ขันธ์ดับมิใช่ขันธ์แตก

ข้อมูลในการเรียบเรียง  :  ธรรมบัญชา  โดย  บัญช์  บงกช



“...ก็มรณะ...ความแตกแห่งขันธ์”

พุทธพจน์ทรงกล่าวเช่นนั้นตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  “แตก”  แปลว่าแยกออกจากส่วนรวม  ความแตกแห่งขันธ์  หรือขันธ์แตก  จึงแปลว่า รูป  เวทนา  สัญญา สังขาร  วิญญาณ  แยกออกจากกันซึ่งเรียกว่า  “ตาย”  เหล่าสัตว์เมื่อตายแล้วกรรมไม่ดับ  ยังเหลือเชื้อกิเลสอยู่แพร่ออกไปถูกเกาะเกี่ยวด้วยธาตุรู้เป็นวิญญาณใหม่ปฏิสนธิขึ้นไปเกิดในภพใหม่อีก   เวียนว่ายอยู่เช่นนี้ไม่รู้จบ  ส่วนคำว่า  “ดับ”  แปลว่าสูญสิ้นไป  เช่นวิญญาณดับ  ถ้าใช้กับพระพุทธเจ้าก็เท่ากับดับวิญญาณขันธ์ให้สูญสิ้นไป  ไม่มีกรรม  หมดเชื้อกิเลส  ไม่เกิดในภพใหม่อีก  เป็นการดับรอบ  คือปรินิพพาน  ซึ่งแตกต่างจากการตายที่จะต้องมีการเกิดเป็นของคู่กันเสมอไป



พระพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงชนะกิเลสได้เด็ดขาด


กิเลสที่ทรงชนะแล้วไม่ติดตามพระองค์ไปอีก  


พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีพระสัพพัญญุตญาณหาที่สุดมิได้


ไม่ไปตามทางของกิเลสแล้ว  พวกเธอจะนำท่านไปตามทางไหนเล่า”


(พุทธวจนในธรรมบท  เสถียรพงษ์  วรรณปก)



เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว  ทรงดับกิเลสได้สิ้นแล้ว  ทรงมีพระปรีชาญาณหยั่งรู้สิ่งทั้งปวงทั้งที่เป็นอดีต  ปัจจุบันและอนาคต  หาที่สุดมิได้   กิเลสมาร ตามพระองค์ไม่ได้แล้ว  มัจจุมาร   (ความตาย)   ไม่น่าจะตามพระองค์ได้เช่นกัน   เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานในที่สุดน่าจะแตกต่างกับความหมายที่แปลว่าความตายของสัตวโลกอย่างตรงกันข้าม   ไม่น่าจะนำท่านมาสู่ความตายอีก

 

ดับวิญญาณคือการดับรอบ



ณ  พระนครสาวัตถี  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า


“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ  ในเวทนาธาตุในสัญญาธาตุ  ในสังขารธาตุ   ในวิญญาณธาตุ  เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้  เพราะละความกำหนัดเสียได้  อารมณ์ย่อมขาดสูญ  ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี  วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้นไม่งอกงาม  ไม่แต่งปฏิสนธิหลุดพ้นไป  เพราะหลุดพ้นไปจึงดำรงอยู่  เพราดำรงอยู่จึงยินดีพร้อมเพราะยินดีพร้อมจึงไม่สะดุ้ง  เพราะไม่สะดุ้งย่อมดับรอบเฉพาะตนเธอย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว   กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว”
 



..... เพราะหลุดพ้นไปจึงดำรงอยู่  (อมตนิพพาน)   นิพพานเป็นสิ่งไม่ตาย  ยืนยง  มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง  เป็นการดับรอบจากวัฏสงสารพ้นมาจากวัฏสงสารแล้วไม่กลับไปอีก   จึงแตกต่างกับความหมายที่แปลว่า  “ตาย”   อย่างสิ้นเชิง

มีวิญญาณไม่ได้ตั้งอยู่


สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ  พระวิหารเวฬุวันกลันทินิวาปสถาน  ใกล้พระนครราชคฤห์สมัยนั้น   พระวักกลิกุลบุตรได้อาพาธหนัก   ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า


“มาไปกันเถิดภิกษุทั้งหลาย  เราจะพากันไปยังวิหารกาฬกลิกา ข้างภูเขาอิสิคิริ  ซึ่งเป็นที่ที่วักกลิบุตรอาพาธอยู่”


ภิกษุเหล่านั้นรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว   พระผู้มีพระภาคเสด็จไปยังวิหารกาฬกลิกาพร้อมด้วยภิกษุเป็นจำนวนมาก  ได้  ทอดพระเนตรเห็นท่านพระวักกลิกุลบุตรนอนคอบิดอยู่บนเตียง  ก็สมัยนั้นปรากฏคล้ายกลุ่มหมอก   กลุ่มควัน   ลอยไปทางทิศบูรพา  ทิศปัจฉิม  ทิศทักษิณ  ทิศเบื้องบน   ทิศเบื้องต่ำ   และอนุทิศ  (ทิศเล็กทิศน้อย)   พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายมองเห็นกลุ่มหมอกกลุ่มควันลอยไปทางทิศทั้งหลายอยู่หรือไม่”


ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า


“เห็นพระเจ้าข้า”


พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า


“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นั่นแหละคือมาร  (มัจจุมาร)  หยาบช้าค้นหาวิญญาณของวักกลิกกุลบุตรด้วยคิดว่าวิญญาณของวักกลิกกุลบุตร  ตั้งอยู่  ณ  ที่แห่งไหนหนอ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  วักกลิกุลบุตรมีวิญญาณไม่ได้ตั้งอยู่  ปรินิพานแล้ว”



พระวักกลิกุลบุตร
 เป็นพระอรหันต์  นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ  ดับกิเลสดับขันธ์สิ้นแล้ว   มิได้ตายเหมือนสัตวโลก  ซึ่งมาร  (มัจจุราช)   จะค้นหาวิญญาณได้  เพราะเป็นผู้มีวิญญาณไม่ได้ตั้งอยู่  ถ้าตายจะมีเชื้อของกิเลสเป็นกรรมแพร่กระจายออกไปให้เป็นที่ตั้งของวิญญาณใหม่เพื่อมารจะค้นพบนำไปปฏิสนธิรับกรรมในภพใดใหม่ได้ปรินิพพาน  หรือนิพพาน  แม้ของพระอรหันต์จึงแตกต่างกับความหมายที่แปลว่าตายของเหล่าสัตว์

เสด็จไปดีแล้ว


พุทธคุณประการหนึ่งใน  9  ข้อ  ของพระพุทธเจ้าคือ  “สุคโต”  แปลว่าเสด็จไปดีแล้ว  คือทรงมีทางเสด็จที่ดีงาม  อันได้แก่อริยมรรค  เสด็จไปสู่ที่ดีงาม  กล่าวคือพระนิพพาน  เสด็จไปด้วยดีโดยชอบ  กล่าวคือทรงดำเนินรุดหน้าไม่หวนกลับคืนมาสู่กิเลสที่ทรงละได้แล้ว  ทรงดำเนินสู่ผลสำเร็จไม่ถอยหลัง  ไม่กลับตกจากฐานะที่ทะลุถึง   ทรงดำเนินในทางอันถูกต้องคือมัชฌิมาปฏิปทา
 ไม่เฉเชือนไปในทางผิด  คือกามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค  เสด็จไปดีเสด็จที่ใดก็ทรงทำประโยชน์ให้แก่มหาชนในที่นั้น  เสด็จไปโดยสวัสดีและนำให้เกิดความสวัสดีแม้แต่พบองคุลิมาลมหาโจรร้ายก็ทรงกลับใจให้เขากลายเป็นคนดีไม่มีภัย,  เสด็จผ่านไปแล้วด้วยดี  ได้ทรงบำเพ็ญพุทธกิจไว้บริบูรณ์ประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้เพื่อชาวโลกให้เป็นเครื่องเผล็ดประโยชน์แก่ประชาชนทั้งปวงผู้เกิดมาภายหลัง  ทรงมีพระวาจาดี  หรือตรัสโดยชอบ  คือตรัสแต่คำจริงแท้  ประกอบแต่คำจริงแท้   ประกอบด้วยประโยชน์ในกาลที่ควรตรัสและแก่บุคคลที่ควรตรัส


การเสด็จไปดีของพระพุทธเจ้าอันเป็นพุทธคุณที่เรียกว่า  “สุคโต”   คือการเสด็จไปสู่พระนิพพานเป็นสำคัญ   แตกต่างกับ  “สุคติ”   คือการไปสู่ที่ดีที่สัตวโลกซึ่งทำกรรมดีตายแล้วไปเกิด  ฉะนั้น  การเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้าจึงแตกต่างกับการตายของสัตวโลกซึ่งตายแล้วไปเกิดในภพที่ดีที่เรียกว่า  “สุคติภพ”  ซึ่งยังอยู่ในวัฏสงสารมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ต่อไป