เมื่อปีกของเราไม่รู้ว่าจะบินอย่างไร เพื่อนคือของขวัญ­ ผู้ซึ่งพยุงให้เรายืนขึ้นด้วยเท้า เพื่อนทำให้เรารู้สึกดีกับการร่วมรับรู้ ยอมรับ จริงใจ ที่ทำให้เรามีอิสระในการที่จะแสดงความคิดเห็น ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้นวันนั้นไร้ความหมายไปเลย เมื่อเราได้สัมผัสซึ่งกันและกัน ร่วมกันมองโลกในแง่ดี ร่วมกันปฏิบัติดี เราจึงมีวิถีที่วิวัฒน์ยิ่งๆขึ้น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  มีงานเข้ามาให้เดินทางไกล ไปไกลถึงภาคเหนือ เป็นงานที่ใจสั่งมาว่าให้ทำๆ ก็เลยใจง่ายลงมือทำตามที่มันเรียกร้อง แล้วใจที่ง่ายก็ส่งให้ไปพบพานกัลยาณมิตรหลายๆท่านค่ะ  คำพูดที่นำมาบอกต่อไปนี้ก็ได้มาจากเพื่อนเช่นกันค่ะ เธอส่งอีเมล์ให้มาไว้เตือนใจ

เมื่อปีกของเราไม่รู้ว่าจะบินอย่างไร  เพื่อนคือของขวัญ­ ผู้ซึ่งพยุงให้เรายืนขึ้นด้วยเท้า  เพื่อนทำให้เรารู้สึกดีกับการร่วมรับรู้ ยอมรับ จริงใจ ที่ทำให้เรามีอิสระในการที่จะแสดงความคิดเห็น  ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้นวันนั้นไร้ความหมายไปเลย เมื่อเราได้สัมผัสซึ่งกันและกัน ร่วมกันมองโลกในแง่ดี ร่วมกันปฏิบัติดี เราจึงมีวิถีที่วิวัฒน์ยิ่งๆขึ้น


บันทึกนี้เป็นบันทึกที่ขอจดจารเพื่อบอกเพื่อนว่า ขอบคุณสำหรับทุกนาทีที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันที่เมืองเหนือทั้ง 3 เมืองค่ะ  ขอบคุณสำหรับเสียงปลุกในทุกๆ เช้าของสาวน้อยใจงาม อ่อนโยน และเจ้าตัวน้อยสี่ขาขี้เหงาขี้อ้อน  ขอบคุณสำหรับความเห็นที่ได้แลกเปลี่ยนในวงสนทนา ขอบคุณสำหรับกระจกเงาที่มีชีวิตผู้ที่หมุนวนเข้ามาช่วยส่องให้มองเห็นสังคม พฤติกรรมของคน ภาษาของความสัมพันธ์   และอีกหลายๆอย่าง ขอบคุณการเป็นสังฆะดีๆที่ให้น้ำหล่อเลี้ยงใจให้ชุ่มชื่น ขอบคุณเจ้าภาพผู้เป็นกัลยาณมิตรที่ให้โอกาสทองในการเรียนรู้โลกของสังคมหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะของตนเองว่าเป็นอย่างไร  ขอบคุณกัลยาณมิตรที่ไว้วางใจให้ทำงานที่เอาชีวิตการงานของท่านเป็นเดิมพัน ขอบคุณประสบการณ์ที่เชียงราย ขอบคุณบรรยากาศดีๆในทุกๆที่ของเมืองเหนือที่ไปเยือน ขอบคุณสาวน้อยใจงามที่ทำให้ได้มีพี่สาวคนใหม่อีกคน ขอบคุณที่ให้พื้นที่สำหรับการพิสูจน์ใจตน ขอบคุณที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาตน ขอบคุณทุกอย่างที่มอบให้ค่ะ  

 

13 ตุลาคม 2551