ช่วงนี้ ผมยังมีภารกิจที่ต้องทำเรื่องน้ำท่วมอยู่อย่างไม่รู้จบ
อันที่จริง จะเรียกว่าหน้าที่ก็คงไม่ถูกนัก เพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างขององค์กร
และถึงปรากฏอยู่บ้าง ก็ไม่ใช่ต้นสังกัดของผมที่ต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้
เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว มหาวิทยาลัยก็มีฝ่ายชุมชนสัมพันธ์อยู่อย่างชัดแจ้ง
และถึงกระนั้น มหาวิทยาลัยเองก็เถอะ ก็คงมิใช่หน่วยงานที่ต้องแบกรับภาระนี้โดยตรง แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เหลียวมองต่อชะตากรรมของชาวบ้านเสียทีเดียว ทางออกที่ถูกต้องที่สุด จึงต้องเข้าไปสู่การอาทรต่อเรื่องราวเหล่านี้อยู่วันยังค่ำ เพราะท้ายที่สุดนั้น มันคือกระบวนการหนึ่งของการบ่มเพาะนิสิตไปในตัวด้วยเช่นกัน

และเช่นเดียกันนี้..
ในองค์กรที่ผมสังกัดนั้น
ภารกิจนี้ ก็หาใช่เป็นภารกิจกหลักของผมและทีมงาน หากแต่เป็นภารกิจหลักของกลุ่มงานกิจกรรมนิสิตที่จะต้องรับบทหนักเป็นแม่งานใหญ่
แต่ถึงแม้ว่าโครงสร้างของงานจะไม่เกี่ยวพันกับผมนัก
แต่โครงสร้างทางจิตใจที่มีต่อชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมกลับเป็นสิ่งที่ทำให้ผมไม่อาจหันเห เฉยเมยและเย็นชาต่อชะตากรรมเหล่านั้นได้
เป็นความโชคดีโดยแท้ เพราะทันทีที่ผมขันอาสาลุกเคลื่อนงานนี้กับทีมงานเพียงไม่กี่คน พลังใจจากคนหลายภาคส่วนก็ไหลมาเทมาอย่างชื่นฉ่ำใจ
การทำงานของผม ถูกขับเคลื่อนไปอย่างมีพลัง
วันแต่ละวัน เป็นวันที่หนักหน่วง แต่ในความหนักหน่วงนั้นกลับกลายเต็มไปด้วยความสุขของการทำงานอย่างมหาศาล

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551
ผมและทีมงานได้ขนถ่ายถุงยังชีพจำนวนมากลงสู่ชุมชนบ้านส้มโฮง ต.เขวาใหญ่ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม โดยมีคณะวิทยาการสารสนเทศ ซึ่งนำโดยคณบดี (ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ) ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมเหล่านี้


(ทีมงานจากกองกิจฯ - นิสิตกลุ่มไหล - และบุคลากรจากคณะวิทยาการสารสนเทศ)
(ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ : คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศเดินเท้านำทีมขึ้นจากท่าน้ำมุ่งสู่หมู่บ้าน)
ชุมชนบ้านส้มโฮงเป็นชุมชนขนาดกลาง มีประชากรจำนวน 71 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ถือได้ว่าพอกินพอใช้ ขณะที่โรงเรียนส้มโฮงนั้น เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ตอนนี้มีครู 2 คนและนักเรียนอีก 19 คน ...
สภาพทั่วไปของโรงเรียนต้องถือว่าน่าเห็นใจเป็นยิ่งนัก ครูยังคงต้องแบกรับหน้าที่อันหนักหน่วงนี้สืบต่อไป แต่ก็ยังถือว่าโชคดีไม่น้อยที่ครูทั้งสองท่านนั้นก็ล้วนเป็นคนของท้องถิ่นโดยแท้ จึงไม่เคยสิ้นหวังต่อการที่จะดูแลลูกหลานของตนเอง


(สวนเกษตรพอเพียงของชาวบ้าน ปัจจุบันถุกน้ำท่วมแทบไม่เห็นหลังคาแล้ว)
กิจกรรมในวันนั้น ยังคงดำเนินการไปในแบบเดิม ๆ ที่เราถือปฏิบัติ
อันได้แก่ การมอบถุงยังชีพจำนวน 151 ชุดให้แก่ชาวบ้าน, นักเรียน, และวัด พร้อมเวชภัณฑ์ 4 ชุดใหญ่ และพ่วงเติมไปด้วยทุนอาหารกลางวันแก่นักเรียนอีก 2,500 บาท ซึ่งรวมสิ่งของเครื่องใช้โดยประมาณไม่ต่ำกว่า 2,174 ชิ้น
นอกจากกิจกรรมการมอบถุงยังชีพข้างต้นแล้ว ยังคงเสริมบรรากาศให้คึกคักด้วยการแสดงหมอลำของนิสิต ซึ่งเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ไม่ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้ดูหรูหรา แต่เน้นให้ความสนุกสนาน รื่นรมย์ และส่งต่อกำลังใจไปให้กับชาวบ้าน และโดยภาพรวมแล้วทั้งหมอลำจำเป็นอย่างเจ้าบอย (ชาญชัย สุขจันดี) และหมอแคนอารมณ์ขันอย่างเจ้าแซม (รัตนเดช การเกษม) ก็ทำหน้าที่นี้ได้อย่างยอดเยี่ยม
ไม่เพียงแต่เฉพาะกิจกรรมเหล่านี้เท่านั้น
แต่เรายังคงส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมอย่างเป็นกันเอง เป็นต้นว่า นำนักเรียนตัวน้อย ๆ ออกมาเล่นกิจกรรมสันทนาการ ทั้งร้องรำทำเพลง และกิจกรรมเสริมทักษะเชาว์ปัญญาเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามแต่ห้วงเวลาจะอำนวยให้



(กิจกรรมจากชาววงแคนและน้องกลุ่มไหล ... คือส่วนหนึ่งของสีสันที่มีชีวิตในวันนั้น)
ผมชอบกิจกรรมในทำนองนี้มาก เป็นงานหนักแต่ก็ทำให้เรามีพลังชีวิตอย่างมหาศาลเสมอ
ทุกครั้งที่ลงชุมชน ผมไม่เคยเน้นพิธีการอะไรเลย คราวนี้ก็เช่นกัน ผู้หลักผู้ใหญ่ไปกันเยอะมาก และแต่ละท่านก็ไม่ถือตัว เป็นกันเองกับชาวบ้าน ..ง่าย ๆ สบาย ๆ ... แต่อบอุ่น ทั้งชาวบ้านและผู้บริหาร ต่างก็พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
การไปครั้งนี้ ผมยังยึดแนวทางเดิมคือไม่ให้ชาวบ้านเลี้ยงข้าวเที่ยง เพราะถือว่า สถานการณ์เช่นนี้ ชาวบ้านเดือดร้อนพออยู่แล้ว จึงไม่อยากให้ต้องรับภาระปากท้องของเราเพิ่มไปอีก จึงได้แต่บอกกล่าวอย่างสุภาพว่า "ครั้งต่อไป จะมาฟื้นฟูหลังน้ำท่วม และนั่นแหละ ถึงค่อยเลี้ยงข้าวเที่ยงผมและทีมงานก็แล้วกัน"


ผศ.ดร ศุภชัย สมัปปิโต : อธิการบดี และคณะผู้บริหารมาในแบบสบาย ๆ ..ติดดิน..เป็นกันเอง

(ผศ.ดร ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ : รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต สวมเสื้อยืดขาว มาให้กำลังใจชาวบ้าน)
ย้อนกลับไปสู่วันเวลาก่อนการลงพื้นที่ร่วมสัปดาห์
ผมตัดสินใจเดินทางลงสำรวจหมู่บ้านด้วยตนเอง โดยไม่ได้ใช้พาหนะของส่วนราชการ พร้อม ๆ กับการไม่ได้เชื้อเชิญมิ่งมิตรท่านใดร่วมสัญจรไปด้วย เพราะเห็นว่า หลายคนมีภารกิจเร่งด่วนมาจ่ออยู่ตรงหน้า ส่วนนิสิตก็กำลังตรากตรำกับการสอบ
ผมเดินทางด้วยเรือของชาวบ้าน ฝ่าเวิ้งน้ำสุดลูกหูลูกตาไปอย่างตื่นเต้น
สภาพท้องน้ำเต็มไปด้วยคลื่นหลายละลอก แดดจ้ายังสาดต้องผิวเนื้ออย่างไม่ลดละ ขณะที่ผมก็กร้านดำราวกับชาวเลที่ใช้ชีวิตอยู่กลางมหาสมุทรมาอย่างยาวนาน
สภาพท้องน้ำที่เรือแล่นลิ่วไปนั้นดูแตกต่างจากหมู่บ้านอื่นที่เคยไปมาอย่างเห็นได้ชัด
ระยะทางไกลกว่าเดิม เส้นทางเดินเรือดูคดเคี้ยวมากขึ้น และที่สำคัญก็คือ ระดับความลึกของน้ำนั้นก็ดูประหนึ่งจะลึกกว่าเดิมเท่าตัวเลยทีเดียว

ใครจะไปรู้ในวันนั้น
ผมนั่งเรือที่แล่นลิ่วไปด้วยความเร็วสูง เพียงชั่วพริบตาและอึดใจเดียวนั้น เรือก็หักเลี้ยวอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ผมล้มฟาดลงขับขอบเรืออย่างจัง ส่วนอีกคนก็แทบหล่นร่วงลงสู่ท้องน้ำ
ผมตั้งตัวไม่ติด, และไม่คิดว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเอง
และไม่ถือโทษต่อความคึกคะนองของคนขับเรือ แต่ก็เสียใจอยู่บ้างเหมือนกันว่า คนเรือเองก็เถอะ ไม่น่าจะคึกคะนองจนเกินเหตุ และในภารกิจเช่นนี้ก็ไม่ควรให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย
ผมได้รับบาดเจ็บพอสมควร มีบาดแผลเลือดไหลซิบอยู่ 3 – 4 จุด ขณะที่ไหล่ขวาช้ำบวมอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่หนักสุดก็ดูจะเป็นแผ่นหลังลงสู่เอวนั่นแหละ เพราะจากนั้นไม่นาน ผมก็แทบเดินไม่ได้ จนต้องเข้าโรงหมอเช็คสภาพสังขารอย่างถ้วนถี่




ผมใช้เวลาพักฟื้นเพียงไม่กี่วัน ...
ถัดจากนั้นก็ถ่อสังขารกลับมาขับเคลื่อนงานร่วมกับทีมงานกันอย่างคึกคัก
ผมพยายามขบคิดและไตร่ตรองถึงเรื่องราวเหล่านี้หลายครั้ง
สิ่งหนึ่งที่ผมสรุปบทเรียนให้กับตัวเองอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ ความปลอดภัยในวิถีงานนั้น ถึงแม้เราจะดูแลตัวเองอย่างดีที่สุด แต่บางทีคำตอบบางอย่างก็ถูกกำหนดโดยคนรอบข้างอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้ และนั่นคือสิ่งที่เราต้องทำใจ ..และให้อภัยต่อผลลัพธ์นั้นอย่างจริงใจ
เฉกเช่นเดียวกันนี้
การทำงานในแต่ละครั้ง ผมไม่คาดหวังให้งานที่ว่านั้น บรรลุเป้าหมายเสียทั้งหมด เพราะเชื่อมั่นว่า ในวิถีใดก็ตาม คงไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบไปเสียทั้งหมด
แต่ขอเพียงในจังหวะ หรือวิถีแห่งการงานนั้น
ขอเพียงมีใครสักคน หรือใครสักกลุ่ม พร้อมเสมอกับการเดินทางไปกับเรา และร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับการงานนั้นอย่างจริงใจ - ก็ถือว่า “วิเศษ” สุดแล้ว

งานครั้งนี้ ดูหนักหนาไม่แพ้ครั้งก่อน ๆ
แต่เพราะว่าผมและทีมงานได้รับการดูแลจากมหาวิทยาลัย , มีมิ่งมิตรจากคณะวิทยาการสารสนเทศ มีน้องกลุ่มไหล มีน้องวงแคน มีน้องสภานิสิต หรือแม้แต่นักข่าวอีกเป็นจำนวนมากร่วมสัญจรอยู่ในวิถีเดียวกันนี้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นพลังที่ทำให้เรารู้ว่าเส้นทางนี้เราไม่ “เดียวดาย”
และแค่นี้แหละ ... มันก็ยิ่งใหญ่พอสำหรับการงานใหญ่ ๆ ที่เราต้องแบกรับ - มิใช่เหรอ
อ.แผ่นดิน
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธ์คุ้มครองค่ะ
เอาใจช่วยอ้าย
เป็นกำลังใจเสมอ
สวัสดีค่ะ
สิ่งของ และความช่วยเหลือ เป็นเพียงส่วนหนึ่ง
แต่คุณค่าหาที่เปรียบไม่ได้ในความมีน้ำใจเอื้ออาทร
ขอให้รักษาสุขภาพนะคะ คุณพระคุ้มครองทั้งครอบครัวค่ะ
ภาพ (กระทู้แรกผิดนะค่ะ จะลบก็ได้ค่ะ)
(ผศ.ดร ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ : รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต สวมเสื้อยืดขาว มาให้กำลังใจชาวบ้าน)
นับจากซ้ายมือคนที่สอง คล้ายๆ กับเคยเห็นที่คณะวิทยาศาสตร์ ม.นเรศวร น่าจะเป็นนิสิตป.โทแล้วไปทำงานที่นั่นหรือเปล่าค่ะ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ ดีจังค่ะ ขอยกย่อง
สวัสดีค่ะ นึกอยู่ว่าคนแผ่นดินหายไปไหน มองดูภาพเจ้าตัวน้อยรำป้อสุดฝีมือ แล้วสะท้อนใจ เธอควซาบซี้งใจต่อการทำงานของทึมงานที่เข้าไปช้วยเหลือนะคะ krutoi เป็นกำลังใจค่ะ อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ ผู้นำล้มไม่ได้แต่นอนได้ สู้ๆๆๆ อยากร่วมกิจกรรม อยากส่งเสื้อผ้าไปให้เด็กๆ ขอที่อยู่ คนแผ่นดินด้วย และเข้าหมฦบ้านเมื่อไรก็รบกวนนำพาของฝากจากkrutoi ไปให้เด็กๆ ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ขอให้กำลังใจในการทำงานนะคะ
ขอบคุณค่ะคุณแผ่นดิน
สวัสดีค่ะ
ส่งกำลังใจมาช่วยค่ะ