การนำสิ่งเหล่านี้มาใช้กลายเป็นการทำงานเอกสารเป็นส่วนใหญ่ ไหนจะต้องส่งข้อมูลให้ กพร. ไหนจะต้องเตรียมข้อมูลเรื่องการประกันคุณภาพ . . .

         ช่วงนี้ผมได้มีโอกาสเข้าไปทำความเข้าใจเรื่อง KM กับบุคลากรในมหาวิทยาลัยหลายแห่งด้วยกัน . . . พบว่าส่วนใหญ่มีปัญหาคล้ายๆ กัน คือยังไม่เข้าใจหลักการที่สำคัญในเรื่องนี้ ในหลายมหาวิทยาลัยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่อง KM สารภาพกับผมตรงๆ ว่าเขา “ยังไม่รู้อะไรมากนัก” และที่สำคัญเขา “ไม่เห็นว่ามันมีประโยชน์ที่ตรงไหน? ทำไมต้องไปจัดการความรู้ด้วย?”  มีอาจารย์บางท่านพูดออกมาตรงๆ ว่า "ก็ที่ผมสอนหนังสืออยู่นี้ นี่ไม่ใช่การจัดการความรู้หรอกหรือ?"

         ผมตอบเขาไปว่า . . . อาจารย์ต้องอย่าไปสับสนเรื่องการ “ให้การศึกษา” หรือการ “Educate” กับการ “Manage” Knowledge (ที่เราใช้ทำงาน) อยู่นะครับ เราต้องเข้าใจ “คำศัพท์” ที่ใช้สื่อกันนี้ให้ดีก่อนที่จะพูดรายละเอียดกันต่อไป จะได้ไม่พูดกันไปคนละทิศคนละทาง เพราะคำว่า KM ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เราหมายถึงการจัดการความรู้ที่เป็น “ความรู้ของผู้ปฏิบัติงาน” ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นครูอาจารย์เราก็หมายถึงเทคนิคหรือประสบการณ์ที่ท่านใช้ในการสอน ในการทำวิจัย หรือถ้าเป็นสายสนับสนุน ความรู้ที่ว่านี้ก็หมายถึงความรู้ที่ท่านทั้งหลายใช้ในทำงานอยู่ทุกวี่วันนั่นเอง

         สิ่งที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกรณีมหาวิทยาลัยของรัฐก็คือ การที่ต้องปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเกณฑ์ต่างๆ มากมาย ต้องทำให้ได้ตามเกณฑ์ของ กพร. ต้องทำตามระบบประกันคุณภาพ (QA) เพื่อให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ สมศ. จริงๆ แล้วมาตรฐานและระบบเหล่านี้ล้วนสร้างขึ้นมาด้วยเจตนาอันดี แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงแทนที่การใช้ระบบเหล่านี้จะมาช่วยเสริมการทำงานของมหาวิทยาลัย กลับกลายเป็นว่าเมื่อผู้ปฏิบัติงานไม่เข้าใจในระบบ และระบบแต่ละระบบขาดความเชื่อมโยงกัน การนำสิ่งเหล่านี้มาใช้กลายเป็นการทำงานเอกสารเป็นส่วนใหญ่ ไหนจะต้องส่งข้อมูลให้ กพร. ไหนจะต้องเตรียมข้อมูลเรื่องการประกันคุณภาพ เรื่องการบริหารความเสี่ยง และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

         ผมรู้สึกเห็นใจและสงสารผู้ที่อยู่ในหน่วยงานทั้งหลายที่เข้าข่ายตามที่ผมบรรยายมา . . . ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีวิธีช่วยท่านเหล่านั้นได้อย่างไร . . . สิ่งหนึ่งที่ทำได้ก็คือคงจะต้อง “เดินสาย” ทำความเข้าใจในเรื่องนี้ต่อไปเท่าที่เวลาและสังขารจะเอื้ออำนวย