คืนนี้ผมเริ่มวุ่นวายใจครับ เพราะไม่รู้จะหยิบงานชิ้นไหนมาทำก่อน ฮาฮาฮา สุดท้ายเลยเปลี่ยนใจมาระบายในบล็อกก่อนแล้วกัน แล้วค่อยไปเคลียร์งานภายหลัง

วันนี้มีประชุมทั้งเช้าและบ่ายครับ โดยเฉพาะช่วงบ่ายทำให้กำหนดงานผมต้องเปลี่ยนแปลงทั้งหมด เอาช่วงเช้าก่อนแล้วกันนะครับ เป็นการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสอนประจำตึก กว่ากรรมการจะมากันครบองค์ประชุมก็เวลาก็ผ่านพ้นไปหลาย แต่ประเด็นคุยก่อนเริ่มการประชุมก็น่าสนใจดีครับ เราคุยกันเรื่อง "คาเฟอีน" เรื่องนี้มันมีมูลเหตุจากเมื่อวานครับ เนื่องจากผมไปนั่งประชุมที่ห้องประชุมคณะวิทย์ฯ จมูกผมไปได้กลิ่นกาแฟอันหอมกรุ่นเข้า แต่ไม่สามารถลิ้มลองรสชาดได้ อันเนื่องจากก่อนไปประชุม ซดไปแล้วแก้วใหญ่ๆ

ปกติกาแฟที่ผมดื่มประจำเป็นกาแฟ (อ้าวเรียกว่าอะไรล่ะ) ไม่ใช่กาแฟซองประเภทสามรุมหนึ่งนะครับ อันนี้ผมไม่ค่อยจะดื่ม ยกเว้นมีคนเซิฟ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ในคณะก็รู้ครับ สำหรับผมเป็นกาแฟดำ ออ.แค่คนที่รู้ดีมาก น่าจะเป็นแบดีน พนักงานดูแลห้องประชุมที่ตึกอธิการฯ เพราะถ้าชะโงกมาสำรวจคนในห้องประชุมแล้ว จะมีแก้วเฉพาะให้ผมแน่นอน ฮิฮิ กะว่าคราวหน้าจะมีทิปให้สักหน่อย (เล่าเรื่องออกจากที่อยากเล่าไปไกลเลยครับ)

ผมมีความเข้าใจเดิมว่า กาแฟที่ผมดื่มทุกวันมีคาเฟอีนอยู่ แล้วก็เคยมีคนชักชวนให้ดื่มกาแฟประเภทไม่มีคาเฟอีน โดยเฉพาะภรรยาผม พยายามซื้อมาให้ดื่มสมัยแต่งงานใหม่ แต่ผมต้องปฏิเสธไป โดยบอกว่า ก็ที่ดื่มอยู่ทุกๆ วันนี้ก็เพราะต้องการคาเฟอีนเข้าไปในร่างกายนั่นแหละเจ้าค่ะ จะไปดื่มทำไมกาแฟไม่มีคาเฟอีน ฮิฮิ เสียเวลา

ผมอธิบายให้หลายๆ คน (โดยเฉพาะภรรยา) ยอมรับการดื่มกาแฟผมว่า คาเฟอีนในกาแฟ เป็นคาเฟอีนธรรมชาติ ซึ่งไม่เป็นอันตราย (มากนัก) ต่างจากคาเฟอีนสังเคราะห์ที่เขาเติ่มแต่งในรสชาด แฮะแฮะ ผมเข้าใจว่าคาเฟอีนในกาแฟเป็นคาเฟอีนที่มีอยู่โดยธรรมชาติ แต่วันนี้ในวงสนทนา ดร.ซอบีเราะห์ รองคณบดีวิทย์ฯ สะกิดด้วยคำถามว่า อาจารย์แน่ใจได้อย่างไรว่า เขาไม่ได้เพิ่มคาเฟอีนสังเคราะห์ลงไป เพื่อความอร่อย?

อ้าว เหรอ แล้วกาแฟอะไรปลอดภัยสุดละ? อาจารย์ท่านก็ตอบว่า "กาแฟสด" คำตอบนี้ทำผมนึกไปถึงสองเรื่องครับ เรื่องแรกเป็นประเด็นต่อของการสนทนาระหว่างมวยขึ้นชก คือ เครื่องชงกาแฟ ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง คือ ผมนึกถึง ย่าผมนั่งคั่วกาแฟอยู่หลังบ้านครับ ไม่รู้เป็นงัยตั้งแต่เดือนรอมฏอนมาแล้ว คิดถึงแต่ย่า (ขออัลลอฮ์ทรงประทานความเมตตากรุณาแด่ท่าน) ตอนรอมฏอนนึกถึงข้าวยำฝีมือท่านครับ จนผมต้องออกไปตลาดเพื่อซื้อข้าวยำ มาทานแบบไม่ใส่น้ำบูดู รอบนี้คิดถึงเกี่ยวกับกาแฟ

สมัยเด็ก ย่าคั่วกาแฟเองครับ และกาแฟจะคู่กับกล้วยแขก ฮาฮา นึกแล้ว หร่อยจริงๆ

เสร็จประชุมเช้า ช่วงบ่ายก็ประชุมวิจัยเรื่องพหุวัฒนธรรมที่มาเลเซีย (ชื่อย่อๆ นะครับ) สรุปได้ว่า เรายังขาดข้อมูลอยู่เยอะครับ โดยเฉพาะประเด็นคนไทยในตุมปัต โครงการนี้ผมทำปวดหัวมากครับ เพราะเราได้รับอนุมัติโครงการช้ากว่าโครงการอื่นๆ แต่ต้องเร่งงานให้ทันกับโครงการอื่น ซึ่งจะต้องปิดโครงการไม่เกินเดือนนี้

ในทีมตั้งคำถามว่า ตอบวัตถุประสงค์วิจัยได้แล้วยัง คำตอบคือ ข้อที่สองข้อมูลเพียบแล้ว เขียนได้เลย ปัญหาอยู่ที่วัตถุประสงค์ข้อที่หนึ่ง ที่ถ้าจะให้เขียนก็เขียนได้ แต่ผมรู้สึกว่า ข้อมูลไม่ลึกและหลักฐานยังไม่แน่นพอที่จะพันธงได้ จำเป็นต้องไปเก็บใหม่อีกรอบ ซึ่งแผนเดิม ผมต้องการไปช่วงงานลอยกระทงที่ตุมปัตครับ แต่เมื่อเขาสั่งให้ปิดโครงการเสร็จ แผนตามโครงการก็ต้องเปลี่ยน

เราต้องไปลงสนามที่มาเลย์ให้เร็วที่สุด สรุปว่า วันที่สิบเจ็ดนี้ผมต้องไป ในขณะที่ ดร.ดลวนะล่วงหน้าไปก่อน ผมกระอักครับ เพราะผมต้องเคลียร์งานบทความวิชาการ รายงานวิจัยและโปสเตอร์นำเสนอ อีกสอง โครงการเดียวแต่ทำโปสเตอร์สอง ไม่ต้องสงสัยครับ อีกหนึ่งเป็นของชาวบ้าน น้องๆ สกว. มาหาพร้อมกับทำตาละห้อย อาจารย์ช่วยทำโปสเตอร์อีกเรื่องหนึ่งด้วยนะ เลยใจอ่อนรับมาอีกอันหนึ่ง ฮาฮา แล้วคราวนี้ตูจะทำฉันใด

บทความถ้าได้อ่านอีกรอบคืนนี้ก็น่าจะเสร็จ รายงานวิจัยน่าจะหลายวันหน่อย โปสเตอร์สักคืนหนึ่งก็เสร็จ (ถ้าคอมฯ เป็นใจ เครื่องนี้ยังไม่เคยลองใช้งานกับกราฟิกหนักๆ เลย ไม่รู้จะช้าหรือเปล่า)

ทั้งหมดนี้จากเดิมน่าจะใช้เวลาอีกห้าวันเสร็จ ต้องเปลี่ยนเป็นสองคืนเสร็จ ฮาฮาฮา ขอตัวไปทำงานก่อนครับ