื่นบาท
3.เป็น “คู่หมั้น”
การเป็น “คู่หมั้น” จะแตกต่างจากการเป็นคู่ดอง คือคู่หมั้นใกล้ชิดกันได้มากขึ้น แต่ต้องไม่น้องกว่าครึ่งเมตร
หากระหว่างหมั้นมีการเกิดสุริยุปราคา หรือจันทรุปราคา ฝ่ายหญิงจะต้องคืนทองให้ฝ่ายชาย แล้ว ฝ่ายชายจะยกขันหมากมาหมั้นมาอีกครั้ง ตอนเช้ามืด (ประมาณ 5.00 น.) ของวันผูกข้อมือ
4.ปลูกเรือน
การตัดไม้จากป่าและการทำขวัญยังมีการยึดถือคล้ายสมัยก่อน(ยกเว้น กรณีที่ซื้อไม้สำเร็จรูป) จะแตกต่างกันตรงที่สมัยนี้มีการว่าจ้างปลูกเรือน เนื่องจากญาติอาจไม่มีเวลามาช่วยปลูกเรือน ซึ่งจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในพิธีการแต่งงานต่อไป
พิธีแต่งงาน
โดยทั่วไป พิธีการแต่งงานสมัยนี้จะคล้ายกับสมัยก่อน แต่มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนี้
-การกินเลี้ยง ซึ่งในสมัยก่อนนั้น จะเลี้ยงอาหารผู้ที่มาช่วยปลูกเรือน แต่เมื่อทำการว่าจ้างแทน การเลี้ยงอาหารจะกระทำโดยแจกบัตรเชิญให้เครือญาติมาร่วมงาน ซึ่งผู้ที่มาในงานจะนำเงินใส่ซองมาช่วยเจ้าภาพ
เป็นการเอาแรงตอนพิธีหมั้น
-สินสอดซึ่งในสมัยก่อนจะมีเพียงเงินขวัญถุงให้กันเท่านั้น แต่สมัยนี้ ค่าสินสอดจะเพิ่มจำนวนขึ้น คู่แต่งงานบางคู่จะเพิ่มค่าสินสอดแทนการปลูกเรือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างสองฝ่าย
-การส่งตัว ในการส่งตัวสมัยก่อนนั้น เจ้าบ่าวจะถอดเครื่องประดับให้เจ้าสาวเก็บไว้ แต่เมื่อมีการหมั้นด้วยทองรูปพรรนแล้วเจ้าบ่าวจึงไม่จำเป็นต้องถอดเครื่องประดับให้เจ้าสาวเก็บไว้อีก
การสืบทอด
พิธีการต่าง ๆ ถูกสืบทอดโดยการดูตัวอย่างและการบอกเล่าจากบรรพบุรุษ
วิธีการหาข้อมูลในชุมชน
สัมภาษณ์
นางลึ้ม นุชเฉย อายุ 84 ปี อาศัยอยู่บ้าน เลขที่ 152 ม.1
ต.หนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์
นางบังอร นุชเฉย อายุ 48 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 152/1 ม.1 ต.หนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์
น.ส.สุภาเพ็ญ(อ้อย)นุชเฉย นิสิตคณะเกษตรศาสตร์ปีที่ 4 มหาวิทยาลัยนเรศวร จ. พิษณุโลก ผู้สัมภาษณ์ วันที่ 17-19 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2547