วิญญาณเป็นดวงเล็กสุดแต่พลังงานมหาศาลเข้าสึง(สิง)คนที่สื่อกระแสพลังได้

ตามที่ลุงหนานได้เขียนเรื่องตำนานผีล้านนา ทำให้สมาชิกเราหลายคนแจ้งถามว่า "ลุงหนานเชื่อว่าผีมีจริงหรือ   และลุงหนานเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับผีอย่างไรบ้าง?."

คำถามและข้อสงสัยลุงหนานขอตอบแนวทางวิทยาศาสตร์หน่อยๆตามผะหญาปัญญาลุงหนานว่า"เรื่องนี้มันเป็นพลังงานครับ  เป็นพลังงานที่ละเอียดอ่อนมาก ตามหลวงพ่อหลายๆท่านได้กล่าวว่า ดวงวิญญาณเป็นละอองเล็กกว่าละอองหมอกนับหลายร้อยหลายพันเท่า  แต่เห็นด้วยตาทิพย์หรือทิพยจักษุที่ส่องด้วยญาณแก่กล้า

ลุงหนานเคยไปทดลองนั่งให้ผีเจ้านายเข้าทรง  ตอนที่จะทำวิทยานิพนธ์  ปรากฏว่า พอนั่งสมาธิใจว่างปุ๊บมีสิ่งหนึ่งเข้ามากดที่ท้ายทอยตรงรอยปุ๋ม แต่เรารู้สึกตัวตลอดเวลา ขณะเดียวกันเราก็ไม่ขัดขืนปล่อยร่างกายมันไปตามคำสั่งที่ได้ยินคือคำว่า  ก้มลง...ก้มลง....ฯ.,....รู้สึกหนักอึ้งที่บ่าหลังและเหมือนมีอาการชาตัวทุกขณะเวลาที่ทดลองจนหน้าผากก้มจรดลงพื้นได้โดยที่ตนเองก็แปลกใจว่าทำไมถึงทำได้ขนาดนี้  พร้อมๆกับลูกและหลานช่วยกันถ่ายภาพจับเวลา  พอเกรงว่าจะหนักเกินไปจึงรีบกลับเข้าสมาธิรวมพลังจิตใจออกจากการถูกกดและรีบมาถามเจ้าทรงผู้ดูแล   ว่าทำไมจึงมีแรงกดที่รอยปุ๋มท้ายทอย   เขาบอกว่า  แรงกดเกิดจากดวงวิญญาณ(พลังงาน)ที่ต้องการเข้าครอบงำจิตใจเรา และจะใช้ร่างกายเราเป็นสื่อเพื่อบอกผ่านไปยังผู้คนที่มาถามเราหรือต้องการพบดวงวิญญาณนั้นๆ

จากการที่เล่ามาพอเคร่าๆดังกล่าวและไปศึกษากับหลวงปู่บางท่านจะอธิบายว่า  "ดวงวิญญาณเป็นดั่งพลังงานหรือประจุไฟฟ้าหรือคลื่นอะตอมที่เล็กที่สุด แต่มีพลังงานมากที่สุด  สามารถติดต่อสื่อสารกับคลื่นพลังงานที่คล้ายกันหรือเหมือนกันได้  คล้ายกับคลื่นวิทยุหรือคลื่นโทรทัศน์ที่เปิดช่องตรงกันแล้วสามารถสื่อสารกันได้   แต่ทุกวันนี้กระแสจิตผู้คนทั่วไปมันเต็มไปด้วยโลภะ  โทสะ  โมหะ   สามสิ่งนี้เสมือนม่านบดบังให้กระแสคลื่นจิตวิญญาณไม่สามารถติดต่อกับผู้คนส่วนใหญ่ได้ ผีหรือวิญญาณที่จะเข้าสึง(สิงร่าง)ผู้คนก็จะมีเพียงแต่ผู้ที่มีกระแสจิตวิญญาณที่มีพลังงานระดับเท่ากันและจิตว่างเท่านั้น

          เรื่องผีสึงหรือผีสิงร่างของผู้คนล้านนาก็จบลงเพียงเท่านี้แหละนายเฮย