โชคดีที่เป็นโรคมะเร็ง ประสบการณ์ชีวิตนี้ ขอเล่าให้ฟังเพื่อเป็นสามเหลี่ยมเล็กๆที่อาจพลิกผันชีวิตท่านได้

ในช่วงชีวิตหนึ่งของดิฉันมีทั้งโชคดี และโชคร้ายในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ประมาณปลายปี 2539 กำลังอยู่ระหว่างเรียนcourse work ปริญญาเอกสาขาวิชาประชากรศาสตร์ที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล เทอมสุดท้ายมีวิชา research internship เพื่อนๆก็คุยกับคณาจารย์ว่าพวกเราอยากไปฝึกประสบการณ์กับอาจารย์ที่ทำวิจัยในต่างประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณของสถาบันไม่สามารถสนับสนุนให้นักศึกษาไปต่างประเทศได้ทุกคน ดิฉันโชคดีที่ท่านอาจารย์(ศ.ดร.อภิชาติ)มีเครือข่ายที่ Eastwest center, HAWAII สามารถสนับสนุนทุนส่วนใหญ่ให้ และสถาบันฯสนับสนุนค่าเดินทางไปกลับ โดยส่วนตัวออกค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดิฉันได้ทราบว่าตนเองจะได้ไปต่างประเทศก่อนหน้าการเดินทางเพียงสามสัปดาห์เท่านั้น ก่อนไปยุ่งมาก เพราะต้องติดต่อทำ passport, visa ฯลฯ แต่ก็มี sense บางอย่างบอกตนเองว่ากลัวจะไปเจ็บป่วยที่ต่างประเทศ จึงไปหาหมอที่ศิริราชเพื่อขอเบิกยาบางส่วนเพื่อไปใช้ที่โน่น และแวะไปตรวจ pep smear เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกไว้ จากนั้นก็เดินทางไปต่างประเทศตามกำหนดการ ไปอยู่ที่โน่นได้ประมาณสามสัปดาห์ นอนหลับฝันไม่ค่อยดี จำไม่ได้ว่าฝันว่าอย่างไร พอตื่นขึ้นมาร้องไห้มากมาย ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะคิดถึงบ้านมากเกินไป แต่เมื่อยกโทรศัพท์ไปที่บ้าน พูดคุยถามสาระทุกข์สุขดิบสามีและลูกๆ ลูกสาว(ลูกคนเล็ก) บอกว่า แม่หมอมีจดหมายมาให้ไปพบด่วน เป็นจดหมายจากศิริราช ดิฉันก็กังวลใจเหมือนกัน แต่ไม่รู้ทำอย่างไร คิดมากก็ปวดหัว ทำใจปล้ำปลอบใจตนเองว่า จะไปอะไรมากไหมหนอ จะกลับก็กลับไม่ได้เพราะเป็นสัญญาทุนระหว่างมหาวิทยาลัย  กำหนดระยะเวลาฝึก 6 สัปดาห์ คิดว่าถึงเวลาตายก็คงต้องตายเท่านั้น ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ จนครบกำหนด นึกถึงคำพูดของแม่เคยบอกไว้ว่า ถ้าถึงช่วงอายุ...ปีต้องสืบชะตาหลวงนะ เพราะชะตาขาด (ตรงกับปีที่พบว่าเป็นโรคมะเร็งพอดี) พอเดินทางกลับถึงเมืองไทย รีบกลับบ้านไปทำพิธีสืบชะตาก่อน(กลัวขึ้นเขียงแล้วเลยขึ้นเมรุ นี่คือความในใจที่คิดตอนนั้น) แล้วจึงไปพบแพทย์ที่ศิริราช  ก่อนไปโรงพยาบาลแวะไปที่สถาบันฯที่เรียนพบเพื่อนๆร่นเดียวกันก่อน มีน้องคนหนึ่งมีน้ำใจมาก(ดร.พิมพา ขจรธรรม)บอกว่าจะขับรถยนต์ไปส่งไหม ดิฉันตอบอย่างมั่นใจว่าไม่เป็นไหร ไปเองได้ (เพราะไปเมืองนอกก็ไปคนเดียว) ไม่เห็นเป็นไรเลย พอไปถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ถามว่ามาทำไมตนนี้ เขานัดตั้งนานแล้ว พูดน้ำเสียงไม่พอใจเพราะไม่มาตามนัด (เพิ่มภาระงานให้เขา) ต้องอธิบายว่าหายไปไหนมา เมื่อพบหมอ (อาวุโสแล้ว) ท่านบอกว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก step 2b ต้องผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อไปตรวจก่อน หากพบว่าเป็นมากต้องผ่าตัดอีก วันนี้ต้องไปตรวจเลือด จองห้องเตรียมผ่าตัดเลย ดิฉันก็บอกว่าดิฉันเป็นพยาบาลเหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำหน้าที่พยาบาลนานแล้ว จำไม่ได้ว่ามะเร็งปากมดลูกมีกี่ stage ท่านก็ถามว่าจะทำไม ดิฉันบอกว่าจะได้กลับไปเตรียมตัววางแผนว่าควรทำอะไรบ้าง เพราะกำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ใกล้สอบวัดคุณสมบัติอยู่ (สอบวัดคุณสมบัตินี้ถ้าไม่ผ่านสอบแก้ตัวได้สองครั้ง ถ้าไม่ผ่านไม่มีสิทธิทำวิทยานิพนธ์คือ โดน retire นั่นเอง) หมอบอกว่าปริญาเอก ปริญญาโทอะไร จะตายไม่รู้ (ปากหมาน?) ดิฉันฟังแล้วร้องไห้โฮ ไม่อายใครเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยร้องไห้แบบนี้มาก่อน (รู้ซึ้งเลยว่าตกนรกทั้งเป็นเป็นอย่างไร (นึกอีกที นึกสงสารชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ถ้ามาโดนอย่างดิฉัน จะทำอย่างไรหนอ) หันมาข้างหลัง เจอน้อง(ดร.พิมพา) คนที่บอกว่าจะขับรถมาส่ง นั่งรออยู่ ดิฉันกอดน้องได้ร้องไห้อยู่พักใหญ่ น้องจึงโทรหาอาจารย์หมอที่รู้จัก เพื่อขอคำปรึกษา พอดีท่านอาจารย์หมอท่านว่างอยู่ ทำผมอยู่ที่ร้านทำผมในโรงพยาบาล เมื่อปรึกษาได้รายละเอียดแล้ว จึงโทรศัพท์หาเพื่อนพยาบาลที่โรงพยาบาลสวนดอกที่เชียงใหม่ เพื่อนก็อาสาบอกให้มาผ่าตัดที่เชียงใหม่ จะช่วยเหลือดูแลฝากหมอ หาห้องพิเศษให้ ตอนนี้กำลังใจเริ่มดีขึ้น แต่ยังอดร้องไห้ไม่ได้ จำได้ว่าร้องไห้อยู่ประมาณสามวันสามคืน ถามสามีว่าถ้าฉันตาย เธอจะแต่งงานใหม่ไหม สามีตอบตรงๆว่าไม่แน่ (ก็คงจะเป็นเรื่องจริงนั่นแหละ) จึงมีสติระลึกได้ว่า คงจะคราวจะวอดวายแน่ ร้องไห้ก็ตาย ไม่ร้องก็ตาย จะร้องไปทำไมว้า (ชักเบื่อตนเอง) คิดวางแผนว่าต้องทำอะไรบ้าง ถ้าตนเองต้องตาย คิดไปทำงานไป สวดมนต์ไหว้พระ อุทิศส่วนกุศล สั่งเสียลูกๆว่า ถ้าแม่ไม่อยู่ต้องทำอะไรกันบ้าง (ตอนนั้นลูกคนโตอายุ 15 ปี คนเล็กอายุ 12 ปี) ก่อนเข้าห้องผ่าตัด ไหว้พระสวดมนต์ ก่อนนอนอธิฐานว่า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าต้องการให้เราไปอยู่ อีกโลก เราคงตาย ถ้าอยากให้เราอยู่ทำดีต่อไป คงจะไม่ตาย พอผ่าตัดเสร็จ ฟื้นมาได้ คิดขอบคุณพระเจ้า พอหมอที่ผ่าตัดมาเยี่ยม ท่านบอกว่าตอนผ่าตัดใบมีดกรีดไปโดนกะเพาะปัสสาวะ เลยต้องต่อท่อปัสสาวะไว้หน้าท้องก่อน ถ้าแผลหายดีสามารถควบคุมการขับถ่ายได้จะเย็บปิดเหมือนเดิม (นี่คือโชคชั้นที่สอง สงสัยชอบซื้อหนึ่ง แถมหนึ่งแน่ๆ) หลังผ่าตัดนอนที่โรงพยาบาลอีกหนึ่งสัปดาห์ แล้วไปพักฟื้นต่อที่บ้านหกสัปดาห์ พักอยู่ที่บ้าน (หลังผ่าตัดเกือบหนึ่งเดือน) พยายามถ่ายปัสสาวะทางช่องปัสสาวะ แต่ถ่ายไม่ออก ครบกำหนดลาพัก ตัดสินใจเดินทางไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ หิ้วถุงปัสสาวะติดตัวไปนั่งเรียนในชั้นกับเพื่อนๆ (เป็นห่วงกลัวไม่ได้สอบวัดคุณสมบัติ) พอถึงเวลาพัก อาจารย์อนุญาตให้พัก เพื่อนๆพากันไปเข้าห้องน้ำ เรานั่งเปิดท่อปัสสาวะลงถุงไม่ต้องเดินเข้าห้องน้ำให้เสียเวลา (นึกในใจว่ามีถุงปัสสาวะนี่ ก็ดีเหมือนกันนะ สบายดี) สบายอยู่ได้ประมาณสามวัน ลองไปเข้าห้องน้ำถ่ายปัสสาวะ ที่นี้แหละถ่ายตามปกติสบายๆ (นึกในใจว่า อ้อ ถ้าเราไม่อยากได้ มักได้ พอเราบอกว่ามันอยู่ด้วยก็ดี ต้องเอาออกเสียแล้ว) หลังจากนั้นจึงไปพบหมอเอาถุงปัสสาวะออก ร่างกายก็ปกติเหมือนเดิม นี่คือเป็มที่มาของคำว่า กะบี่อยู่ที่ใจ นั่นเอง ขอจบภาคแรกเท่านี้ก่อนนะคะ มีอีกหลายๆตอน เพราะต้องผ่าตัดอีกหลายรอบ