นั่นคือ “คำใบ้” ที่ให้ไว้ รีบทายกันเข้ามานะครับ อีก 4-5 วันผมจะเฉลยคำตอบ และประกาศผู้ได้รับรางวัล !
ผมนำข้อความบางส่วนที่อยู่ในคำนำหนังสือที่ใช้ชื่อภาษาไทยว่า “สปาอารมณ์” มาให้ทายกันว่า “ใครคือผู้ที่เขียนคำนิยม” อ่านไปแล้วจะพบ “คำใบ้” ในนั้น ท่านแรกที่ทายถูกจะได้รับรางวัลเป็นหนังสือ “สปาอารมณ์” จำนวน 1 เล่มครับ
สองสามปีที่ผ่านมา ผมมักจะถูกถามว่า . . . “ทำไมจึงแปลแต่หนังสือแนวนี้? . . . ไม่คิดที่จะเขียนถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเองออกมาบ้างหรืออย่างไร?” ซึ่งผมก็มักจะตอบไปว่า . . . “ยังไม่ถึงเวลานะครับ” หรือถ้าสนิทๆ กันก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า . . . “มิบังอาจ” . . . ที่ตอบไปเช่นนั้น เป็นเพราะผมรู้ตัวดีว่า ถ้าผมถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเองออกไปในตอนนี้ ก็พูดได้เพียงว่า . . . “น่าจะพังนะครับ” . . . จะไม่พังได้อย่างไร ก็ในเมื่อสิ่งที่อยู่ “ภายในตัวผม” นั้น ยังเต็มไปด้วย “อารมณ์” อันรุนแรงและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาการโกรธหรือหงุดหงิดง่าย ใครพูดอะไรที่ไม่เข้าหู ก็ฉุนกึกอยู่ข้างใน ภรรยาทำอะไรไม่ถูกใจ ก็ปากไวพูดสวนออกไปทันที ทีกับคนอื่นกลับเกรงอกเกรงใจ แต่พอเป็นคนที่ใกล้ตัว กลับจัดการกับอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ นี่ถ้ามีการบริการทำ“สปา (Spa)” ให้กับอารมณ์เหล่านี้ ผมคงจะเป็นพวกที่เข้าไปใช้บริการเป็นรายแรกๆ เลยทีเดียว !
และแล้วผมก็ได้พบกับหนังสือชื่อ “Emotional Wellness” ของ Osho . . . เป็นหนังสือที่ถอดความมาจากบทสนทนาของ Osho ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอารมณ์ความรู้สึก เนื้อหาสำคัญนั้น “โดนใจ” ผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่ Osho สอนไว้นั้น ท่านเน้นย้ำว่าจงอย่า “เก็บกด” อารมณ์เหล่านั้นไว้ ท่านอธิบายให้เห็นว่าอารมณ์นั้นเปรียบได้กับ “ลม” ที่พัดมาแล้วก็พัดผ่านไป เห็นคำว่า “Motion” ซึ่งแปลว่า “การเคลื่อนไหว” ที่อยู่ในคำว่า “Emotion” ไหม? ด้วยเหตุนี้อารมณ์จึงไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง ไม่ใช่สิ่งที่หยุดอยู่กับที่ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือเราต้องไม่ไปกดทับมันไว้ ต้องไม่พยายามผลักดันมันให้หลบลงไปอยู่ใน “ห้องใต้ดิน” (จิตใต้สำนึก) ของเรา อารมณ์นั้นเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ถ้าเราเก็บกักมันไว้มากจนเกินไป พอถึงวันใดวันหนึ่งมันอาจจะระเบิดขึ้นมา และเมื่อถึงตอนนั้นคงจะสร้างความเสียหายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมมากมายนัก
หลักที่ Osho แนะนำก็คือการสอนให้เราฝึก “ตามรู้ ตามดู” อารมณ์เหล่านั้น เห็นการแปรเปลี่ยนของมัน เห็นการ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป” ของมัน ท่านสอนให้พวกเราทำตัวเป็น “ผู้สังเกตการณ์” คอยสังเกตสังกาสิ่งที่ผ่านมาผ่านไปในชีวิตของเรา ท่านสอนให้พวกเราทำตัวเสมือนกับว่ากำลังยืนอยู่ที่ข้างถนน มองดูรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปผ่านมา โดยที่เน้นย้ำว่าเราเป็นเพียง “ผู้เฝ้าดู” อยู่ริมถนนเท่านั้น อย่าได้กระโจนลงไปบนท้องถนน เพราะจะถูกรถชนเสียเปล่าๆ ผมว่าเป็นคำสอนเรื่องการทำวิปัสสนาที่ฟังแล้วเข้าใจง่าย สามารถนำไปใช้ฝึกปฏิบัติได้ทันที . . . ผมชอบสไตล์การบรรยายของ Osho ก็ตรงที่ท่านมักจะเลือกใช้คำที่ง่ายๆ ตรงไปตรงมา มีการเรียกเสียงฮาจากผู้ฟังเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดเชิงประชดประชัน หรือจากการหยิบยกเรื่องเล่ามันๆ ที่มีความสนุกสนานมาให้ฟังตลอดเวลา
สำหรับผมแล้วการถอดคำบรรยายของ Osho ออกมาเป็นตัวหนังสือนั้น เสน่ห์ของมันอยู่ตรงที่มี “ความสด” มี “ความดิบ” อยู่ในนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นบรรยากาศของการสนทนา ไม่ใช่การบรรยายเชิงวิชาการหรือการพูดเชิงปรัชญาที่ฟังดูหรูหราแต่ว่ายากที่จะเข้าใจ การบรรยายของ Osho เป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว . . . . . . . . . . .
หากมีสิ่งใดที่เป็นคุณงามความดีอันเกิดจากผลงานชิ้นนี้ ผมขอมอบให้แก่ผู้อ่านทุกท่านโดยเฉพาะผู้ที่ติดตามผลงานของผมมาโดยตลอด . . . . . นอกจากนั้นผมขอขอบคุณผู้ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าขึ้นมาอย่างทันทีทันใด ท่านเป็นผู้ที่มีใจเขียนคำนิยมให้อย่างสวยสดงดงาม ท่านคือ . . . . . . . . . . . ท่านเป็นครู (ทางธรรม) ผู้ชักนำให้ครอบครัวของผมสนใจเรื่องการปฏิบัติธรรม นับตั้งแต่แปดปีที่แล้วที่ผมได้พาลูกชายคนเล็กไปร่วมปฏิบัติธรรม และบวชเณรพร้อมกับลูกชายของท่านมาแล้วถึงสองครั้งด้วยกัน . . . . .
นั่นคือ “คำใบ้” ที่ให้ไว้ รีบทายกันเข้ามานะครับ อีก 4-5 วันผมจะเฉลยคำตอบ และประกาศผู้ได้รับรางวัล !
ทายว่าเป็นท่านอาจารย์วิจารณ์ พานิชครับ
อาจารย์หมอสกล รอคำเฉลยในอีก 2-3 วันนะครับ
หนูจิ . . .ไม่ทายหรือครับ . . . บางทีหนูจิอาจจะเคยได้ยินชื่อคนๆ นี้ก็ได้ . . .
สวัสดีครับ
สวัสดีอีกรอบครับ
สงสัยผมจะเขียนไว้ไม่ชัดครับ ข้อความข้างบนเป็น "คำนำ" หนังสือที่ผมเป็นคนเขียน แต่ที่ตั้งเป็นคำถามก็คือว่า "ใครเป็นผู้เขียนคำนิยม" ผมลองคัดข้อความบางส่วนจากคำนิยมมาไว้ ให้พิจารณาดังต่อไปนี้ครับ . . . .
"ต้องใช้ความกล้าหาญ และจริงใจกับตัวเองมาก ในการอ่านงานทุกชิ้นของท่าน Osho เพราะท่านจะตีแผ่ เปิดโปง ชำแหละให้เราขุดเข้าไปดู แม้กระทั่งความคิดลับๆ ในหัวเราที่คนอื่นไม่เคยรู้ และตัวเราเองเคยมั่นใจนักหนาว่าดีงาม . . . . ใครจะคิดว่าเราเป็นอย่างไร ไม่สำคัญเท่ากับว่าข้างในของเราเป็นอย่างไร เพราะสิ่งที่อยู่ภายในเป็นของจริงเพียงอย่างเดียวที่เรามี เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เปลืองพลังงานไปแก้ภาพพจน์ให้คนอื่นเห็นว่าเราดี แต่หันมาทุ่มเทพลังกับการขัดเกลาจิตวิญญาณภายในของเราอย่างแท้จริง . . . . ตื่นโพลง เป็นอิสระ เป็นไทจากพันธนาการ เปลือก กรง คุก ที่เราสร้างไว้ขังตัวเอง หยั่งรากให้ถึงความสมบูรณ์พร้อม งดงามที่บริบูรณ์อยู่ภายใน"
ขอให้เรามีใจที่เป็นอิสระ
ใบให้อีกนิดก็ได้ครับ . . . เป็นสุภาพสตรีที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อหรือรู้จักกันดี
ยังทายกันไม่ถูกนะครับ ผมจะเฉลยในวันพรุ่งนี้ (วันอาทิตย์ที่ 19) เพราะเป็นวันเปิดตัวหนังสือ "สปาอารมณ์" ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติติ์ ช่วงเวลาประมาณ 13.00 - 14.00 น. ผมจะอยู่ที่บู้ทสำนักพิมพ์ฟรีมายด์ บู้ท K05 ใแพนนลารี่ฮอล์ เพื่อพูดคุยและแจกลายเซ็นครับ
สวัสดียามเช้าครับ . . . สำหรับคำเฉลย . . . ผู้เขียนคำนิยมหนังสือ "สปาอารมณ์" ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวาน ก็คือ . . . คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เจ้าของผลงาน "เข็มทิศชีวิต" ครับ
อารมณ์นั้นเปรียบได้กับ “ลม” ที่พัดมาแล้วก็พัดผ่านไป เห็นคำว่า “Motion” ซึ่งแปลว่า “การเคลื่อนไหว” ที่อยู่ในคำว่า “Emotion” ไหม? ด้วยเหตุนี้อารมณ์จึงไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง ไม่ใช่สิ่งที่หยุดอยู่กับที่ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือเราต้องไม่ไปกดทับมันไว้ ต้องไม่พยายามผลักดันมันให้หลบลงไปอยู่ใน “ห้องใต้ดิน” (จิตใต้สำนึก) ของเรา อารมณ์นั้นเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ถ้าเราเก็บกักมันไว้มากจนเกินไป พอถึงวันใดวันหนึ่งมันอาจจะระเบิดขึ้นมา และเมื่อถึงตอนนั้นคงจะสร้างความเสียหายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมมากมายนัก
******************
เห็นด้วยนะคะอาจารย์
แต่สงสัยว่า รวมเอา "อารมณ์ดี"ไว้ด้วยหรือเปล่า
หาเรื่องแซว เพราะ กำลัง(พยายาม)อารมณ์ดีให้ได้
ในท่ามกลางความขัดแย้งของสังคม น่ะค่ะ
อารมณ์ดี . . . อารมณ์ร้าย . . . ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปครับ อย่ากดทับ แค่ตระหนักรู้ . . . ตามดูมัน
แวะเวียนเข้ามาติดตามงานของอาจารย์ค่ะ นึกอยากอ่านแล้วค่ะ และยังนึกเลยไปถึงเพื่อรักอีกคนหนึ่งที่ควรจะอ่านด้วยอย่างยิ่ง หากทำให้เธอตามรู้อารมณ์ของตนเอง และโกรธน้อยลง หงุดหงิดน้องลงน่าจะดีมากนะคะ
หนังสือเล่มนี้สอนว่า . . . ไม่ต้องพยายามทำอะไร ไม่ต้องตั้งใจ "โกรธให้น้อยลง" ปล่อยให้มันเป็นไป . . . แค่ "ตามดู ตามรู้" มันเท่านั้น มันจะลดน้อยลงหรือไม่ . . . ก็ดูมันไป . . . เป็นการสอนวิปัสสนาที่เรียบง่าย และทำได้ทันทีครับ
น่าอ่านฮับ ถึงแม้ตัวคนเขียนจะถูกวิจารณ์มากมาย
ไปแอบอ่านฟรีมาที่ศูนย์หนังสือจุฬา อ่านไปแล้วก็ว่างไม่ลงเลย มันเหมือนกับว่าความเชื่อที่เรามีมานานมัน มันได้ถกเปิดโปงความจิงขึ้น สังคมเรามักชื่นชมคนที่ไม่โกรธและสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี เราเลยพยายามทำตัวเป็นใครคนนนั้น คนที่เขาชื่นชมว่าดี แล้วสุดท้ายอะไรที่มันไม่ใช่ตัวเรามันก็เป็นได้แค่ชั่วคราว จิง ๆ ตอนแรก อ่านแล้วสับสนมากกก แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะ เพราะสุดท้ายคำตอบก็อยู่ใกล้ตัวเรานี้เอง มิต้องไปนั่งดูใครต่อใครเลย "ตามรู้ ตามดู ตัวเรา"