อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

พระพุทธเจ้า...ทรงโต้ตอบเทวดาเรื่องฆ่าอะไรได้จึงอยู่เป็นสุข

พระพุทธเจ้า...ทรงโต้ตอบเทวดาเรื่องฆ่าอะไรได้จึงอยู่เป็นสุข





เทวดาผู้หนึ่งทูลถามว่า


“ฆ่าอะไรเสียได้จึงอยู่เป็นสุข   ฆ่าอะไรเสียได้จึงไม่เศร้าโศก
พระองค์ทรงพอพระทัยการฆ่าอะไรว่าเป็นธรรมอันเอก”



พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า


“ฆ่าความโกรธเสียได้จึงอยู่เป็นสุข  ฆ่าความโกรธเสียได้ไม่ต้องเศร้าโศก  พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญการฆ่าความโกรธซึ่งมีรากเป็นพิษมียอดหวาน   บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก”
(พระไตรปิฎก เล่ม  ๑๕   ข้อ  ๑๙๘-๑๙๙)



เรื่องความโกรธ  โทษของความโกรธ   วิธีละความโกรธและคุณของการละความโกรธ  ได้พรรณนาไว้มากแล้วในที่อื่น   เช่น  ในสาระสำคัญแห่งวิสุทธิมรรค  ตอนว่าด้วยเรื่องเมตตาในพรหมวิหารนิเทศ   และในทางแห่งความดีเล่ม  ๓   ตอนที่ว่าด้วย  “โกรธวรรควรรณนา”  (วรรคที่ว่าด้วยความโกรธ)



ในที่นี้  ขออธิบายข้อที่ว่า  “พระอริยเจ้าทั้งหลาย   สรรเสริญการฆ่าความโกรธซึ่งมีรากเป็นพิษ  มียอดหวาน”



พระอริยเจ้าคือใคร?  คือท่านผู้บรรลุโลกุตตรธรรมแล้วตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปถึงพระอรหันต์   จะเป็นบรรพชิต   (ผู้บวช)  ก็ตาม  เป็นฆราวาส  (ผู้ครองเรือน )   ก็ตาม  ไม่ว่าจะเกิดในตระกูลใด   วรรณะใด    เชื้อชาติใด   เมื่อบรรลุโลกุตตรธรรมแล้วนับเป็นพระอริยเสมอกันหมด   เปรียบเหมือนน้ำไหลจากที่ต่าง ๆ   เมื่อลงสู่มหาสมุทรแล้วก็เรียกว่าน้ำทะเลเหมือนกันหมด



ปัญหาต่อไปมีว่า   โลกุตตรธรรมคืออะไร?   จะบรรลุได้อย่างไร?  

โลกุตตรธรรม   แปลตามตัวว่า   ธรรมเหนือโลก   กล่าวคือ  พ้นจากโลกียวิสัยอย่างน้อยที่สุดก็ก้าวเข้าสู่ทางนั้นแล้วแม้จะยังดำเนินไปไม่สุดสายก็ตาม  เช่นพระโสดาบันผู้บรรลุโลกกุตตรธรรมในระดับโสดาปัตติผลแล้วเข้าสู่กระแสแห่งโลกุตตรธรรมแล้ว    



กล่าวโดยชื่อก็คือ   มรรค  ๔  ผล  ๔  นิพพาน  ๑  เป็นโลกุตตรธรรม ๙   มรรค   ๔  คือ โสดาปัตติมรรค   สกทาคามิมรรค  อนาคามิมรรคและอรหัตตมรรค    ผล  ๔  ก็เหมือนกัน  เปลี่ยนแต่คำว่า  มรรคเป็นผลเท่านั้น



จะบรรลุได้อย่างไร?   บรรลุได้โดยวิธีดำเนินชีวิตตามอริยมรรคมีองค์  ๘  มีความเห็นชอบเป็นต้น    ซึ่งย่อลงเป็นศีล สมาธิ  ปัญญา   ดำเนินชีวิตตามหลักศีล  สมาธิ  ปัญญา  นั่นเอง   ย่อมนำไปสู่โลกกุตตรภูมิได้  เมื่อก้าวเข้าสู่โลกุตตรภูมิแม้ในระดับแรกคือโสดาบัน   ท่านก็แปรสภาพจากปุถุชนเป็นพระอริยเจ้า



โลกกุตตรธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ควรต้องการ  ทั้งในชีวิตอย่างบรรพชิต และชีวิตอย่างฆราวาส  พระพุทธเจ้าทรงมีพระประสงค์เช่นนั้น   เพื่อให้พุทธบริษัททั้งบรรพชิต และคฤหัสถ์มีชีวิตที่เบาสบายขึ้นไม่ตกเป็นทาสของกิเลสเกินไป หรือตลอดเวลา  อนึ่ง   การแก้ปัญหาโลกนั้นต้องแก้ด้วยธรรม   เหมือนเราจะแก้ความวุ่นวายด้วยความสงบ  แก้ความร้อนด้วยความเย็น  แก้ความมืดด้วยความสว่าง



โลกวุ่นวายอยู่เสมอ  ใจที่เกาะเกี่ยวอยู่กับโลกก็เป็นใจที่วุ่นวายเพราะใจของคนในโลกวุ่นวายนั่นแหละ  จึงทำให้โลกวุ่นวายไร้ความสงบ  ไม่มีสันติภาพอันถาวรเลย    ถ้าดำเนินตามวิธีของโลกแล้ว    สันติภาพถาวร   (Iasting peace)  ก็เป็นแต่เพียงความฝันเท่านั้น  เป็นจริงขึ้นในโลกไม่ได้    อย่าว่าแต่จะถาวรเป็นเดือน  เป็นปี  หรือเป็นสิบปีเลย  แม้เพียงวันเดียวก็หาไม่ได้   รายงานของหนังสือพิมพ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศบอกเราว่า   ไม่มีสักวันเดียวที่โลกนี้ปราศจากปัญหา    เรื่องร้ายเกิดขึ้นในหนังสือพิมพ์    วิทยุและโทรทัศน์รายงานได้ทุกวัน  ตราบใดที่ใจของคนยังวุ่นวายเป็นทาสของกิเลสอยู่   ชนิดที่ควบคุมมันไม่ได้อยู่   ตราบนั้นโลกก็คงต้องวุ่นวายอยู่ต่อไป  


แม้ในโลกแคบ  ๆ   ซึ่งมีคนอยู่เพียง   ๔-๕  คน  หรือ   ๖-๗  คน  เช่นในครอบครัว   หรือในที่ทำงานทั่ว ๆ   ไปก็ยังหาความสงบสุขไม่ได้    ยังวุ่นวานอยู่ด้วยโลภ  โกรธ  หลง   ริษยา   พยาบาท   ใส่ร้ายเสียดสีกันอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน   เมื่อเป็นเช่นนี้   ในโลกกว้างขวางซึ่งมนุษย์อยู่เป็นอันมากจะเป็นเช่นไร    ในหมู่สัตว์ดิรัจฉาน  อีกเล่า   มีการเบียดเบียนล้างผลาญกันเพียงไร



โลกเร้าร้อนอยู่เสมอ    เร้าร้อนด้วยเพลิงคือกิเลสบ้าง  เพลิงคือทุกข์บ้าง เพลิงกิเลสคือ  ราคะบ้าง   โทสะบ้าง   โมหะบ้าง    หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  โลภ  โกรธ หลง  นั่นเอง   ซึ่งเป็นอกุศลมูลเป็นรากเหง้าของอกุศลซึ่งจะมีผลเป็นทุกข์ต่อไปส่วนเพลิงทุกข์นั้นหมายเอา  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย   อันเป็นของทั่วไปแก่สัตว์โลกทั้งหลาย  แม้มนุษย์จะก้าวหน้า   ไปในทางวิชาการด้านต่าง ๆ  มากมายแล้ว  แต่มนุษย์ก็ยังเอาชนะความแก่   ความเจ็บ    และความตายไม่ได้



งานค้นคว้าทางประเทศสวีเดน  เปิดเผยว่า  “นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบโดยบังเอิญซึ่งสารชนิดหนึ่งซึ่งสามารถหยุดยั้งความแก่   หรือทำคนแก่เช่นหนังเหี่ยวย่นให้กลับเต่งตึงอย่างหนุ่มสาวได้   แต่ยังไม่กล้ายืนยันหรือเปิดเผยออกมาอย่างแน่นอน  เพราะยังไม่มั่นใจนัก”   ข้อความเป็นทำนองนี้  อาจไม่ตรงทุกตัวอักษร  คอยดูกันต่อไปว่า   มนุษย์จะสามารถเอาชนะความแก่ได้หรือไม่ถ้าสมมุติว่าสามารถเอาชนะได้จะมีปัญหาอะไรตามมาอีก   เพราะคนไม่รู้จักแก่



แต่พระอริยเจ้าทั้งสามารถเอาชนะความแก่   เจ็บ  ตาย   ได้แล้ว

โดยการที่ไม่ต้องเกิดมา   พ้นจากสังสารวัฏ  คือ  การเวียนว่ายตายเกิด



-->> เพลิงโทสะและพยาบาท  รวมทั้งความโลภ   ความหลงนั้นได้ชักจูงมนุษย์ให้ประหัตประหารห้ำหั่นกันมาตลอด  ประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติโลกไม่เคยว่างเว้นจากกิจกรรมอันทารุณโหดร้ายเหล่านี้เลย



นักฆ่ามนุษย์ในประวัติศาสตร์มีอยู่เป็นจำนวนมากเขาอาจอยู่ในรูปของนักการเมือง  นักปกครอง  เขาปกครองคนเป็นจำนวน   ๑๐ ล้าน  ๑๐๐  ล้านแต่ใจของเขาเองถูกปกครองโดยโทสะ   พยาบาท   และความหลงผิด   จึงสามารถฆ่ามนุษย์ด้วยตนเองบ้าง  ใช้ให้ผู้อื่นฆ่าบ้าง   นำกันไปเป็นพวก ๆ  แล้วฆ่ากันบ้าง



กรณีของนักฆ่ามนุษย์ในประวัติศาสตร์   ยกตัวอย่าง  เช่น คือประธานาธิบดี  อีดี อามิน   แห่งประเทศอูกันดา  ตลอดเวลา  ๙  ปี  (๒๕๑๖-๒๕๒๒)  ที่เขาครองอำนาจอยู่นั้นประมาณกันว่า    อามินฆ่าคนเสียถึงประมาณ  ๓๐๐,๐๐๐   (สามแสน)  คน  ชาวอูกันดาอยู่กันอย่างประหวั่นพรั่นพรึงเป็นยุคทมิฬของอูกันดาอย่างแท้จริง   เมื่อมีคนถูกฆ่ามากถึงเพียงนี้ลองคิดดูเถิดว่าประชาชนจะเดือดร้อนปานใด   เพราะทุกคนมีญาติ  มีพ่อแม่  พี่น้องและลูกเมียเขาเหล่านั้นมีจำนวนเท่าใดที่จะต้องพลอยเดือดร้อนกับผู้ที่ถูกฆ่า



ถ้านักฆ่ามนุษย์เหล่านี้คิดฆ่าความโกรธ   เกลียดพยาบาท   และความโลภ  ความหลงของตนให้น้อยลงแล้วตนเองจะสงบสุข   ผู้อื่นก็จะสงบสุขด้วยสักเพียงใด   พระอริยเจ้าทั้งหลายจึงสรรเสริญการฆ่าความโกรธ   ซึ่งมี  รากเป็นพิษ  มียอดหวาน



ที่ว่า   มีรากเป็นพิษ  มียอดหวาน    นั้น  อธิบายว่าความโกรธมีรากมาจากความหลง(โมหะ)  ความไม่พอใจ(อรติ)  ความหงุดหงิดรำคาญ   (ปฏิฆะ)  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพิษแก่จิตใจทั้งสิ้น  แม้ตัวความโกรธเองก็เป็นพิษแก่ร่างกาย  และจิตใจของผู้โกรธอย่างมาก   ทำให้โรคหัวใจกำเริบ  ทำให้ประสาทตึงเครียด  กระเพาะและลำไส้ผิดปกติ  จิตใจเร่าร้อน    กระวนกระวาย   อยากทำลายข้าวของทำร้ายคน   เมื่อได้ทำลายหรือทำร้ายแล้ว    ความโกรธจะสงบลง  เพราะได้ระบายความร้อนภายในออกแล้วสบายใจขึ้นเหมือนน้ำเดือดที่มีทางระบาย   อาการ  อย่างนี้แหละเรียกว่ามียอดหวาน(มธุรัคคะ)   แต่ในที่สุดก็นำไปสู่ทุกข์อีก  และเป็นทุกข์ที่ยิ่งใหญ่เหมือนคนดื่มน้ำหวานที่ผสมยาพิษ  ทีแรกหวานแต่พอยาพิษออกฤทธิ์เท่านั้น  ก็ได้เห็นโทษของยาพิษว่ามีอย่างไร   ต้องเศร้าโศกเสียใจไปตลอดชีวิตก็มี  การทำอะไรลงไปเพราะความโกรธนั้นเป็นการทำลายตนเองทำลายผู้อื่น  มีความทุกข์  ความโศกเป็นผล    เพราะฉะนั้น   พระพุทธองค์จึงตรัสว่า  บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก

.............................................

 

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ http://khunsamatha.com/

พุดคุยสนทนาธรรมในประเด็นต่างๆ กันได้ที่ห้องสนทนา  http://forums.212cafe.com/samatha/