อ่านบทความ โลกทางจิตเวช ของ มุกหอม วงษ์เทศ (แนบมาให้อ่านค่ะ) แล้วนึกถึงอาการของตัวเองในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา แล้วก็สงสัยตัวเองว่า เอ๊ะ...เราเป็นพวก Hypersomnia แน่ๆ เพราะไอ้พฤติกรรมที่ว่านั่น ใช่เลย

 แล้วก้อนซีสที่อยู่ในระบบประสาทสมองบริเวณท้ายทอยมันเกี่ยวกับอาการนั่งที่ไหนก็หลับที่นั่นด้วยหรือเปล่านะ

 มีเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดจากการนอนหลับ นั่งที่ไหนก็หลับที่นั่นที่ทำให้ตัวเองพิจารณาว่า ไม่สมควรทำงานกินเงินเดือนประจำแล้วหล่ะ

 เหตุการณ์หนึ่ง เมื่อต้นปีนี้เอง (ปี 2551) มีรุ่นพี่ที่เคยทำงานการตลาดด้วยกันชวนไปทำงานโปรแกรมด้วย ก็เห็นตัวเองแล้วหล่ะว่า ทำงานในหนึ่งวันต้องง่วงนอนบ่อยแน่ๆ แต่เอาวะ เพราะใจอยากทำงาน และคิดว่า โปรแกรมสำเร็จรูปทางด้านบัญชีที่พี่เขาให้เข้าไปศึกษาด้วยนั้นก็ไม่เกินความสามารถหรอก เพราะเป็นงานฐานข้อมูล แต่เขาใช้ Visual Basic เขียนเท่านั้นแหล่ะ พอจะระลึกชาติได้

 แต่ท่านขา...วันแรกที่นั่งอบรมร่างกายก็พอจะอะเลิ้นรับข้อมูลได้ แต่ช่วงบ่ายก็เริ่มสำแดงฤทธิ์ร่วงผลอยๆ ค่ะ แต่ก็รีบถลึงตัว Stared เต็มเหนี่ยว ก็พอจะฝืนได้จนหมดวัน แต่ว่า...เอาหล่ะซิ...ในวันที่ 2 ต้องเรียกว่า “โ...ค...ต...ร...น่าเกลียดมั๊กมาก” เพราะช่วงเช้าผ่านไป 1 ชั่วโมง...ผล็อย...5 นาที...เอ้า...Stared...อะเลิ้นได้อีก 1 ชั่วโมง...ก็เป็นอีก...เป็นอย่างงี้...ทั้งวัน...ไม่รู้เรื่องเลย...แต่พอจับความได้เพราะผ่านงานเขียนโปรแกรมฐานข้อมูลมาแล้ว ก็พอจะอธิบายกับพี่ที่มีน้ำใจพามันไปอบรมเผื่อจะนำมันมาทำงานใหม่อีกรอบ รุ่นพี่แกก็เข้าใจนะถามตลอดว่า “ไปนอนมั๊ย” แต่ก็พยายามฝืนมากๆ เพราะอยากทำงานจริงๆ 

 คุณเคยเห็นตัวเองหลับมั๊ย วันนั้นเป็นอีกวันหนึ่งที่เห็นจิตกับกายแยกกันชัดเจน จิตมันตื่น มันอยากเรียนรู้ แต่กายนั่นซิมันฝืนสภาพไม่ไหวมันค่อยๆ ผลอย ค่อยๆ ผลอย และปิดสวิทซ์ไปเลย มันเหมือนแบตเตอรี่ที่หมดไฟ พอชาร์ตตัวเอง 3 – 5 นาที ก็เปิดได้อีกชั่วครู่ และปิดอีก เป็นอย่างนั้นทั้งวัน

ผลสุดท้าย ทั้งอิฉันและรุ่นพี่ก็ยังรักษาน้ำใจ ก็เลยตัดสินใจขอนำงานรายชื่อที่ยังนำเข้าฐานข้อมูลไม่เสร็จเรียบร้อย เรียกว่าข้อมูลดิบว่างั้นเถอะมาคีย์เข้าให้หมด ในฐานข้อมูลที่ตัวเองปรับใน Excel ให้ตรงกับฐานข้อมูลโปรแกรมบัญชีที่ไปอบรมมา เพื่อให้โปรแกรมบัญชีสามารถ Import เข้าได้ ส่วนรุ่นพี่ก็ให้โปรแกรมเมอร์เจ้าของโปรแกรมบัญชีตัวนั้นเป็นคนเทรนด์ให้โดยตรง และปรับช่องคีย์ให้ตรงกับความต้องการ ในส่วนนั้นตัวเองพยายามจะไม่เข้าไปรับรู้แล้ว เพราะนิสัยตัวเองคืออยากรู้เรื่องโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าลึกกว่านี้เอาตัวเองออกมาไม่ได้แน่ๆ

ก็เลยได้สัจธรรมถึงความพอดีและยอมรับความสามารถของตัวเอง ณ ขณะนั้นว่าทำได้เพียงแค่ไหน อย่าฝืนกำลังตัวเองเหมือนที่แล้วๆ มา

นั่นคือพลาดโอกาสครั้งสำคัญไปอีกแล้ว

แต่พยายามนึกว่า เบื้องบนเขาคงไม่ให้เราทำงานประจำแล้วหล่ะ คงต้องการให้เราทำงานอีกแนวหนึ่งที่ตัวเองกำลังเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงๆจัง ในปีนี้เช่นกัน

และมีอีกเหตุการณ์นั่งที่ไหนหลับที่นั่นอีกหนึ่งเหตุการร์ของปีนี้อีกเช่นกัน ที่ทำให้ตัดสินใจว่า สมควรเปลี่ยนวิถีชีวิตการทำงานอย่างแน่นอนแล้วหล่ะ

มีวันหนึ่งในปีนี้เช่นกันแต่หลังเหตุการณ์แรก กลุ่มรุ่นพี่ในแวดวงฯ ได้ชักชวนตัวเองเข้าร่วมเป็นเลขาที่ประชุมสัมมนาทางวิชาการ ตัวเองมีหน้าที่คีย์คอมพ์ฯ เก็บประเด็นสำคัญ และสรุปภายในวันนั้นทำ Power Point เสนอวันนั้นเลย และอัดเสียงสัมมนาแล้วนำไปถอดเสียง สรุปประเด็นอีกเช่นกัน

เอาวะ...ลองดูอีกที .... เพราะกลุ่มพี่กลุ่มนี้ตัวเองติดต่อมาอย่างสม่ำเสมอในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา และพี่ๆ ก็รู้อาการป่วยของตัวเองอย่างเข้าใจ เมื่อพี่ๆ ลองให้โอกาสมันอีกที ซึ่งนี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วก็เถอะ เพราะที่ผ่านมามันก็ทำตัวเหลวใหลมาตลอด .... แฮ่

คุณ ๆ พอเดาออกหล่ะซิ .... ใช่แล้ว วันแรกช่วงเช้า พอที่จะทนฝืนร่างกายตัวเองได้ แต่พอช่วงบ่ายก็เริ่มซิคะ ก็คิดว่าก็คงจะเป็นอาการง่วงปกติของคนทั่วไปนั่นแหล่ะ ที่หนังท้องตึงหนังตาก็จะหย่อน ก็พยายามโด๊ปน้ำทุกครั้งที่หนังตาส่งสัญญาณ พอแยกห้องสัมมนาอาการก็ยิ่งเป็นอีก ไหนห้องสัมมนาก็หนาวสุดๆ เรื่องที่คุยกันก็ยากที่จะทำความเข้าใจภาษากฏหมายทั้งนั้น สรุปประเด็นไม่รู้เรื่องเลย ดีนะที่เอาเทปไปอัดเสียงเอาไว้ไม่อย่างงั้นเสียงานแน่ๆ

จนพี่ๆ เขาคงจะคุยกันแหล่ะ ... เฮ้ย...มันไม่ไหวแล้วนะ เพราะอาการมันส่อมาก และเป็นวงสัมมนาวิชาการด้วย ให้ถอดเสียงอย่างเดียวก็แล้วกัน .... แฮ่...แฮ่...ขอบคุณมากค่ะพี่ .... หนูอยากบอกพี่อย่างงั้น แต่หนูอยากทำงานหน่ะ ก็เลยไม่กล้าบอก อยากพิสูจน์ให้พี่ๆ รู้ว่าหนูก็ทำงานได้นะ ถึงแม้จะป่วยก็เถอะ

ผลสุดท้ายก็มาที่คำตอบเดิมคือ
ยอมรับความสามารถตัวเอง ณ ปัจจุบัน
ยอมรับกำลังตัวเอง ณ ปัจจุบัน 
และ ปัจจุบันตัวเองคือใคร ทำอะไร (เข้าอ่านบทความนี้ เขียนโดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์) 
เป็นคำถามและคำตอบที่ยากสุดๆ 

แต่ ณ เวลานี้ ได้คำตอบแล้วที่ว่า “ทำอะไร” แล้วบางส่วนคือ 
การเรียนรู้ที่จะอยู่ปัจจุบัน 
การเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเอง 
การเรียนรู้กับบทเรียนของตัวเอง 
การเรียนรู้กับหน้าที่ของตัวเองในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 
การเรียนรู้ “สติ” อย่างเข้าใจ และถ่ายทอดออกมาให้ชัดเจนที่สุด 

และก็ยังคงต้องย้อนกลับมาที่คำตอบที่ว่า

“การเรียนรู้ตัวเอง”
ซึ่งบทเรียนนี้เป็นวิชาที่เรียนรู้ไม่จบตลอดชีวิตเลยหล่ะ 
และไม่มีที่ไหนให้เรียนรู้ได้ นอกจากการเดิน ทางเข้าสู่ภายในของตัวเอง 
และเปิดใจเรียนรู้อย่างมี “สติ” กับปัจจุบันขณะ  
และการเรียนรู้ก็เติบโตไปตามวัยตามช่วงเวลาที่เปิดใจเรียนรู้นั่นเอง 

ถึงแม้จะรู้ว่าตัวเองป่วย แต่เราก็ไม่สามารถไปชี้แจง ไปร้องแรกแหกกระเชอบอกใครๆ ได้ว่า  ฉันป่วยไม่สบายเป็นซีสในระบบโพรงประสาทสมองนะ ดูฟิล์มเอ๊กซเรย์ฉันมั๊ย โปรดเข้าใจฉันเถอะ 
เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ 

“ยอมรับตัวเอง และ เรียนรู้ตัวเองอย่างเข้าใจ”

 

Go To Live And Learn