ความโง่จริง ทำให้ได้ตัวบ่งชี้ที่นักเรียนช่วยกันคิด สอดคล้องกับประเด็นที่เป็นปัญหา

           เกือบจอดก็หลายหน   จน...หมดน้ำยามาครั้งแล้วครั้งเล่า ได้รับอานิสงส์จากกัลยาณมิตร  gotoknow  ช่วยเติมนิดเติมหน่อย  สนับสนุนส่งเสริมเป็นกำลังใจ ไม่ค่อยเข้าท่าก็บอกว่าดี ค่อนข้างจะพอได้ก็บอกว่าเยี่ยม  ทำให้ครูคิมต้องพยายามอย่างสุด ๆ ที่จะขยับให้ใกล้เคียงกับคำชื่นชมอันเป็นแรงใจของคุณท่าน ขอขยับเข้าไปใกล้ชิดว่าดีนิด ๆ ก็ยังดีนะ

         ขอขอบพระคุณท่านผู้จุดประกายให้ในวันนี้ ทำให้เกิดประเด็นของบันทึกฉบับนี้คือท่านรอง ฯวิชชา จากกระทู้ “ความกล้าโง่คือพลังแห่งการพัฒนาการเรียนรู้” หวนคิดถึงความจริงของตัวเองว่ามีความสามารถจัดการเรียนรู้ได้พอใช้ขนาดไหน  พบว่าครูคิมมีความโง่อยู่หลายประเภท

1.      โง่จริง (รายละเอียดในบันทึกฉบับนี้)

2.      โง่รูปแบบ 2 กิโล 8 ขีด (รอนำเสนอ)

3.      โง่..เกือบเป็น “อ.สารพัด” (รอนำเสนอ)

            ครูคิมทำหน้าที่ครูวิชาการโรงเรียน เมื่อประชุมผู้ปกครองทีไรก็ถูกกระแหนจากท่านผู้อำนวยการว่า “ครูคิมมีหน้าที่รับผิดชอบ  ลูกใครอ่านไม่ได้ เขียนไม่ออก ต้องโทษครูคิมนะครับ”  ...5555 (ได้หลายฮา หลายเฮ)  การทำหน้าที่ “งานต้องเป็นงาน เงินต้องใช้หนี้นะ” ปัญหาที่พบจากข้อสนเทศก็คืองานแนะแนวหรือระบบดูแล เป็นอุปสรรคในการพัฒนางานวิชาการ  จึงไปซื้อตำราการแนะแนวมาศึกษา (ความเป็นศาสตร์เมื่อเรียนก็ต้องรู้)

             ขอสมัครรับผิดชอบงานแนะแนวและระบบดูแล เพื่อนดีใจมากรีบยกให้และเปลี่ยนโครงการพัฒนาหลักสูตรให้ไป เพราะเธอจบหลักสูตรมาตรงเป๊ะ  จัดการตั้งชี่อใหม่  โครงการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเชิงระบบโดยชุมชนมีส่วนร่วม (ให้มันทันสมัยกับ พรบ.ไว้ก่อน) หนึ่งปีการศึกษาผ่านไป  งานมีปัญหามากขึ้น เพราะลงมือทำไป(อย่างไร้ศิลป์)  ด้วยใจถึงใจ  ย่างเข้าปีการศึกษาที่ 2 ศิลป์ยังไม่เกิดแต่เกิดโง่มาแทน

             การรับผิดชอบกลุ่มสาระ  22 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แนะแนว ม.1-3 อีก 3 ชั่วโมงคงเกินความสามารถ  จึงรวม ม.1-3 เข้าด้วยกัน 80 คน  ให้มีชั่วโมงแนะแนวตรงกัน  การพัฒนาทักษะชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนอื่นครูต้องรู้ปัญหา  ..เป้าหมายเพื่อต้องการให้นักเรียนสามารถจัดการตนเองได้ด้วยทักษะชีวิตและอยู่ร่วมกันอย่างผู้มี จิตสาธารณะ

             กระบวนการได้เริ่มขึ้นแล้ว  นำนักเรียนแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม ๆ ละ 10 คน อ่าน บทความเชิงสารคดี  เพื่อให้เห็นความสำคัญและตระหนักในความช่วยเหลือเอื้ออาทร เห็นอกเห็นใจกัน

โง่ที่ 1 ครูคิมรู้ตัวเลยทันทีว่าโง่ไม่ทันเด็ก (บ้านนอก) ก็คือนักเรียนเข้าใจความหมายของหลักธรรมาภิบาล  ที่ถูกนำมาใช้ในการอยู่ร่วมกันของคนในหมู่บ้านแห่งนั้น  และพวกเขาต้องการเป็นนักเรียนธรรมมาภิบาลบ้างจะได้ไหม

โง่ที่ 2 ตามมานั่นก็คือครูคิมได้มองปัญหาสำคัญที่เกี่ยวกับตัวเด็กมี  11 ประเด็น คิดไว้ว่าจะต้องตัดออก 3 ประเด็น เพื่อให้นักเรียนร่วมกันศึกษากลุ่มละ 1 ประเด็น  แต่เมื่อนักเรียนได้ระดมสมองกันเสนอปัญหามา 106 ประเด็น  ช่วยกันสังเคราะห์ให้เหลือ 61 ประเด็น (11 ปัญหาของครูคิมเป็นรอง ๆ จากการจัดระดับความสำคัญของปัญหา)

โง่ที่ 3 นักเรียนนำเสนอว่าให้ครูออกแบบสำรวจว่าแต่ละคนเคยทำปัญหาแบบนี้หรือไม่เคยทำ ถ้าเคยทำ  ให้ประเมินตนเองว่าทำในระดับไหน มากน้อยเท่าไร (ตอนครูอายุเท่านี้  ไม่คิดได้แบบนี้  เพราะเรียนตามคำสั่งของครู  บอกให้จำ ให้อ่าน ให้ท่อง กลับบ้านพ่อแม่บอกต้องอ่านต้องท่อง ไปเรียนพิเศษครูสอนพิเศษบอกต้องจำ ต้องท่อง ต้องเก็งข้อสอบ  ครูคิมท่องแม้กระทั่งการคิดคำนวณ)

          ทำอย่างไรจึงจะเข้าสาระ..จิตสาธารณะสักทีนะ  ช่วยกันวิเคราะห์ว่าผู้เขียนมีเจตนาอย่างไร กับบทกลอนนี้

 อีกไกลมากหากจะไปให้...ถึงฝัน
 ผ่านคืนวันหวั่นไหวอีกหลายหน
 ต้องเพียรถามเพียรตอบต่อตัวตน
ว่าอดทนด้นเดินอยู่เพื่อใด
ก้าวต่อก้าวที่เท้าย่างบนทางนี้
เธอคนดีตระหนักแน่อยู่แค่ไหน
เตรียมความพร้อมความแกร่งแห่งดวงใจ
ไปชมดงดอกไม้ที่ปลายทาง..... สุจิตรา สุดเดียวไกร

โง่ที่ 4 เกิดขึ้นอีกแล้ว นักเรียนตอบว่า..ทุกคนมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะฝัน  แม้ว่ายาวไกลแค่ไหนก็ต้องอดทนและสามรถเดินไปให้ถึงฝันนั้น

เขียนคำว่าจิตสาธารณะบนกระดาน  ให้นักเรียนช่วยกันหานิยามอย่างคนมีหัวใจ  ได้นิยามมากมายและสรุปว่า จะทำกิจกรรมร่วมกันตามหลักธรรมาภิบาลอย่างผู้มีจิตสาธารณะด้วยหัวใจ 3 ดวงคือ

หัวใจสีขาว   เกี่ยวกับการรักษาความสะอาด การป้องกันสารเสพติด  การรักนวลสงวนตัว ไม่ออกกลางคัน  ไม่มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน

หัวใจสีเขียว  เกี่ยวกับการรักษาและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม ช่วยกันดูแลและปลูกต้นไม้

หัวใจสีชมพู เกี่ยวกับการช่วยเหลือเอื้ออาทร  ช่วยงานของคนอื่น ช่วยดูแลคนแก่ และให้ความรัก ความรักความเมตตา แบ่งปันรัก  ปันความสุขให้คนรอบข้าง

ผู้บริหาร คณะครูและชุมชนเห็นคุณค่าของการพัฒนานักเรียน เสนอให้โรงเรียนมีโครงการใหม่ร่วมกันทั้งโรงเรียนคือ โครงการรูปแบบกระบวนการเรียนรู้โดยชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสาธารณะให้แก่นักเรียน   (โรงเรียนต้นแบบคุณธรรมชั้นนำฯ)  ขอมอบคุณความดีที่บังเกิดผลให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 -3 ปีการศึกษา 2548-2549และ2550 ทำให้ครูมองเห็นความโง่ของครู  แต่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและขอเป็นกำลังใจให้นักเรียนชั้น ม.1-3 ปีการศึกษา 2551 ได้ร่วมเรียนรู้กับคุณครูอย่างมีความสุข นอกจากนี้นักเรียนได้เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ให้ครูคิม

ปีการศึกษาที่ 3 เกิดกิจกรรม

โครงงานนักเรียนจิตสาธารณะ

โครงงานนักเรียนธรรมาภิบาล

http://www.vcharkarn.com/vcafe/84996/2/

http://www.krukimpbmind.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5371507

ปีการศึกษา 2551 โครงงานเยาวชนคนธรรมาภิบาลสร้างสรรค์ทำดีเพื่อถวายในหลวง

http://www.krukimpbmind.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538703850

ความโง่จริงของครูคิม  :  ทำให้ครูคิมได้ตัวบ่งชี้ที่นักเรียนช่วยกันคิดเป็นประเด็นปัญหาที่นักเรียนมองเห็นสอดคล้องกับความจริง และทำให้นักเรียนปรับปลี่ยนพฤติกรรมได้ค่อนข้างถาวร (ขออภัยที่งานวิจัยฯรองรับยังไม่สมบูรณ์)