วันนี้ ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๑ สำหรับชีวิตของผู้บันทึก หากย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว คือวันที่เบลอ เพราะนอนไม่เต็มอิ่ม แต่ไม่รู้สึกง่วง ตอนนั้นถามตัวเองว่า ตื่นเต้นหรือ คำตอบที่ได้คือ ไม่ได้ตื่นเต้น อยากให้งานผ่านไปด้วยดี จากความร่วมมือที่ดี ความรู้สึกที่ดีๆต่อกัน ตามความปรารถนาของผู้หวังดีและเชื่อในสิ่งนี้ว่าเป็นสิ่งดีงาม
นั่นนะสิ เมื่อคืนผมถึงนอนกระสับกระซ่าย กว่าจะหลับตาลงไปได้ก็เกือบตีหนึ่ง หวั่นไหวเหมือนกันว่า วันรุ่งขึ้นมีภารกิจหลักเวลา ๘.๓๐ น. ผมไม่อยากให้ห้องเรียนหม่นหมองเพราะสีหน้านอนไม่เต็มอิ่มของผม บางคนอาจจะบอกว่า การนอนเวลาตีหนึ่งตีสองเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับผม มันไม่ใช่ความปกติ
๖ โมงครึ่ง เสียงนาฬิกาในโทรศัพท์ดัง จึงเปิดตามองดูเพดานห้องอีกครั้ง ๗ โมงครึ่ง มีโทรศัพท์มาจากทางใต้ ให้แปลกใจ เพราะปกติเธอจะไม่โทรมาเวลานี้ "มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า" นั้นคือความคิดที่ผุดขึ้นมา
๘ โมงตรง มีเสียงโทรศัพท์ดังอีกครั้ง จึงรับ "สุขสันต์วันครบรอบการแต่งงานนะคะ" นี่คือคำที่ผ่านมาทางโทรศัพท์จากคนทางใต้ ทำให้ผม "เออ อุตส่าห์เตือนตัวเองไว้แล้วนะว่า วันครบรอบแบบนี้ ผู้หญิงเขาถือ แต่เราลืมได้อย่างไร" ความคิดนี้ไม่ได้เล็ดลอดออกจากปาก คำตอบที่ตอบออกไปคือ "อยู่แล้ว" พร้อมกับทำเสียงยั่วยวนกวนโอ๋ย จากนั้นจึงคุยถึงชีวิตครอบครัวของเรา มีอะไรบ้าง มีอยู่ชุดคำหนึ่งที่ผมสรุปให้ฟัง แล้วเธอก็หัวเราะชอบใจ มันเป็นไปได้อย่างไร ทำไมถึงไม่เหมือนครอบครัวอื่น แต่มีเสียงเตือนว่า "อย่าให้หัวเราะมากได้ไหม เดี๋ยวตอนเย็นร้องไห้อีก" ก็ต้องย้อนความว่า วันใดที่สนุกสุดๆ ร่าเริงสุดๆ ไม่เกิน ๒ วัน ก็จะมีเรื่องให้ห้องไห้อยู่ร่ำไป ทำให้ผมคิดว่า ความดีใจทำไมต้องมาคู่กับการร้องไห้ เพราะฉะนั้น อย่าดีใจและอย่าเสียใจ เมื่อเราคุยกันพอสมควร ผมก็ต้องขอตัวไปทำหน้าที่
การทำหน้าที่ในชั้นเรียนวันนี้ ตั้งใจว่า ต้องไม่มีอารมณ์ขุ่นมัวใดๆ และทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี พบคำตอบว่า จงตั้งจิตให้ประกอบด้วยเมตตา แล้วเราจะรู้สึกว่า ผู้เรียนน่าสงสาร เราจะหาวิธีการจะช่วยเหลือเขาอย่างไร ความอ่อนโยนจะเกิด
๑ ปีที่ผ่านมา ผมเกิดการเรียนรู้อะไรบ้างกับ "ครอบครัวศึกษา" มีหลายเรื่องที่บอกผ่านตัวอักษรนี้ไม่ได้ แต่ทุกเรื่องทำให้เราเข้าใจชีวิตคนมากขึ้น ว่าชีวิตครอบครัวต้องสัมพันธ์กับอีกหลายครอบครัวนี้คือ "ระบบเครือญาติ" ในสังคมวิทยา สิ่งหนึ่งที่ต้องสอนตัวเองไว้เสมอคือ อย่าไปยึดติด รักแค่ไหนก็ต้องจาก ไม่ชอบอย่างไรก็ต้องจาก ไม่จากเป็นก็ต้องจากตาย ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์เท่าที่ความสามารถจะมี โดยสรุป เรื่องเดือดเนื้อร้อนใจไม่มีสำหรับเรา คำหนึ่งที่ผมมักจะพูดเสมอคือ "เรามีเวลาพบกันน้อย ขอให้หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้กันเถอะ" จากการศึกษาเรียนรู้คู่ชีวิตที่ผ่านมา ผมพบว่า "ผมโชคดีที่มีผู้หญิงอย่างเธอเป็นคู่ชีวิต"..."ผมภาคภูมิใจในคู่ชีวิตคนนี้" และสุดท้ายของบันทึกนี้ ผมกลับมามองตัวผมว่า แล้วผมล่ะ เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเฉกเช่นผู้หญิงคนนี้หรือไม่.......
ยินดีด้วยค่ะ
อย่างน้อยแค่นี้ภรรยาคงดีใจถ้าได้เห็นบันทึกนี้มาร้อยเรียงผ่านทางนี้
อู๊ยๆๆ...ตาร้อนอ่ะค่ะ
อิ อิ อิ
ขอให้มีความสุขมากๆนะค่ะ...
+ สวัสดีค่ะ...ยินดีด้วยค่ะ...ดีเหมือนกันนะค่ะ...ได้ทบทวนกันและกัน...
+ อย่างนี้ชีวีมีสุขแน่นอนค่ะ...
+ สำหรับอ๋อย...ตั้งแต่แต่งงานมา...ไม่เคยมีวันแบบนี้ค่ะ...รู้แต่เพียงว่า...มองตากันรู้ว่าคิดอะไร..โดยเฉพาะยามเจอภัย...เคียงบ่าเคียงไหล่ไม่ถอยกันเลยละค่ะ..
+ ตอนนี้มีแอมแปร์คนนี้...ยิ่งไม่ต้องพูดอะไรเลยค่ะ...ทุกอย่างมันรวมอยู่ที่หล่อนคนเดียวค่ะ...
ขอน้ำหน่อยค่ะ
จะมาดับไฟที่ดวงตา (อิจฉาจนตาร้อน)
อย่าไปยึดติด รักแค่ไหนก็ต้องจาก ไม่ชอบอย่างไรก็ต้องจาก ไม่จากเป็นก็ต้องจากตาย
สำหรับกระติกไม่อยากยึดติดเหมือนกันค่ะ แต่ทำใจไม่ได้ ถ้ามีคนอื่นจะมาทำให้จาก
ขอบคุณค่ะ สำหรับข้อคิดดีๆ ที่ให้
สวัสดีครับ (พี่) แก้ว..อุบล..จ๋วงพานิช
สวัสดึครับ K ทางเดินแห่งรัก
สวัสดีครับ My sister
สวัสดีครับ แอมแปร์
สวัสดีครับ (พี่) กระดิก
ขอบคุณครับ
อิ อิ อิ
เดี๋ยวนี้อยู่สองคนไม่ชวนกินหรอกค่ะ
เพราะชอบนั่งดูคนข้างๆกินไปเสียแล้ว...แบบว่ากินเองไม่ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ดังนั้น คนใกล้ตัวหลายๆคนตอนนี้ อ้วนลงพุงหมดเลย เพราะถูกบังคับให้กินแทนข้าพเจ้า
อิ อิ อิ
โฮ ท่านอาจารย์ไปดูแข่งเรือหลายที่จังค่ะ...สงสัยว่าต้องไปฉลอง...ครบหนึ่งปีด้วย
คริ คริ คริ