ส่วนผู้มักโกรธและมีพิษร้ายจากความโกรธ พิษนั้นทำลายตนเองก่อนพ่นไปที่ผู้ใดก็ทำลายผู้นั้นด้วยเหมือน
อสรพิษซึ่งมีพิษร้าย เป็นที่ระแวงอันตรายของผู้เข้าใกล้พบเห็นและรู้เรื่อง ไม่เป็นที่วางใจสนิทของผู้คบหาสมาคมหวั่นใจอยู่เสมอว่า ไม่รู้เขาจะพ่นพิษร้ายออกมาเมื่อไรอีก ความหวั่นใจระแวงเช่นนี้ ทำให้ไม่สนิทใจในความรัก ไม่ไว้วางใจในความคุ้นเคย
ภรรยาผู้มักพ่นพิษใส่สามีเสมอนั้นย่อมเป็นที่เอือมระอาของสามี, สามีผู้มีพิษร้ายคือความโกรธ ก็เช่นเดียวกัน ย่อมเป็นที่เบื่อหน่ายของภรรยา คู่อื่น ๆ ก็ทำนองเดียวกันนี้ เช่น...
นายจ้างกับลูกจ้างเป็นต้น นายจ้างคนหนึ่ง ความโกรธของเขาได้ทำลายชีวิตเขา วันหนึ่งเขาโกรธลูกจ้างที่ชงกาแฟไม่ถูกใจและมีเรื่องโต้แย้งกันขึ้น เขาวิ่งไปเอาปืนมายิงลูกจ้าง แต่ล้มลงขาดใจตายเสียก่อนขณะปืนยังอยู่ในมือนั่นเอง แพทย์ลงความเห็นว่าเขาตายเพราะความโกรธ เขาโกรธจนหัวใจหยุดทำงานลงทันทีทันใด ความโกรธแค้นจึงเป็นไฟที่เผาตนเองและเผาผู้อื่นด้วยก่อความเดือดร้อนแก่ลูกหลานบริวารอยู่เนือง ๆ
ผู้หญิงรักความสวยงาม สาละวนแต่การแต่งหน้าแต่งตัวสรรหาเสื้อผ้าแพรพรรณอันเลอเลิศ ราคาแพงลิ่ว แต่ใบหน้าของหล่อนบูดบึ้ง ขึ้งเครียดในใจมีแต่อารมณ์ร้าย โกรธคนนั้นเกลียดคนนี้ ริษยาคนโน้น หมักหมมอยู่ด้วยอารมณ์เน่านานาประการ เปล่งวาจาแต่เรื่องนินทาว่าร้าย เสียดสี ไม่เว้นวัน ริมฝีปากซึ่งบรรจงแต่งเสียอย่างประณีตนั้น จะมีประโยชน์อะไร ถ้าวาจาที่เปล่ง ออกจากริมฝีปากเช่นนั้นมีแต่เรื่องสกปรกนานาประการ
ทำไมเธอจึงไม่หัดแต่งใบหน้าให้สวยเก๋ดูงามซึ้งโดยการแต่งอารมณ์และจิตใจให้ประณีต หรือให้มีความงามทางจิตใจด้วย ให้ใจงามด้วยคุณธรรมต่าง ๆ การแต่งหน้าและเสื้อผ้าแพรพรรณถือเป็นเพียงสิ่งเสริม ไม่ใช่สิ่งหลักที่จะต้องเอาใจใส่มากนัก
อารมณ์ของคนเป็นเครื่องแต่งใบหน้าและกิริยาวาจาของคนให้น่ารักหรือน่าเกลียดได้มากกว่าสิ่งภายนอก เมื่อท่านพูดด้วยความรัก วาจาของท่านจะต่างกับเมื่อพูดด้วยความเกลียดหรือโกรธสักเพียงใด ท่านเองก็เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาแล้ว ท่านต้องฝึกหัดและเปลี่ยนแนวจิตเสียใหม่คือ พอนึกเกลียดหรือไม่ชอบผู้ใด จงรีบแผ่เมตตาให้ผู้นั้นทันที และแผ่เมตตาแก่ตัวท่านเองด้วย เพื่อไม่ให้ท่านตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ร้ายหรือความโกรธแค้นจริงอยู่วิธีนี้อาจผิดลำดับในการแผ่เมตตาอยู่บ้าง แต่จำเป็นทำเพราะถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เป็นกรณีฉุกเฉินย่อมทำอะไรข้ามลำดับได้บ้าง เหมือนหมอลัดคิวให้คนไข้ที่ร่อแร่จวนจะตาย
ก่อนนอนและตื่นเช้าทุกวัน ขอให้ทำจิตให้ผ่องใส ด้วยการแผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั่วหน้าว่า ขอผู้มีทุกข์ จงพ้นทุกข์ ผู้มีโศกจงพ้นโศก ผู้มีโรคจงพ้นโรค และผู้มีภัยจงพ้นภัย หลังจากนั้นขอให้สำรวมจิตในกรรมฐานบทใดบทหนึ่ง เสร็จแล้วตั้งใจให้อภัยต่อทุกสิ่งทุกอย่าง-อย่างน้อยก็เพื่อความสุขสำราญของเราเองไปตลอดวัน ขอให้ทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจเพื่อลืมความขุ่นเคืองโกรธแค้นใด ๆ ที่มีอยู่ จิตของเรารับอารมณ์ได้ขณะละอย่าง เมื่อเราผูกจิตไว้กับอารมณ์ดีแล้ว อารมณ์ร้ายย่อมไม่ได้โอกาส การงานที่เราทำทั้งวันจะช่วยให้เราเพลิดเพลินลืมความขุ่นเคือง โกรธแค้นและอารมณ์เศร้าหมองต่าง ๆ ถ้าทำได้อย่างนี้ เชื่อว่าเราได้รับพรแห่งชีวิตตลอดวันและทุกวัน การขอพรและการให้พรนั้นดีอยู่ดอก แต่สู้การกระทำอันก่อให้เกิดพรไม่ได้ ท่านผู้รู้จึงว่าทำดีดีกว่าขอพร
ขอให้มีอุดมคติเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จไปแต่ละวัน แต่ละเดือนแต่ละปี จนไม่มีเวลาพอที่จะเสียไปกับความคิดอันเหลวไหลไร้สาระ เช่นความโกรธแค้น ขุ่นเคือง ความริษยา ความวิตกหมกมุ่นอันปรุงแต่งขึ้นเพื่อให้เป็นทุกข์เปล่า ๆ คำว่า “ช่างเถอะ” จะช่วยให้อารมณ์ของเราแจ่มใสขึ้น จิตใจปลอดโปร่ง ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดมากเกินไป ความผิดพลาดบกพร่องเป็นสิ่งต้องมีในการทำงาน เราคิดและพูดว่า ช่างเถอะ แล้วทำใหม่ ที่พลาดไปเป็นบทเรียน
ขอให้ทุกท่าน มีความสุข ความเบิกบานใจ พ้นภัยจากพิษร้ายแห่งความโกรธแค้น ชิงชัง มนุษย์และสัตว์ทั้งมวลเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น ทุกข์ที่มีอยู่โดยสภาพแห่งสังขารก็มีอยู่มากแล้ว อย่าต้องไปเพิ่มทุกข์ให้แก่ตนเองและผู้อื่นด้วยการเติมความโกรธแค้นชิงชังลงไปอีกเลย
พระอริยเจ้าทั้งหลาย สรรเสริญการฆ่าความโกรธซึ่งมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน ดังนี้แล...
**************************************************************************
ข้อมูลที่ใช้ในการเรียบเรียง : พุทธปฏิภาณ โดย วศิน อินทสระ